🔴มาลาริน/21ก.ย.ไทยไม่พบโควิดทั้งในและนอกประเทศ เมียนมาทุบสถิติ 671คน แพทย์แนะผู้ชุมนุมสังเกตอาการ นายกฯชื่นชม อสม.


รายงานข่าวกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
ประจำวันที่ 21 กันยายน 2563
 
สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยวันนี้ ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ มีผู้ป่วยกลับบ้านได้ 2 ราย ทำให้มีผู้ป่วยกลับบ้านสะสม 3,342 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 95.32 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีผู้ป่วยที่ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 105 ราย หรือร้อยละ 2.99 ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมผู้เสียชีวิตสะสม 59 ราย ผู้ป่วยสะสมทั้งสิ้น 3,506 ราย

https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/35259

'เมียนมา'อ่วมโควิด ป่วยรายวันทุบสถิติ671คน รัฐล็อกดาวน์'ย่างกุ้ง'
วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563, 08.50 น.



21 กันยายน 2563 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรีสโควิด-19 ในประเทศเมียนมา พบผู้ติดเชื้อรายใหม่รอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาถึง 671 คน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาด ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 5,541 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิต 92 คน

กระทรวงสาธารณสุขของพม่าไม่ได้เปิดเผยว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่มาจากพื้นที่ใดบ้าง แต่เคสทั้งหลายเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในเมืองย่างกุ้ง
 
ขณะที่รัฐบาลเมียนมามีคำสั่งล็อกดาวน์เมืองย่างกุ้ง โดยให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน พนักงานหรือลูกจ้างทำงานจากบ้าน โรงเรียนปิดการเรียนการสอนแบบเดียวกับคำสั่งล็อกดาวน์ครั้งก่อน 

การติดเชื้อพบเพิ่มขึ้นรายวันเป็นร้อยรายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังพบการแพร่ระบาดในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศ นอกจากนั้นสายการบินในประเทศยังระงับการให้บริการไว้ก่อนจนถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ 

https://www.naewna.com/inter/519802

แพทย์แนะผู้ชุมนุมสังเกตอาการโควิด-19 อย่างน้อย 2 สัปดาห์



แพทย์เตือนผู้ชุมนุมเฝ้าระวังสังเกตอาการตัวเองว่าเข้าข่ายโรคโควิด-19 หรือไม่ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากสงสัยให้รีบเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลทันที

วันนี้ (20 ก.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ย้ำให้ผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่การชุมนุม เฝ้าระวังตัวเองอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยพยายามอยู่ห่างๆ จากคนอื่น ระมัดระวังการแบ่งของกินของใช้ และการใช้สุขาสาธารณะร่วมกับผู้อื่น

นอกจากนี้ ยังขอให้สังเกตอาการตนเอง หากภายใน 2 สัปดาห์ มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะ ดมไม่ได้กลิ่น ลิ้นรับรสไม่ได้ หรือท้องเสีย ขอให้รีบไปตรวจรักษาและหยุดงาน ซึ่งปกติแล้ว หลังจากได้รับเชื้อโควิด-19 เข้าไปในร่างกายผ่านทางเดินหายใจ หรือทางอื่นๆ จะใช้เวลาฟักตัวก่อนเกิดอาการเฉลี่ย 5.2 วัน

โดยประมาณร้อยละ 20 จะไม่มีอาการ ร้อยละ 65 มีอาการน้อยคล้ายไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และที่เหลือจะอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย ผู้ติดเชื้อจะสามารถแพร่ให้ผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะกับคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงที่ทำงาน หรือกับคนที่เราไปพบเจอ หากไม่ป้องกัน ดังนั้น การป้องกันโดยใส่หน้ากาก ล้างมือ และอยู่ห่างๆ จึงสำคัญมาก

https://news.thaipbs.or.th/content/296661

นายกรัฐมนตรี ชื่นชม อสม. ทำงานโควิด จัดค่าเยียวยา 7 เดือน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ



นายกรัฐมนตรีชื่นชม อสม.ช่วยเฝ้าระวังป้องกันโรคโควิด 19 จัดสรรงบประมาณค่าตอบแทน เยียวยา และเสี่ยงภัยให้ อสม. 7 เดือน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และสนับสนุนต่อเนื่องหากเกิดระลอกที่ 2
 
 นายกรัฐมนตรีชื่นชม อสม.ช่วยเฝ้าระวังป้องกันโรคโควิด 19 จัดสรรงบประมาณค่าตอบแทน เยียวยา และเสี่ยงภัยให้ อสม. 7 เดือน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และสนับสนุนต่อเนื่องหากเกิดระลอกที่ 2 

          วันนี้ (21 กันยายน 2563) ที่อิมแพ็คฟอรั่ม ฮอลล์ 4 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานี จ.นนทบุรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการจัดงานรณรงค์เตรียมความพร้อม อสม.เฝ้าระวัง ป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกที่ 2 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหารให้การต้อนรับ

          นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวชื่นชมคุณนลินี หนูกุล หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ป้าดี” อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จาก อ.ห้วยยอด จ. ตรัง ที่ปั๊มหัวใจช่วยชีวิตผู้ถูกไฟช็อตหมดสติและตกลงจากที่สูง มีอาการสาหัส ช่วยปั๊มหัวใจตามหลักการที่ได้ผ่านการอบรมนานถึง 20 นาที จนอาการดีขึ้นและส่งต่อให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพนำส่งโรงพยาบาลจนอาการปลอดภัยในที่สุด ซึ่งเป็นตัวอย่างของคนเก่งคนดีในระบบสาธารณสุขมูลฐานที่เข้มแข็งของไทย เป็นหนึ่งใน อสม.นับล้านคนทั่วประเทศที่ทุ่มเทช่วยกันดูแลชุมชนของตนเอง เป็นจิตอาสาช่วยระบบการแพทย์และสาธารณสุข ในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการระบาดโรคโควิด 19 ในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จนได้รับการยอมรับ ยกย่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีเห็นถึงความเสียสละ การทำงานที่มีความเสี่ยงและทำงานต่อเนื่อง จึงมีมติสนับสนุนค่าตอบแทน ชดเชย เยียวยา และเสี่ยงภัยให้กับ อสม.เป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม - กันยายน 2563 และจะสนับสนุนอย่างต่อเนื่องหากเกิดการระบาดระลอกที่ 2 เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ

          นายอนุทินกล่าวต่อว่า ในการเตรียมความพร้อม เฝ้าระวัง ป้องกันการระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกที่ 2 นอกจากอสม.จะช่วยสอดส่องเฝ้าระวังแรงงาน หรือคนต่างถิ่นที่เข้ามาในชุมชน แล้ว ยังช่วยดูแลสุขภาพจิตของเพื่อนบ้านในครัวเรือนที่รับผิดชอบ เพื่อป้องกันภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือการฆ่าตัวตาย ส่งต่อผู้มีปัญหาด้านสุขภาพจิตให้กับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และให้คำแนะนำในการป้องกันและควบคุมโรคด้วยตนเอง มีวินัย ให้ความร่วมมือ ปรึกษาคนรอบข้าง และย้ำเตือนการมีระยะห่างในการทำกิจกรรมทางสังคม รวมทั้งอสม.ต้องทำเป็นตัวอย่าง พัฒนาตนเองให้มีความรอบรู้ เป็นต้นแบบด้านพฤติกรรมสุขภาพ มีทักษะในการใช้แอปพลิเคชัน ร่วมสร้างตำบลวิถีชีวิตใหม่ให้ชุมชนร่วมกันจัดระบบเฝ้าระวังป้องกันโรคโควิด 19 ต่อเนื่อง สอดส่องเป็นตาสับปะรด และพัฒนาศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) เป็นศูนย์ประสานส่งต่อผู้ป่วยและส่งยา

          นอกจากนี้ หน้าที่สำคัญของ อสม. ยังเป็นหมอประจำบ้าน เป็นหมอประจำตัวคนแรกของคนในชุมชนตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ “คนไทยทุกครอบครัว มีหมอประจำตัว 3 คน” ช่วยหมออีก 2 คนคือ หมอสาธารณสุข ที่เป็นเจ้าหน้าที่ระบบปฐมภูมิ ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล/ หน่วยสาธารณสุขเทศบาล/ คลินิกอบอุ่นในกทม. และหมอเวชศาสตร์ครอบครัว ร่วมทำงานเป็นทีมสุขภาพที่เป็นระบบ มีพื้นที่เป้าหมาย ข้อมูลบุคคล และการสื่อสารที่ชัดเจน ถือเป็น “มิตรแท้ใกล้ตัว ใกล้ใจ” ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง สร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพของประเทศให้มีความมั่นคง  

          ทั้งนี้ หมอ 3 คนที่จะดูแลประชาชน คือ หมอคนที่ 1 “อสม. หมอประจำบ้าน”  1,054,729 คนทั่วประเทศ อสม. 1 คนรับผิดชอบ 8–15 หลังคาเรือน ดูแลสุขภาพพื้นฐาน รวมทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ โดยมีศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน (ศสมช.) และอสม. จะต้องสร้าง อสค. (อาสาสมัครประจำครอบครัว) 1 คนเพื่อดูแลครอบครัวของตนเอง, หมอคนที่ 2 “หมอสาธารณสุข” 1 คน รับผิดชอบประชาชน 1,250 คนหรือ 1-3 หมู่บ้าน ทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ หรือหมอครอบครัวตาม พ.ร.บ.สุขภาพปฐมภูมิ ดูแลประชาชนร่วมกับ อสม. และหมอคนที่ 3 “แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว” จากโรงพยาบาลชุมชน 1 คนลงไปปฏิบัติงานในรพ.สต. ดูแลประชาชน 10,000 คน ร่วมกับหมอสาธารณสุขและอสม.หมอประจำบ้าน



https://www.thaigov.go.th/news/contents/details/35265

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่