13 ปีเส้นทางการแสดง ของ ‘มิ้นต์ ชาลิดา’ กับคำครหาเล่นยังไงก็ไม่เปรี้ยง เผยยังไม่เคยมองด้านที่จะ เป็น นักแสดงอิสระ

13 ปีเส้นทางการแสดง ของ ‘มิ้นต์ ชาลิดา’ กับคำครหาเล่นยังไงก็ไม่เปรี้ยง
https://www.matichon.co.th/entertainment/news_2372556

โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานาน สำหรับ นางเอกสาว มิ้นต์ ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง วัย 27 ปี ที่เจ้าตัวบอกว่าถ้านับตั้งแต่เริ่มเข้าวงการจากการถ่ายโฆษณาจนบัดนี้ก็เกือบ 20 ปีแล้ว
“ถ้าตั้งแต่เล่นโฆษณามาก็ 10 ปลายๆ ค่ะ แต่ถ้านับอยู่ในช่องก็ 13 ปี”
“ก็ไปเรื่อยๆ ค่ะ มันไม่ได้มาแบบก้าวกระโดด เราไปเรื่อยๆ ของเราค่ะ”
กับเส้นทางนี้มิ้นต์ ชาลิดา บอกว่าถือว่ามาไกลแล้ว และไม่เคยมองหรือวาดฝันว่าจะต้องไปไกลกว่านี้แต่อย่างใด
“แค่นี้ก็ไกลเกินฝันแล้ว”
“ทุกวันนี้มิ้นต์กลับมาย้อนถามตัวเองว่าสิ่งที่ทำงานทุกวันนี้เรามีความสุขแค่ไหน หรือบางงาน ที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้ลำบากถึงขั้นที่ต้องทำทุกงาน”
“เราก็เลยอยากเรื่องรับงานที่มันมีปริมาณความสุขที่มันมากขึ้นมากกว่านี้”
ก่อนที่เจ้าตัวจะเล่าย้อนไปในช่วงก่อนหน้า ในช่วงที่ยังเด็กกว่านี้และโหมรับทุกงานที่เข้ามาจนกลายเป็นว่าความสุขได้หายไป
“ก่อนนี้มิ้นต์ไม่ปฏิเสธงานเลย จนแบบหลายครั้งที่มิ้นต์ทำงานแล้วมิ้นต์ก็กลับมาถามตัวเองทุกๆวันว่าเราร้อนเงินขนาดนั้นหรอ”
กับการที่ไปทำงานแล้วไม่มีความสุข ก็เลยทำให้หันมามองมุมกลับว่าควรทำแต่งานที่มีความสุขมากกว่าไหม
“ก็เลยกลายเป็นตอนนี้อายุมากขึ้นเราอยู่มา 10 กว่าปี นับปริมาณการทำงานในวงการบันเทิงมันเยอะจนเรารู้สึกว่าพอแล้วดีกว่า”
“เราเลือกรับในสิ่งที่เรามีความสุขกับการทำงานดีกว่า”
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ “มันทำให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข”
“เรามีเวลาทำธุรกิจ กลายเป็นว่าเราอยากทำอะไรหลายๆ อย่างให้มันควบคู่กันไปด้วย”

ซึ่งนี่ก็รวมไปถึงงานละครด้วยเช่นกัน
“สมัยก่อนมิ้นต์เลือกไม่ได้ว่าเราอยากทำงานอะไร เราอยากเล่นอะไร จนมิ้นต์เริ่มมาคุยกับตัวเองตั้งแต่โควิดมันเกิด หลายๆ สถานการณ์เกิดรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน ไม่รู้ว่าวันนี้พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น”
“ทุกวันนี้เราไปงานศพมากกว่างานยินดีมิ้นต์ก็เลยกลับมาบอกตัวเองว่าทำในสิ่งที่เรารู้สึกอยากทำดีกว่า แล้วมิ้นต์ก็เชื่อว่าผู้ใหญ่ก็เคารพการตัดสินใจของเราเพราะว่าเราก็อยู่มาขนาดนี้แล้ว”
แม้ว่าเจ้าตัวจะแฮปปี้กับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่กระนั้นก็ไม่พ้นที่จะมีกระแสเปรียบเทียบกับนางเอกคนอื่นๆ ในช่อง ถึงระดับความดังที่ไม่เปรี้ยงเท่านางเอกในรุ่นเดียวกัน โดยมิ้นต์ก็ยอมรับตรงๆ ว่ามันก็เป็นเช่นนั้น
“ก็ต้องยอมรับความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้น”
“ซึ่งความดังเราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่เราจะสามารถมาการันตีได้”
หากใครจะมองว่าเป็นเพราะผลงานการแสดงของเธอยังไม่เข้าตา มิ้นต์ ชาลิดา ก็ว่าเธอไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเป็นนักแสดง แต่เมื่อพาตัวเองมาอยู่จุดนี้แล้วก็ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่

“มิ้นต์ยอมรับนะคะว่าก่อนหน้านี้มิ้นต์ไม่ได้เป็นคนที่บอร์นทูบีทูตรงนี้”
“แต่ทุกๆเรื่องมิ้นต์ทำการเรียนแอ็คติ้ง ให้ครูมาสอนที่บ้าน ได้ปรับปรุง ได้คุยกับผู้จัด ผู้กำกับ”
แต่อีกส่วนนึงก็เป็นเพราะในช่วงหลังบทบาทที่ได้รับมันใกล้เคียงกันจนดูไม่มีความแตกต่าง
“ต้องบอกว่า 3-4 เรื่องหลังเนี่ยคาแรกเตอร์มันกลมจนแบบไม่ใช่ว่าเราไม่พยายามแยก แต่คนที่อยู่ข้างนอกไม่สามารถมารับรู้กับมิ้นต์ได้ว่ามิ้นต์คุยกับผู้กำกับผู้จัดแล้วแต่ เขาไม่ซื้อในสิ่งที่มิ้นต์ขายที่มันแตกต่างจากเรื่องก่อน”
“ทุกคนก็อยากได้มิ้นต์ที่เป็นแบบมิ้นต์แบบนี้”
“ซึ่งมิ้นต์ไม่มีโอกาสที่จะได้แสดงออกมาให้ทุกคนได้เห็น”

“ไม่ใช่ว่าตัวมิ้นต์ไม่อยากเปลี่ยน แต่มันไม่มีโอกาสให้มิ้นต์ได้เปลี่ยนมากกว่าค่ะ”
สำหรับปัญหานี้ แม้ว่าเธอจะไม่เคยพูดกับผู้ใหญ่ตรงๆ แต่ก็เคยเสนอแนวทางที่อยากเล่นไปบ้าง
“ก็เคยบอกว่าอยากเล่นแบบนี้ อยากเล่นอย่างนี้ แต่เขาก็อาจจะมองแนวทางกับการที่มิ้นต์มองคนละทิศทาง”
ทั้งนี้เมื่อถามถึงบทบาทที่เธออยากเล่น นางเอกสาวก็ว่าขอแค่เพียงได้ละครที่คาแรกเตอร์ไม่ซ้ำกันก็พอใจแล้ว
“มิ้นต์ไม่อยากเล่นละครที่ซ้ำกันสักเรื่องค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแนวไหนมิ้นต์อยากเล่นหมด ไม่ได้มีแนวในดวงใจไว้”
“คืออยากเล่นแต่ละเรื่องให้มันมีอะไรให้เราได้แสดงฝีมือที่มันหลากหลายมากขึ้น”
“มิ้นต์เล่นคอมมาดี้มา 4 เรื่องติด มิ้นต์ก็อยากไปเล่นดราม่า และถ้าย้อนกลับไปคือเราก็มาจากดราม่า”
และหากแม้จะต้องได้รับบทที่ไม่ถนัด แต่ตนก็มั่นใจในความตั้งใจของตัวเอง
“อย่างเรื่องที่จะเปิดตุลา มิ้นต์เริ่มเรียนแอ็คติ้งเริ่มอ่านบทมาตั้งแต่ช่วงโควิดก็เป็นระยะเวลา 4-5 เดือนในการเตรียมตัวเรื่องใหม่ ดังนั้นมิ้นต์ว่าเรื่องทำการบ้านค่อนข้างมั่นใจว่าเราไม่น้อยไปกว่าใครแน่นอนค่ะ”
อย่างไรก็ตามเมื่อถามว่า คิดว่าคุ้มไหมกับการที่เราตั้งใจขนาดนี้แต่ผลที่ออกมาฟีดแบคอาจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่มิ้นต์ก็ว่า
“มันกะไม่ได้หรอกค่ะ เราก็ต้องยอมรับความจริงไป ก็มันเกิดแล้วใครจะมองยังไง โอเคนั่นเป็นฟีดแบคที่เราต้องกลับมาทำการบ้านมากขึ้น”
“บางทีเขาอาจจะเป็นครูเราก็ได้ค่ะ”

หากถามถึงกับทางที่นักแสดงหลายคนตัดสินใจเลือกเดินเพื่อได้เจองานที่หลากหลายมากขึ้น อย่างการเป็น ‘นักแสดงอิสระ’ นั้น เธอบอกว่ายังไม่เคยมองถึงทางเลือกนี้
“มิ้นต์เป็นคนที่อยู่ตรงไหนมิ้นต์จะทำไปให้สุดทางจนเรารู้สึกว่าเราเต็มอิ่มแล้วมากกว่า เราจะทำทุกอย่างให้สุดความสามารถของเราและสุดทุกทางของเรา”
“ยังสู้ค่ะ ยังแฮปปี้อยู่ค่ะกับที่ตรงนี้” มิ้นต์บอกพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อถามถึงเป้าหมายในการทำงานของมิ้นต์ เจ้าตัวก็ขอตอบในถึงความต้องการในช่วงปีนี้ไว้ว่า
“เราอยากเล่นบทที่มันหลากหลายมากขึ้น มิ้นต์ไม่ได้ต้องการเป็นที่หนึ่งของช่อง หรือที่หนึ่งของอะไร การที่มิ้นต์ได้ทำงานที่มันหลากหลาย กับพระเอกที่มันหลากหลาย กับผู้จัดที่มันมากขึ้น”
“อันนี้คือเป้าหมายสูงสุดของมิ้นต์ในโมเมนต์เวลานี้นะคะ ถ้าเกิดถามมิ้นต์ครั้งหน้ามันอาจจะไม่ได้เป็นคำตอบเดิม”
กับความท้อในใจที่แม้จะพยายามแค่ไหนแต่ก็ดูยังไม่ถึงเป้าที่วางไว้นางเอกสาวบอกไว้ว่า
“ถ้าท้อใจในความไม่พยายามคงไม่มีค่ะ”
แต่สิ่งที่ท้อใจในที่นี้ก็คือมีแต่ตั้งคำถามกับตัวเองแค่ว่าแล้วเมื่อไหร่มันจะถึงจุดที่จะทำให้ทุกคนพอใจ
ด้วยเพราะไม่รู้ว่าคนที่คอยดูเธออยู่นั้น อยากให้เธอเดินไปถึงจุดไหน แต่หากหวังไปถึงการเป็นเบอร์หนึ่งของช่อง มิ้นต์ ชาลิดา ก็บอกไว้ชัดเจนว่า
“เบอร์หนึ่งมันไม่ได้มีได้หลายคนและมิ้นต์ไม่ได้ตั้งเป้าไปถึงตรงนั้น”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่