บันทึกการเดินทางคนเดียว 3 วัน 4 คืนในสิงคโปร์

หลังจากเขียนบันทึกการเดินทางแรกจบไป ในที่สุดก็หาเวลาเรียบเรียงบันทึกการเดินทางที่สองนี้ขึ้นมาจนได้ ทริปนี้เป็นทริปเที่ยวระยะสั้น ๆ 3 วัน 4 คืนที่สิงคโปร์ซึ่งไปมาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เกิดจากความคิดที่ว่าช่วงเวลาว่างหลังเรียนจบอยากลองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ การไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวเลยเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ดูเข้าท่าเราเคยไป summer camp ที่สิงคโปร์มาแล้วครั้งหนึ่งตอนอยู่มัธยมต้น และจำได้ดีว่าใช้เวลาตลอดสองสัปดาห์ในเมืองที่เพิ่งเคยไปเยือนได้ไม่คุ้มค่าเลย การไปสิงคโปร์ครั้งนี้จึงถือเป็นการแก้มือกลาย ๆ เราตั้งใจวางแผนการเดินทางล่วงหน้าอย่างดิบดี จะนอนที่ไหน จะวางเส้นทางแต่ละวันยังไงให้ไปได้หลายที่ในวันเดียว นอกจากนั้นยังจองตั๋วเครื่องบินและที่พักเองด้วย แค่ขั้นตอนเตรียมการก่อนไปเที่ยวก็ตื่นเต้นมากแล้วเพราะไม่เคยต้องวางแผนมากมายขนาดนี้มาก่อนเลย
 
1
 
เนื่องจากจองตั๋วเครื่องบินสายการบินแอร์เอเชีย เราจึงมาขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองในช่วงสายวันเสาร์  หลังจากได้รับบอร์ดดิ้งพาส โหลดกระเป๋า และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยก็ไปรอที่เกท พอใกล้บ่ายรถมินิบัสก็มารับผู้โดยสารจากเกทไปขึ้นเครื่อง ผู้โดยสารเที่ยวบินนี้น่าจะเยอะทีเดียวเพราะคนแน่นเต็มคันรถ

เราเลือกที่นั่งริมหน้าต่างอย่างที่ชอบ ช่วงที่เครื่องบินบินทะลุเมฆหนาเหมือนปุยสำลีนี่แหละฉากโปรด แล้วก็ยังมีเมฆรูปทรงแปลก ๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นด้วยคู่ชายหญิงที่นั่งแถวเดียวกันกำลังหลับกันคอพับหลังเครื่องบินขึ้นมาได้ครู่เดียว เราไม่รู้สึกง่วงเลยนั่งอ่านนิยายแทน แน่ล่ะ เดินทางก็ต้องมีหนังสืออย่างน้อยหนึ่งเล่มสิ 

เครื่องบินบินต่ำลงผ่านอาคารที่ดูอย่างกับโมเดลของเล่น ผังเมืองที่เป็นระเบียบค่อย ๆ ปรากฏชัดสู่สายตา

เครื่องจอดที่ Terminal 4 จากตรงนี้ต้องนั่ง shuttle bus ไปยัง Terminal 2 เพื่อต่อรถไฟฟ้าใต้ดิน (หรือ MRT ชื่อย่อเดียวกับรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเรา) แต่ก่อนหน้านั้นเราต้องไปรับซิมที่ร้านค้า Cheers เสียก่อน เราซื้อซิมของ M1 ไว้ล่วงหน้าจากที่ไทยแล้ว จึงแค่ไปรับ เปลี่ยนใส่โทรศัพท์ แล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องมีขั้นตอนยุ่งยาก

Terminal 4 กับ Terminal 2 ไกลกันอยู่เหมือนกัน เมื่อมาถึง Terminal 2 เราก็ลงไปสถานีรถไฟฟ้า Changi Airport ที่อยู่ชั้นใต้ดิน แล้วซื้อบัตร EZ link ซึ่งจะใช้สำหรับการเดินทางตลอดทริป พร้อมกับเติมเงินไปจำนวนหนึ่ง (บัตรเป็นลาย We Bare Bears ด้วย น่ารักมาก) นั่งรถไฟฟ้าไปหนึ่งสถานีแล้วเปลี่ยนสาย จากนั้นก็นั่งยาวจนถึงสถานี China Town ซึ่งเป็นย่านที่พัก กว่าจะถึงก็พลบค่ำพอดีเราเดินตาม Google Maps ไปยัง 5footway.inn โฮสเทลที่จองไว้ผ่านเว็บ Agoda แต่เดินวนไปวนมาก็แล้ว ถามร้านค้าแถวนั้นก็แล้ว โทรถามทางโฮลเทลก็แล้ว ก็ยังไม่เจอโฮลเทลที่ว่าสักที สุดท้ายปรากฏว่าทางเข้าโฮสเทลคือประตูที่เราเดินผ่านไปเพราะคิดว่าไม่น่าจะใช่ เนื่องจากมันเป็นประตูสีขาวธรรมดา ๆ เหมือนบ้านคน แต่พอเปิดเข้าไปก็เจอกับบันไดสูงแคบที่นำขึ้นไปสู่ชั้นสองซึ่งมีเคาน์เตอร์เช็คอิน เรารับคีย์การ์ดมาแล้วเดินขึ้นอีกหนึ่งชั้นไปยังห้องพัก 

เรามาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพักเลขที่ 12 นึกในใจว่าวันแรกก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ หลังจากเก็บกระเป๋าเราก็จะออกไปหาอะไรกินสักหน่อยแล้วกลับมาพักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันถัดไป

แต่พอเปิดเข้าไปก็ต้องตกใจ ในห้องที่มีเตียงสองชั้น 3 เตียง มีชายวัยทำงานนั่งอยู่หนึ่งคน เราเตรียมลงไปสอบถามกับผู้ดูแลโฮสเทลว่าจัดห้องให้ผิดหรือเปล่าเพราะจองห้องพักหญิงไว้ แต่พอเปิดเมลดูก็เห็นว่าที่จองไว้น่ะห้องพักรวมต่างหาก และคนที่ผิดก็คือเราเอง แม้จะไม่ได้สบายอกสบายใจนักแต่ก็คิดว่าห้องรวมก็น่าจะพออยู่ได้ อีกทั้งไม่อยากทำเรื่องให้ยุ่งยากเลยเลือกเตียงชั้นล่างด้านในสุด เก็บกระเป๋า และออกจากห้องมาในขณะที่ชายวัยทำงานนั่งดูคลิปวีดิโอเสียงดังอาจจะเพราะขามามัวแต่กังวลว่าจะหาที่พักไม่เจอเลยไม่ทันได้สังเกตว่าย่านไชน่าทาวน์ตอนกลางคืนค่อนข้างคึกคัก ไชน่าทาวน์เป็นย่านของฝาก ของที่ขายส่วนมากก็เป็นของคุ้นตาอย่างแม่เหล็กติดตู้เย็น พวงกุญแจรูปเมอร์ไลออน พัด ที่ทับกระดาษ และของจุกจิกต่าง ๆ แต่ในเมื่อความสนใจวันนี้มุ่งไปที่อาหาร เราจึงไม่ได้แวะดูร้านรวงต่าง ๆ มากนัก เราเดินเลาะไปเรื่อย ๆย่านไชน่าทาวน์มีไฟประดับบนถนนทุกสาย  เดินมาถึงโซน Food Street มีการแสดงดนตรีด้วย
เราเดินผ่านร้านนั่งดื่มจำนวนหนึ่ง และร้านอาหารแบบมีที่นั่งริมทางที่คอยตะโกนเรียกลูกค้าอยู่เป็นระยะแต่เราก็ยังไม่แวะกิน เราเดินต่อไปเรื่อย ๆ ผ่านร้านของหวานและเจอกับร้าน Yum Cha Dim Sum ที่มีชื่ออยู่ในลิสต์ร้านอาหารน่าสนใจที่เรารวบรวมไว้ก่อนมา แต่หลังจากสำรวจดูป้ายต่าง ๆ ก็พบว่าเป็นช่วงเวลาให้บริการแบบบุฟเฟ่ต์ เราที่ไม่ใช่สายบุฟเฟ่ต์ก็เลยข้ามไป และไปจบลงที่ร้านอาหารร้านหนึ่งที่ไม่ได้ตั้งอยู่โดดเด่นแต่ก็พอจะเห็นตัวร้าน ร้านไม่ได้สว่างมากและไม่มีคน ตอนแรกเราเลยนึกว่าร้านปิด 

แม้จะชื่อร้าน Crystal Jade Dim Sum และเราก็สนใจเพราะคำว่า Dim Sum นั่นเอง แต่ก็มีเมนูอื่นที่ไม่ใช่ติ่มซำด้วย สุดท้ายเราก็สั่งบะหมี่ Honey BBQ Pork แทน รสชาติใช้ได้เลยทีเดียว ขากลับเดินผ่านวัดศรีมาริอัมมันต์ (Sri Mariamman Temple) วัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ แม้จะดึกแล้วแต่ด้านในยังมีคนเข้าไปสักการะบูชา ส่วนเราแวะดูจากแค่ด้านนอกเท่านั้น 
จากนั้นก็เดินวนรอบกลับมาที่เดิม  เมื่อไม่รู้จะไปไหนแล้วเราก็ตัดสินใจกลับห้องเพื่อไปนอนพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากันใหม่

ที่ห้องพักเวลาประมาณสองทุ่ม ชายวันทำงานหลับไปแล้วแถมยังกรนอย่างสบายใจเฉิบอีกด้วย เราหิ้วอุปกรณ์อาบน้ำไปยังห้องอาบน้ำหญิงที่อยู่ชั้นสอง ตัวห้องอาบน้ำอยู่ในระดับพอใช้ได้

หลังจากสบายเนื้อตัวแล้วและล้มตัวลงนอนไปได้สักพักก็ต้องตื่นขึ้นมาเพราะมีผู้เข้าพักใหม่กลางดึก ห้องพักขนาด 6 คนอยู่ดูแคบลงไปถนัดตาเมื่อเตียงที่เหลือถูกจับจองโดยผู้มาใหม่ เราพยายามหลับอีกครั้ง และได้แต่หวังว่าจะไม่ต้องหลับ ๆ ตื่น ๆ จนถึงเช้า
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่