สุสานที่สาปสูญของเจงกีสข่านผู้ยิ่งใหญ่

(ภูเขาทางตะวันตกของมองโกเลีย Cr.ภาพ Bernd Thaller / Flickr)
การตายของเจงกีสข่านถูกปกปิดไว้เป็นความลับ ไม่มีใครรู้ลักษณะการตายของเขา ข่านผู้ยิ่งใหญ่เสียชีวิตในช่วงฤดูร้อนปี 1227 ระหว่างการรณรงค์ต่อต้าน Tanguts (ทิเบตกลุ่มหนึ่ง) บริเวณตอนบนของแม่น้ำฮวงโหในยินฉวน   เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่จะเชื่อว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการบาดเจ็บระหว่างการรบ

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลที่จะเชื่อว่าบาดแผลเหล่านั้นไม่ได้มาจากลูกธนูของศัตรูตามที่ Marco Polo กล่าวอ้าง  แต่มาจากการตกจากหลังม้าระหว่างการล่าสัตว์ ตามที่เขียนไว้ใน The Secret History of the Mongols (ประวัติศาสตร์ลับของชาวมองโกล) เป็นลำดับวงศ์ตระกูลกึ่งตำนานของเจงกีสข่านถูกเขียนขึ้นหลังจากเขาเสียชีวิต

มีเรื่องที่ไม่น่าที่จะเชื่อที่ว่าเจงกีสข่านเสียชีวิตเพราะเลือดออก เป็นเพราะเจ้าหญิงเจ้าเล่ห์แห่ง Western Xia ซึ่งชาวมองโกลถือว่าเป็นเชลยที่ยึดมา  ได้สอดสิ่งประดิษฐ์พิเศษเข้าไปในช่องคลอดของเธอเพื่อที่เมื่อเจงกีสข่านมานอนกับเธอมันจะฉีกอวัยวะของเขา  เรื่องนี้นักวิชาการชาวมองโกลบางคนเชื่อว่าถูกสร้างขึ้นโดยศัตรูของข่านเพื่อให้ร้ายเขา

ความลับที่อยู่รอบ ๆ การตายของเจงกีสข่านล้วนมาการคาดเดา ซึ่งต่อมาทำให้เกิดแรงบันดาลใจเป็นเรื่องราวที่ไร้สาระมากมายจนแยกความจริงออกจากนิยายได้ยาก  นานมาแล้วก่อนการตายของเขามีการกล่าวกันว่า เจงกีสข่านปรารถนาที่จะถูกฝังในหลุมศพที่ไม่มีเครื่องหมายบนภูเขา Burkhan Khaldun (ตามที่บอกไว้ใน The Secret History of the Mongols)  โดยเมื่อตอนที่เจงกีสข่านกำลังล่าสัตว์ใกล้กับภูเขา Burkhan Khaldun ในเทือกเขา Khentii ที่เป็นบ้านเกิด  เขานั่งลงเพื่อพักผ่อนใต้ต้นไม้และถูกครอบงำจากความงดงามของภูมิทัศน์เบื้องหน้า  เขาจึงขอว่าให้ฝังเขาในภูเขาที่นี่

Burkhan Khaldun ถือเป็นอีกหนึ่งความสำคัญในชีวิตของเจงกีสข่าน ครั้งหนึ่งในขณะต่อสู้กับชนเผ่า Merkit เจงกีสข่านรอดตายอย่างหวุดหวิดและหนีไปยังเขตศักดิ์สิทธิ์ของภูเขา Burkhan Khaldun ที่นั่นทีหญิงชราคนหนึ่งให้ที่พักพิงแก่เขา  ในเวลานั้นเขาให้คำมั่นว่าจะให้เกียรติภูเขาด้วยการเคารพบูชาและอธิษฐานทุกเช้านับจากนั้นเป็นต้นมา


ภาพวาดของหัวหน้าเผ่ามองโกเลียเจงกีสข่านซึ่งอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติของไต้หวัน 
(AP Photo / พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ)
หลังจากที่เขาเสียชีวิต ศพของเจงกีสข่านถูกทหารพากลับไปยังบ้านเกิดของเขาและฝังเขาไว้ตามความปรารถนา เป็นหลุมฝังศพที่ไม่มีเครื่องหมายที่ไหนสักแห่งในใจกลางภูเขา Burkhan Khaldun ไม่มีเครื่องหมายของสถานที่  ไม่มีฮวงซุ้ย ไม่มีวิหาร ไม่มีหลุมฝังศพ และไม่มีใครรู้ว่าเจงกีสข่านอยู่ที่ไหน

มันถูกบอกเล่าซ้ำๆถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ทหารของเจงกีสข่านฆ่าคนและสัตว์ทุกตัวที่พวกเขาพบระหว่างการเดินทางจาก Yinchuan อย่างไร  นั่นคือหลังจากที่ฝังศพที่เป็นความลับแล้ว พวกเขาก็สังหารผู้ที่มาร่วมงานศพทั้งหมดเพื่อให้สถานที่นั้นเป็นความลับ ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ถูกสังหารโดยทหารอีกชุดหนึ่งซึ่งทหารชุดนั้นก็ถูกสังหารด้วยเช่นกัน หลังการฝังศพม้าพันตัวก็ทำการเหยียบย่ำพื้นที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อบดบังตำแหน่งของหลุมศพ ในเรื่องเล่าอื่นจะมีว่าแม่น้ำถูกเบี่ยงเบนไปเหนือหลุมศพของเขาทำให้ไม่สามารถหาสถานที่นั้นได้

ความรู้เกี่ยวกับที่ตั้งของหลุมศพไม่ใช่สิ่งที่ลืมไปตลอดหลายศตวรรษ เมื่อ Marco Polo เดินทางไปยังภูมิภาคนี้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 และถามหาหลุมฝังศพแต่ไม่มีชาวมองโกลคนไหนที่สามารถบอกเขาได้ว่าข่านที่ยิ่งใหญ่ถูกฝังอยู่ที่ใด

ไม่นานหลังจากการตายและการฝังศพของเจงกีสข่าน ทหารได้ปิดผนึกพื้นที่ทั้งหมดกว่า 240 ตารางไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลายเป็น Ikh Khorigหรือ Great Taboo ภูมิภาคนี้ยากต่อการเข้าถึงโดยเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยป่าทึบได้รับการประกาศว่าเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่ต้องห้าม   ทุกคนยกเว้นสมาชิกในครอบครัวและ Darkhad กลุ่มนักรบชั้นยอดและครอบครัว ซึ่งได้รับภารกิจดูแลสถานที่ไม่ให้มีใครเข้ามา โทษของการละเมิดคือความตาย 

หลังจากอาณาจักรมองโกลล่มสลาย Darkhad และลูกหลานของพวกเขาดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างยาวนาน   เมื่อกองทัพต่างชาติบุกเข้ามาในบางส่วนของมองโกเลีย ชาวมองโกลก็ยังป้องกันไม่ให้ใครเข้ามาในเขตศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษของตน

เมื่อสาธารณรัฐประชาชนมองโกเลียซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตก่อตั้งขึ้นในปี1924  ผู้ปกครองโซเวียตยังคงให้เกียรติประเพณีดังกล่าวโดยกลัวว่าหากไม่ทำเช่นนั้นจะก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยมของชาวมองโกเลีย  ต่อมาโซเวียตได้ประกาศให้ดินแดนนี้เป็น “Highly Restricted Area” และปิดล้อมพื้นที่โดยรอบ 10,400 ตารางกม. ในช่วง 20 หรือ 30 ปีที่ผ่านมาการรักษาความปลอดภัยของที่นี่ได้ผ่อนคลายลงทำให้นักโบราณคดีจากต่างประเทศหลายคนเริ่มปฏิบัติการล่าหาสุสานที่หายไปของเจงกีสข่าน

ในปี 1990 การเดินทางของคณะ ญี่ปุ่น - มองโกเลีย เรียกว่า Gurvan Gol (หมายถึง Three Rivers) ได้เปิดตัวในการหาหลุมฝังศพข่านที่ยิ่งใหญ่
ทีมงานได้ใช้อัลตราโซนิกส์เพื่อค้นหาสถานที่ฝังศพได้มากถึง 1,380 แห่ง  แต่การวิจัยเพิ่มเติมถูกหยุดลงโดยการประท้วงของประชาชน  ชาวมองโกเลียหลายคนเชื่อว่าสถานที่พักผ่อนสุดท้ายของผู้นำไม่ควรถูกรบกวน และตอนนี้ภูเขา Burkhan Khaldun ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกจึงกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นในการดำเนินการตามหลักโบราณคดี

เนื่องจากตอนนี้ที่ตั้งส่วนใหญ่เป็นสิ่งต้องห้ามนักวิจัยบางคนจึงหันไปใช้ภาพถ่ายดาวเทียม  ในปี 2010 ทีมงานนำโดย Albert Yu-Min Lin นักวิทยาศาสตร์ด้านการวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในซานดิเอโก ได้เชิญอาสาสมัครออนไลน์ให้เข้าร่วม โดยปล่อยภาพถ่ายความละเอียดสูงของมองโกเลียจำนวนหลายพันภาพที่ถ่ายโดยดาวเทียมเพื่อดูร่องรอยหลุมศพ  ปัญหาคือนักวิจัยไม่รู้ว่าจะต้องค้นหาอะไรจึงขอให้อาสาสมัครเหล่านั้นระบุสิ่งที่ผิดปกติ 

“ นี่คือเข็มในกองหญ้าที่มีปัญหาซึ่งไม่ทราบลักษณะของเข็ม” Lin กล่าว

ในเวลาแค่หกเดือน นักสำรวจบนเก้าอี้มากกว่าหมื่นคนติดแท็กมากกว่า 2 ล้านที่ตั้งทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ซึ่งนักวิจัยได้คัดแยกรายชื่อไปยังสถานที่ตั้งหนึ่งร้อยแห่ง ทีมงานภาคสนามได้สำรวจสถานที่เหล่านี้และระบุสถานที่ห้าสิบห้าแห่งในเชิงบวกว่ามีความสำคัญทางโบราณคดีและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามไม่มีในสิ่งเหล่านี้ที่ระบุว่าเป็นสุสานของข่านที่ยิ่งใหญ่

หลุมฝังศพที่เข้าถึงยากยังคงดึงดูดนักโบราณคดี บางคนเริ่มใช้โดรนเพื่อดูภูมิทัศน์อย่างใกล้ชิดโดยไม่ต้องเหยียบย่ำในอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์
ความหลงใหลในหลุมศพของเจงกีสข่านเป็นสิ่งที่ชาวมองโกเลียไม่ได้แบ่งปันกับชาวต่างชาติ  สำหรับพวกเขาเจงกีสข่านเป็นบุคคลที่ต้องให้ความเคารพอย่างสูง และหากท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่ต้องการให้ใครพบ ความปรารถนาในที่ตายของเขาก็ควรได้รับเกียรติเช่นกัน

(เผ่า Darkhad ชนเผ่าในมองโกเลีย ผู้รับหน้าที่ดูแลสุสานและวิญญาณของเจงกิสข่าน)
คำว่า Darkhad ในภาษามองโกเลียแปลว่า " ผู้ที่ไม่สามารถจับต้องได้ และผู้ถูกปกป้อง " ดังนั้นชนเผ่านี้จะปลีกตัวออกจากสังคม และนอกจากจะปกป้องพื้นที่ที่เป็นสุสานของเจงกิสข่านแล้ว คนเหล่านี้ยังรับหน้าที่ดูแลรักษาวัตถุโบราณที่สืบทอดกันมาแต่อดีตด้วย  หน้าที่เหล่านี้เองทำให้เผ่านี้ยังคงใช้ชีวิตหลักจารีตประเพณีดั้งเดิมอยู่ พวกเขาอาศัยใน “Gers” ที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะคล้ายกระโจม และยังคงใช้ชีวิตด้วยการเลี้ยงปศุสัตว์

ในอดีตวัตถุโบราณของเจงกิสข่าน จะถูกเก็บไว้ในกระโจม 8 แห่งของชนเผ่า โดยหนึ่งในสิ่งของเหล่านี้คือ “Suledu” อาวุธรูปร่างคล้ายสามง่าม ที่ถูกเชื่อโดยคนในเผ่าว่าถูกประทานมาให้เจงกิสข่าน จากทวยเทพ โดยแลกกับการบูชายัญม้า 1,000 ตัว และ แกะอีก 10,000 ตัว ต่อมาวัตถุโบราณเหล่านี้ถูกนำไปเก็บไว้ในสุสานจำลองที่เมือง Ordos ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียในจีน
 



ในปี 2008 ทางการมองโกเลีย ได้สร้าง อนุสาวรีย์ เจงกีสข่าน (Genghis Khan Equestrian Statue) เพื่อรำลึกถึงความเกรียงไกรในอดีตชนชาติมองโกล ไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำTull ซึ่งห่างจากกรุงอูลานบาตอร์ ไปทางทิศตะวันออกราว 54 กิโลเมตร ในพื้นที่ที่เชื่อว่ามีการพบตำนานแส้ทองของอดีตข่านผู้ยิ่งใหญ่ นับเป็นอนุสาวรีย์รูปปั้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมองโกเลีย รูปปั้นมีความสูงประมาณ 40 เมตร น้ำหนักกว่า 250 ตัน ซึ่งตัวรูปปั้นสร้างมาจากสแตนเลสที่สะท้อนแสงเพริศพรายยามต้องแสงจากดวงอาทิตย์
เรื่องราวของเจงกิสข่านผู้ยิ่งใหญ่ถูกแทรกอยู่ในซีรีย์และถูกนำมาสร้างภาพยนตร์ในหลายเวอร์ชั่นเช่น
- MONGOL 2007 : THE RISE OF GENGHIS KHAN
- By the Will of Chingis Khan 2009 เจงกิสข่านมหาสงครามจักรพรรดิล้างแผ่นดิน
- Genghis Khan: To the Ends of the Earth and Sea (2007) 
- ซีรีส์ “มังกรหยก 2017” 
- Genghis Khan (2018) เจงกิสข่าน

ที่มา ancient-origins
Cr.ภาพ Mikhaylov Ilya / Shutterstock.com
Cr.https://www.amusingplanet.com/2019/05/the-lost-tomb-of-genghis-khan.html / By KAUSHIK PATOWARY
Cr.https://www.catdumb.com/darkhad-378/By  เหมียวศรัทธา
Cr.https://travel.mthai.com/world-travel/66675.html
Cr.https://news.thaipbs.or.th/content/267909
Cr.http://mongolschinaandthesilkroad.blogspot.com/2015/06/the-search-for-genghis-khans-hidden-tomb.html
Cr.https://www.sanook.com/movie/18760/

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่