อนุสรณ์ ชี้ นศ.-ปชช. ชุมนุมทะลุ2แสน เตือนถ้า รบ.เบี้ยวปมแก้ รธน. ระวังจบไม่สวย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2357207
อนุสรณ์ ชี้ นศ.-ปชช. ชุมนุมทะลุ2แสน เตือนถ้า รบ.เบี้ยวปมแก้ รธน. ระวังจบไม่สวย
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นาย
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีแนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน นัดหมายชุมนุมครั้งหน้าในวันที่ 23 กันยายน ที่ลานคนเมือง และวันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา เพื่อไปสังเกตการณ์การประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่า รัฐบาลต้องคิดวิเคราะห์ให้ดี อะไรคือปัจจัยหลักที่มีคนออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลใจกลางเมืองหลวงพร้อมๆ กันมากกว่า 2 แสนคน
นาย
อนุสรณ์ กล่าวว่า หากนับรวมคนที่ติดตามและมีส่วนร่วมทางการชุมนุมจากแพลตฟอร์มการสื่อสารรูปแบบต่างๆ อาจทะลุมากกว่า 10 ล้านคน ถ้ารัฐบาลคิดจะเบี้ยว ข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนคนรุ่นใหม่ ระวังจะจบไม่สวย ที่ผ่านมากลุ่มมวลชนได้แสดงให้เห็นว่า พยายามรักษามาตรฐานการชุมนุมในแบบปัญญาชน เคลื่อนไหวด้วยพลังอันบริสุทธ์ หลีกเลี่ยงการปะทะ ไม่มีการใช้อาวุธ หรือความรุนแรง
ถ้ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหา ต้องตัดสินใจเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงใจโดยเร็ว ภูมิคุ้มกันรัฐบาล วิกฤติติดลบ ไม่มีเหลือติดหน้าตัก วิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สุกงอม รัฐบาลไม่ควรทำตัวเป็นเจ้าของส.ว. ถ้าเสียงส่วนใหญ่ส.ว. ต้องการถอดสลักปัญหา ยินยอมให้ยกเลิกอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯ ก็ควรให้ส.ว.ดำเนินการตามนั้น ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงสั่งการเพราะกลัวตัวเองเสียผลประโยชน์
“เวลา 6-7 ปี ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาสมามากแล้ว ถ้ารัฐบาลยังอยากลากยาว สืบทอดอำนาจ แช่แข็งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระวังจะจบไม่สวย” นาย
อนุสรณ์ กล่าว
นิด้าโพล เผยผลสำรวจการแต่งตั้งโยกย้ายส่วนใหญ่ใช้ส้นสาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2357199
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2563 จากประชาชนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวม 1,343 ตัวอย่าง เกี่ยวกับองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.57 ระบุว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่
รองลงมา ร้อยละ 24.80 ระบุว่า ความสามารถและผลงาน
ที่ผ่านมา ร้อยละ 14.37 ระบุว่า ความอาวุโสในตำแหน่ง
ร้อยละ 8.19 ระบุว่า ความรู้ (เช่น ระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น)
ร้อยละ 7.22 ระบุว่า วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่
ร้อยละ 5.58 ระบุว่า ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา
ร้อยละ 0.67 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การใช้เส้นสายของที่ผู้พิจารณา เอาพรรคพวกเดียวกัน
และร้อยละ 0.60 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.95 ระบุว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่
รองลงมาร้อยละ 24.36 ระบุว่า ความสามารถและผลงานที่ผ่านมา
ร้อยละ 16.93 ระบุว่า ความอาวุโสในตำแหน่ง
ร้อยละ 12.54 ระบุว่า ความรู้ (เช่น ระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น)
ร้อยละ 6.23 ระบุว่า วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่
ร้อยละ 5.03 ระบุว่า ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา
ร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การใช้เส้นสายของผู้ที่พิจารณาเอาพรรคพวกเดียวกัน
และร้อยละ 0.24 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ด้านความคิดเห็นต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พบว่า
ร้อยละ 14.00 ระบุว่า มีความเป็นธรรมมาก
ร้อยละ 35.37 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 35.51 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 12.66 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรมเลย
และร้อยละ 2.46 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
สำหรับผลสำรวจในปี 2562 พบว่า
ร้อยละ 13.10 ระบุว่า มีความเป็นธรรมมาก
ร้อยละ 32.67 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 12.78 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรมเลย
และร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
สำหรับความคิดเห็นต่อการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน พบว่า
ร้อยละ 19.73 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก
ร้อยละ 33.65 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย
ร้อยละ 23.83 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย
และร้อยละ 1.79 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ในขณะที่ผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า
ร้อยละ 13.58 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก
ร้อยละ 33.07 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 23.72 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย
ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย
และร้อยละ 3.83 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน พบว่า
ร้อยละ 10.05 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ
ร้อยละ 20.63 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 19.73 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ร้อยละ 42.44 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย
และร้อยละ 7.15 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ในขณะที่ปี 2562 ผลสำรวจ พบว่า
ร้อยละ 6.23 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ
ร้อยละ 18.85 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ร้อยละ 44.65 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย
และร้อยละ 8.63 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการดำเนินการหากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.20 ระบุว่า จะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ
รองลงมา ร้อยละ 23.31 ระบุว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะเป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำอะไรไม่ได้เลย จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 10.35 ระบุว่า ฟ้องศาลปกครองทันที ร้อยละ 4.24 ระบุว่า ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม
ร้อยละ 3.87 ระบุว่า ลาออก
ร้อยละ 1.94 ระบุว่า ฟ้องสื่อมวลชน
ร้อยละ 0.89 ระบุว่า พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 0.22 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สอบถามเหตุผลในการสั่งย้ายแล้วนำไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายในหน่วยงาน
และร้อยละ 2.98 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.00 ระบุว่าจะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ
รองลงมา ร้อยละ 29.55 ระบุว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะ เป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำอะไรไม่ได้เลย จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ฟ้องศาลปกครองทันที
ร้อยละ 4.07 ระบุว่า ลาออก
ร้อยละ 2.40 ระบุว่า ฟ้องสื่อมวลชน
ร้อยละ 2.32 ระบุว่า ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม
ร้อยละ 1.36 ระบุว่า พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 0.08 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สอบถามเหตุผลในการสั่งย้ายแล้วนำไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายในหน่วยงาน
และร้อยละ 1.20 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
JJNY : อนุสรณ์เตือนเบี้ยวแก้รธน.ระวังจบไม่สวย/นิด้าโพลเผยแต่งตั้งโยกย้ายใช้เส้น/อดีตนักร้องกปปส.ร่วมม็อบ/เอกชนโล่งม็อบจบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_2357207
เมื่อวันที่ 20 กันยายน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีแนวร่วมนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน นัดหมายชุมนุมครั้งหน้าในวันที่ 23 กันยายน ที่ลานคนเมือง และวันที่ 24 กันยายน ที่รัฐสภา เพื่อไปสังเกตการณ์การประชุมร่วมของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ว่า รัฐบาลต้องคิดวิเคราะห์ให้ดี อะไรคือปัจจัยหลักที่มีคนออกมาร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลใจกลางเมืองหลวงพร้อมๆ กันมากกว่า 2 แสนคน
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากนับรวมคนที่ติดตามและมีส่วนร่วมทางการชุมนุมจากแพลตฟอร์มการสื่อสารรูปแบบต่างๆ อาจทะลุมากกว่า 10 ล้านคน ถ้ารัฐบาลคิดจะเบี้ยว ข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนคนรุ่นใหม่ ระวังจะจบไม่สวย ที่ผ่านมากลุ่มมวลชนได้แสดงให้เห็นว่า พยายามรักษามาตรฐานการชุมนุมในแบบปัญญาชน เคลื่อนไหวด้วยพลังอันบริสุทธ์ หลีกเลี่ยงการปะทะ ไม่มีการใช้อาวุธ หรือความรุนแรง
ถ้ารัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหา ต้องตัดสินใจเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างจริงใจโดยเร็ว ภูมิคุ้มกันรัฐบาล วิกฤติติดลบ ไม่มีเหลือติดหน้าตัก วิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สุกงอม รัฐบาลไม่ควรทำตัวเป็นเจ้าของส.ว. ถ้าเสียงส่วนใหญ่ส.ว. ต้องการถอดสลักปัญหา ยินยอมให้ยกเลิกอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯ ก็ควรให้ส.ว.ดำเนินการตามนั้น ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงสั่งการเพราะกลัวตัวเองเสียผลประโยชน์
“เวลา 6-7 ปี ประเทศชาติและประชาชนเสียโอกาสมามากแล้ว ถ้ารัฐบาลยังอยากลากยาว สืบทอดอำนาจ แช่แข็งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระวังจะจบไม่สวย” นายอนุสรณ์ กล่าว
นิด้าโพล เผยผลสำรวจการแต่งตั้งโยกย้ายส่วนใหญ่ใช้ส้นสาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2357199
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 – 17 กันยายน 2563 จากประชาชนที่เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของรัฐและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป รวม 1,343 ตัวอย่าง เกี่ยวกับองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.57 ระบุว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่
รองลงมา ร้อยละ 24.80 ระบุว่า ความสามารถและผลงาน
ที่ผ่านมา ร้อยละ 14.37 ระบุว่า ความอาวุโสในตำแหน่ง
ร้อยละ 8.19 ระบุว่า ความรู้ (เช่น ระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น)
ร้อยละ 7.22 ระบุว่า วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่
ร้อยละ 5.58 ระบุว่า ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา
ร้อยละ 0.67 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การใช้เส้นสายของที่ผู้พิจารณา เอาพรรคพวกเดียวกัน
และร้อยละ 0.60 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 33.95 ระบุว่า ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งใหม่
รองลงมาร้อยละ 24.36 ระบุว่า ความสามารถและผลงานที่ผ่านมา
ร้อยละ 16.93 ระบุว่า ความอาวุโสในตำแหน่ง
ร้อยละ 12.54 ระบุว่า ความรู้ (เช่น ระดับการศึกษา การเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่าง ๆ เป็นต้น)
ร้อยละ 6.23 ระบุว่า วิสัยทัศน์ในการทำงานตำแหน่งใหม่
ร้อยละ 5.03 ระบุว่า ระเบียบ วินัยและความประพฤติที่ผ่านมา
ร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การใช้เส้นสายของผู้ที่พิจารณาเอาพรรคพวกเดียวกัน
และร้อยละ 0.24 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ด้านความคิดเห็นต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พบว่า
ร้อยละ 14.00 ระบุว่า มีความเป็นธรรมมาก
ร้อยละ 35.37 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 35.51 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 12.66 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรมเลย
และร้อยละ 2.46 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
สำหรับผลสำรวจในปี 2562 พบว่า
ร้อยละ 13.10 ระบุว่า มีความเป็นธรรมมาก
ร้อยละ 32.67 ระบุว่า ค่อนข้างมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 37.86 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความเป็นธรรม
ร้อยละ 12.78 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรมเลย
และร้อยละ 3.59 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
สำหรับความคิดเห็นต่อการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน พบว่า
ร้อยละ 19.73 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก
ร้อยละ 33.65 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย
ร้อยละ 23.83 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย
และร้อยละ 1.79 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ในขณะที่ผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า
ร้อยละ 13.58 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายอย่างมาก
ร้อยละ 33.07 ระบุว่า มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 23.72 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสาย
ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบอุปถัมภ์หรือเส้นสายเลย
และร้อยละ 3.83 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในหน่วยงาน พบว่า
ร้อยละ 10.05 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ
ร้อยละ 20.63 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 19.73 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ร้อยละ 42.44 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย
และร้อยละ 7.15 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ในขณะที่ปี 2562 ผลสำรวจ พบว่า
ร้อยละ 6.23 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นประจำ
ร้อยละ 18.85 ระบุว่า มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ค่อนข้างบ่อย
ร้อยละ 21.64 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ร้อยละ 44.65 ระบุว่า ไม่มีการใช้ระบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เลย
และร้อยละ 8.63 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นต่อการดำเนินการหากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.20 ระบุว่า จะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ
รองลงมา ร้อยละ 23.31 ระบุว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะเป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำอะไรไม่ได้เลย จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 10.35 ระบุว่า ฟ้องศาลปกครองทันที ร้อยละ 4.24 ระบุว่า ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม
ร้อยละ 3.87 ระบุว่า ลาออก
ร้อยละ 1.94 ระบุว่า ฟ้องสื่อมวลชน
ร้อยละ 0.89 ระบุว่า พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 0.22 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สอบถามเหตุผลในการสั่งย้ายแล้วนำไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายในหน่วยงาน
และร้อยละ 2.98 ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ
และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ ปี 2562 พบว่า
ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.00 ระบุว่าจะใช้วิธีการอุทธรณ์ร้องไปตามขั้นตอนของระเบียบข้าราชการ
รองลงมา ร้อยละ 29.55 ระบุว่า ไม่ทำอะไรเลย เพราะ เป็นกฎระเบียบซึ่งลูกน้องต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ทำอะไรไม่ได้เลย จึงต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 9.02 ระบุว่า ฟ้องศาลปกครองทันที
ร้อยละ 4.07 ระบุว่า ลาออก
ร้อยละ 2.40 ระบุว่า ฟ้องสื่อมวลชน
ร้อยละ 2.32 ระบุว่า ใช้ Social Network เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม
ร้อยละ 1.36 ระบุว่า พยายามหาเส้นสายที่ใหญ่กว่าไปกดดันให้มีการเปลี่ยนแปลง
ร้อยละ 0.08 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ สอบถามเหตุผลในการสั่งย้ายแล้วนำไปปรึกษาหารือกับผู้ใหญ่หรือฝ่ายกฎหมายในหน่วยงาน
และร้อยละ 1.20 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ