นิยายแฟนตาซี [วัฏจักรแห่งความฝัน Dream Cycle] ตอนที่ 2 แรกเริ่มหนีตาย

ตอนที่ 1 https://pantip.com/topic/40200526

ตอนที่ 2 แรกเริ่มหนีตาย
 
              “ปึ่งงง...!!!” ณ ดวงจันทร์เขียวซีด ภายในหนึ่งตึกตะหง่านครอบรอยแตก ท่ามกลางความสว่างแค่มองเห็นและไม่เงียบกริบอีกแล้ว เพราะเสียงโครมครามจากลูกตุ้มปั้นจั่นทลายผาชันอยู่เนื่อง ๆ 

              หาก 3 นางฟ้าแต่งกายแสนชะเวิบชะวาบ ได้แก่ ผู้นำ เช่น ยูอาเรฟและ 2 ลูกน้องเริ่มเคยชินกับสภาพแวดล้อม จึงมิตระหนกอันใด พวกเธอพากันเดินออกห่างจุดที่เพิ่งค้นพบช่วงใหญ่ โดยมาหลบติด ๆ กันหลังเนินหินเตี้ย ๆ สูงเท่าเอวได้พร้อมเพรียง หลากหัวเข่าคุกลงบนพื้นขุรขระ

              “กึก! ๆ ๆ ๆ ...  ๆ” สายตาหันมองเลียบเนินเฝ้าดูการปฏิบัติงานของหุ่นยนต์มดหัวโต โดยกำลังเยื้องย่าง 6 ขาโง้งแหลมถอยหลังปักพื้นเชื่องช้า 

              “ตู๊ด! ๆ ๆ” ภายในเซ็นเซอร์จับภาพเส็งเคร็งของมัน ซึ่งเป็นเลนส์ดวงตาฝังอยู่กึ่งกลางหน้าผากต่ำกว่าคำว่า D-OH 1 คืบ แม้รายละเอียดแย่มาก ดาษดื่นด้วยเส้นลูกน้ำ ภาพซ่า ๆ  หรือติด ๆ ดับ ๆ กว่า 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ถือว่ายังทำงานได้ วงกลมสีแดงที่ใช้กำหนดเป้าหมายโผล่เบื้องหน้าหุ่นยนต์ แล้วได้ลดรูปเป็นสามเหลี่ยมแทน 

              มันแยกออกแต่ละด้านระยะหนึ่ง ก่อนเลื่อนเข้าหาและประกอบใหม่ที่ต้องการระบุ ณ ภูมิประเทศกราฟิกชัดเจน ครานี้เน้นย้ำแถมสัญญาลักษณ์กะโหลกไขว้ให้ด้วย ระหว่างส่งคำสั่งขับเคลื่อนระบบถัดไป โครงร่างตนเอง 3 มิติกำลังหมุนโชว์ทางซีกขวา รายละเอียดแสดงช่วงบนตรงส่วนหลังมีสีเขียวโดดเด่นขึ้น

              กลับมาเหตุการณ์จริง ไฟส่องสว่างคล้ายสปอร์ตไลท์ออกแบบแหวกแนวได้เขยื้อนตาม เพื่อฉายแสงสีฟ้าเฉียงลงพิกัดเล็งเอาไว้ มิว่าหุ่นยนต์จะเคลื่อนห่างไปแค่ไหน เสริมรังสีตะวันย่อยอ่อน ๆ ด้านบนกึ่งกลางตึกแห่งนี้ ซึ่งแผ่อยู่ตลอด โดยติดตั้งข้างศีรษะที่ใหญ่และยาว ปลายคางเกือบสัมผัสข้างล่างอยู่แล้ว

              “ท่านยูอาเรพ บางครั้งข้าก็นึกสงสัยนัก ว่าเครื่องจักรกลนี้ใช้ในการขุดเจาะแน่หรือ?” ลูกน้องฝั่งซ้ายใช้สายตางวยงง จ้องมันสักพัก ลำตัวผู้พูดโน้มแนบเนิน จนหน้าอกตูม ๆ โดนดันแบนไปด้วย สองฝ่ามือวางตรงสันขนาบศีรษะบนนี้ อุปกรณ์ตรวจสอบสะพายบ่าด้านหลังพวกเธอ เมื่ออดทนมิได้ต้องหันซักถามกับผู้มีอำนาจอยู่กลางทันที

              “ใช่ ๆ น่าจะมีวัตถุประสงค์อื่น ถ้าประเมินจากรูปร่าง พวกเราใช้มันถูกงานจริง ๆ เหรอ?” อีกรายฟากขวานั่งคุกเข่าวางสองมือบนตัก หน้าอกราบเรียบจึงไม่ต้องทำการอื่นใด ครั้นคาใจด้วย ศีรษะเอียงไปข้างซ้าย คิ้วขมวดเป็นปม แถมสิ้นสุดวาจาของสหาย เธอจัดหัวตรงได้กระทำเช่นเดียวกันเข้าสมบท

              “นี่อย่าลบหลู่เบื้องสูงนะ ท่านเยนิตี้ เทพแห่งภูมิปัญญาอุตสาห์ถอดรหัสแก้ไขให้ช่วยทุ่นแรงกายของพวกเราได้ ยังจะติเตียนหาอะไรอีก” ยูอาเรพมีสีหน้าเกรี้ยวกราดนั่งเหมือนคนเมื่อกี้ ต่างเพียงสองมือยื่นทาบเนินหินระหว่างลำตัว แล้วเอี้ยวสลับทิศทาง ปากขยับตวาดทั้งสองด้วยเสียงใส่อารมณ์

              “แต่ว่า”x2 กระนั้นก็ไม่อาจข่มความเคลือบแคลงของพวกเธอเอาไว้ได้

              “หยุดโต้เถียงเลย ฮึ่ม! เห็นทีต้องอบรมเรื่องพฤติกรรมแก่พวกเจ้าใหม่ซะแล้ว ช่วงนี้ข้าคงเว้นที่ให้พักหายใจกันเกินไป เป็นแค่ระดับล่างแท้ ๆ กลับกล้ากำแหงเยี่ยงนี้” ยูอาเรพสะบัดศีรษะคืนปกติ ดวงตาคู่กลับมามองหุ่นยนต์อย่างควรทำ จากนั้นพูดฉุนเฉียวขึ้น

              “ตึงงง...!!!” จังหวะนี้เอง หุ่นยนต์ได้หยุดและปักหลักลงที่พื้นถัดจากตำแหน่งเพิ่งเจอ 8 เมตร

              6 ขาโง้งยกขึ้นเหยียดออกข้างสุด จากนั้นตวัดปักปลายแหลมลึกกึ่งหนึ่งยึดพื้นดวงจันทร์ให้มั่นคง เลยแตกระแหงพอดู ถึงทำเลไม่เหมาะสม เนื่องจากตรงนี้คร่อมขอบแอ่งตื้น ๆ อยู่ ลำตัวเอนครึ่งซีกยืดตามยาว 2 เมตร พร้อมฝาหลังโค้ง ๆ เปิดอ้า โดยแบ่งสองส่วนตรงตรงกลางและเลื่อนไปด้านข้างลงตามผิวสัมผัส

              สิ่งที่ค่อย ๆ ยื่นสู่ภายนอกจนสุดฐานคือขีปนาวุธชี้สู่เบื้องบนเป็นตับ จำนวนราว 40 แท่ง ครั้นจัดเสร็จดั่งช่อดอกไม้ทีเดียว ด้วยดีไซด์เปรียวปราดเหมาะกับการทะลุทะลวง ทั้งหัวโตและเล็ก ลักษณะหลากหลาย เช่น แบบปกติหรือเริ่มหมุนควงสว่าน เป็นต้น ท่อนเขื่องยาวหรือแคบสั้น ๆ ก็มีให้เลือกสรร ขั้นตอนเหล่าส่งสำเนียงกังวานมิน้อย

              “ดูสิ ออกจะตั้งใจทำงาน ไม่เหมือนพวกเจ้าได้แต่ขยับปากอยู่ได้” ยูอาเรพเอ่ยกัดตอบโต้ มือซ้ายชี้นิ้วไปที่มัน พวกลูกน้องเลยได้แต่จำใจโยกท่อนบนมาหลังนิดหน่อย ใบหน้าเหลียวมองกันเองวูบเดียว แล้วโน้มกลับและหันไปพินิจกิจกรรมของหุ่นยนต์ต่อ

              ทันใดนี้ท้ายจรวดต่างปล่อยไอพ่นแผ่คลื่นพลังงานล้ำยุค สภาวะรอบ ๆ ก็พร่ามัวเหมือนหักเหแสงผิดเพี้ยน เมื่อแตะต้องโดน ส่วนหัวอาวุธเปล่งแสงวาบสารพันสีและลามตามวงจรไฟฟ้าถึงฐาน จากนั้นปล่อยจากแท่นยิง พวกมันพุ่งฉวัดเฉวียนทุกทิศทาง ก่อนวกกลับไประดมโจมตีจุดที่ล็อคเป้าหมายเอาไว้มิยั้ง

              “ตูมมม...!!!”x??? ทำให้เกิดระเบิดสนั่นยับเยิน ทั้งความสั่นสะเทือนหนัก ขนาดก่อช่อดอกเห็ดเล็ก ๆ ขึ้นทีเดียว

              “เห็นไหม? แบบนี้จะยังใช้วาจาโง่ ๆ ลบหลู่ท่านเยนิตี้อีกรึ?” ยูอาเรพพูดจาออกตัวปกป้อง สายตาเหล่มองทั้งสองแวบหนึ่ง หลังหมุนตัวตรงกันข้ามทิ้งก้นลงพื้น สองเท้าเหยียดออกให้แผ่นหลังชิดเนินเรียบร้อย พร้อมกับพรรคพวก เพื่อเลี่ยงฝุ่นตลบอบอวลกลุ่มมหึมาที่กำลังพัดผ่านไปกลืนกินทั้งแถบ

              “บ้าเอ้ย! นังนั้นทำแบบนี้เลยหรือเนี่ย?” ทางมอเกียด้านั่งบนปั้นจั่นต้องสบถออกมาเลย ณ พิกัดไม่ไกลนัก เพราะรับผลกระทบเช่นกัน 
คลื่นสีเขียวซีดซัดมาด้านซ้ายพลันฉับ ครั้นฝ่ายตรงข้ามมิคิดแจ้งเตือนก่อนแม้แต่น้อย ดวงตาหลับลงปล่อยให้มันจากไปช่วงเวลาหนึ่ง เครนถึงกับโคลงเคลง เธอแทบหลุดจากแท่นบังคับเชียวล่ะ แขนขวาคว้าพวงมาลัยแน่น อีกด้านกดหมวกนิรภัยบนหัวไม่ให้กระเด็น

              (สิ่งมวลน้อยเยี่ยงนี้ ก็มิทำงานอีก เซ็งจริง ๆ) เธอเหลือบมองเครื่องป้องกันคิดในใจ เวลาผงธุลีฝ่าผ่านร่างกายไป

              “แค๊ก! ๆ ๆ ๆ ซูดดด...!!! อา!” พอเริ่มซาแล้วต้องไอหนักต่อเนื่อง ก็ตอบสนองชักช้า ฝุ่นผงยังเข้าจมูกและดวงตาอยู่ดี มือคู่ยกขยี้ดวงตาเบา ๆ ซึ่งของเหลวใสหลั่งออกมาอาบแก้ม ด้านซ้ายถึงใช้นิ้วโป้งปาดน้ำมูกย้อยเหนือริมฝีปากซ้ำซาก ทว่าไม่หยุดเลยสูดกลับลึก ๆ แก้ขัดไปก่อน

              “ท่านมอเกียด้า หัวหน้าไฮน่าขอให้ไปพบด่วน รหัสต้องห้ามแบบรวดเร็วที่สุดด้วย” วินาทีนั้นเอง แสงสว่างได้สาดส่อง พร้อมวงแหวนจ้าและเสียงไพเราะ

              อีกนางฟ้าได้กระพือปีกคู่สีขาวบริสุทธิ์โบกควันฟุ้งในบริเวณนี้กระจายกะทันหัน ตอนเธอกำลังเสียฟอร์ม เลยเผยตัวตนฝั่งขวา การแต่งกายคล้ายคลึงกัน แล้วทำต่อ 3 ที เมื่อฝ่ายเพิ่งมาลอยลดลงเรื่อย ๆ อยู่ในระดับผู้สนทนา จึงกล่าวข่าวสารให้รับทราบ

              “อะไรนะ?” คนฟังต้องหันตาม ทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังเละเทะไม่คืนเป็นปกติ ตาขาวข้างซ้ายแดงก่ำด้านเดียว แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัยยิ่งนัก

              เอาล่ะ ดิ่งลงเบื้องล่างกันดีกว่า โดยผ่านแดนอวกาศ ชั้นโอโซนและรัตติกาลสู่ที่ราบสูงโคบา ตอนใต้ ณ แดนเหนือแห่งพิภพพิสดารนามว่า “เฟียโคม่า” บริเวณนี้ กระโจมกรวยตั้งคละขนาดได้กางหย่อม ๆ บนพื้นทิศ 11 ถึง 4 นาฬิกา จำนวน 20 กว่าหลัง สายลมพัดแรงตีหนังสัตว์กระเพื่อมดังพึ่บพั่บ กำแพงไม้โค้งรับกั้นมั่นคงอยู่ถัดไปไม่ไกล แม้ซ่อมปุปะซ้อนแผ่น

              อิฐดินอัดสีน้ำตาลก่อเป็นหอสูงคดเคี้ยวน้อยชุ่ย ๆ ที่ตำแหน่งต้นและท้าย เมื่อเล็ดลอดช่องแตกเล็ก ๆ ระหว่างแผ่นไม้ผุพังบนผนังชั้นล่าง ณ ฟากตะวันออกเข้ามาภายในแค่สลัวรำไร จนพบบันไดวนขวามากขั้น ซึ่งออกบอบเบาดูไม่ทนทานเท่าใด ถ้าเทียบกับร่างโต ๆ ของคู่เวรยามสวมเกราะหนังรัดกุมกำลังขึ้นไปเฝ้าระวังภัย

              คันธนูทองเหลืองยาวคล้องแขนซ้ายสลับด้าน ซองใส่ลูกศรขนอีกาสะพายอีกบ่า แผ่นกั้นท้องสักยันต์ขลัง มันคือลายแพะยกขาคู่แรกกระโจนใส่ หมวกศึกทรงกระบอกหัวตัดครอบศีรษะ โดยเข้ากับสองเขาสีดำเงา ๆ เยี่ยงสัตว์บูชา ที่งอกจากขอบหน้าผากซ้ายขวาโง้งไปด้านหลัง 1 ฟุตและขนาบฐานเครื่องป้องกันเป็นอย่างดี ลักษณะนูนเป็นสัน ๆ ปลายแหลม

              “แก๊ก! ๆ ๆ” ตอนพวกเขาเดินผ่านไป ขั้นบันไดยุบงอลงส่งเสียงเหมือนจะหัก ทำให้รู้สึกเสียวไส้ทีเดียว ยิ่งมาพร้อมกันด้วย ปกติต้องตื่นตัวซ้อมเอาไว้ ก่อนเริ่มงาน ฝุ่นร่วงกราวทุกย่างก้าว ทว่ากาลนี้ไม่คิดสนใจอีก

              “ลาภปากแล้ว ฮา ๆ ช่างมือเติบนัก” เนื่องจากคืนนี้ครื้นเครงจัด ผู้ชิดในกลับละเมิดกฏระเบียบหิ้วไหดินเผามาด้วย จังหวะเอี้ยวหน้ากล่าวยกของขึ้นโชว์ จึงหัวเราะหรรษา ทั้ง ๆ ที่กระจุกผ้าแดงยังปิดผนึกเรียบร้อยอยู่เลย

              “ใช่ ๆ นานทีปีหนนะนี่ ของเมามายชั้นเลิศถึงมีโอกาสลงกระเพาะพวกเราได้” มิตรข้างขวาหันยิ้มแย้มหยักคิ้วตอบเห็นด้วย เดี๋ยวเดียวก็มาพบจุดหมายปลายทาง

              พวกเขาเห็นแสงฉายมาต้อนรับไล่ตามขั้นบันไดลงมา ก็หอคอยด้านบนสุด ณ แต่ละฝั่ง สี่เสาเขื่องค้ำหลังคาเก๋งจีน เชิงยื่นด้านข้างสูงระดับหัวเสียบคบเพลิงสว่างไสวเป็นเหลี่ยมมุม พิกัดยืนเป็นนายละริมระเบียงแคบ ใบหน้าหันออกแยกห่าง 4 เมตร

              คนถือไหปักหลักใช้มือขวากระชากจุกผ้าออก โดยขว้างทิ้งลงพื้นซดให้สมอยาก สุราขาวล้นปากอาบลูกกระเดือกเขยื้อนเท่าจำนวนอึก ผู้ร่วมงานเบี่ยงกายหามองกลืนน้ำลาย มือคู่เหยียดครึ่ง ๆ กลาง ๆ สักพัก ถึงได้เวียนต่อ พอด้านบนครบโยนแด่ข้างล่าง

              “ฮึบ! อึก! ๆ ๆ ๆ ๆ สุดยอด! เอ้า! เร่งดื่มซะ” รายซ้ายสุดบนพื้นเอื้อมแขนคว้าเสร็จ ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงกระดกต่อทันที จากนั้นร่ำร้องยินดียัดใส่มือเพื่อนฟากขวา ซึ่งปฏิบัติต่างห่วงโซ่และโยนข้ามฝั่งมาให้ จนครบ 3 คน การแต่งกายทั้ง 4เหมือนกันต่างที่ยุทโธปกรณ์

              พวกเขาแบ่งซ้ายขวาห่าง 5 เมตรคุมซุ้มประตูชิดเสา มือข้างหนึ่งต้องว่างรอรับเป็นระลอก ไม่ว่าจะปักดาบกว้าง 4 นิ้วยาว 1.5 เมตรที่พื้นแตกแห้ง คมบิ่นหยาบ ครึ่งปลายมีลักษณะเคียวเว้าออกหยักฟันเลื่อย หรือวางโล่กลมแบนรัศมีฟุตเศษอิงหน้าแข้ง ขอบเป็นสันนูนลิ่มวาดอักขระโบราณ เหล็กโมสค่าใช้สร้างอาวุธรุกและป้องกันฉายลายแดงม้วนเลือนลาง

              “อา! ได้ลิ้มรสเสียที อึก! ๆ ๆ” คนสุดท้ายถึงคิวแล้ว ไหดินเผาถูกยกเหนือศีรษะแหงนดื่มลำโตได้เพียง 2 อึดใจ

              “!??? ...” ในภาชนะกลับมิเหลือสักหยด พอเขย่ายืนยันว่าหมดจริง แถบแลบลิ้นรอเก้อต้องเซ็งจัด

              สองไหล่หด ตัวลีบเศร้าหมดเรี่ยวแรง พร้อมเอาลงตรงหน้าดูชั่วครู่ จากนั้นปาทิ้งใส่อารมณ์เคืองลงด้านข้างไปหลังรั้วไม้ดาดดื่นสูงเท่าเอว ซึ่งตอกเว้นช่วงสั้นคั่นเขตแดนต่อเนื่อง มันจมหายไปแบบปริศนา เขาส่งแววตาเครียดแค้นใส่พรรคพวกไร้น้ำใจวูบหนึ่ง เมื่อไม่มีใครนึกอดใจเผื่อแผ่ให้

              “เพื่อนเอ๋ย มันเป็นชะตากรรมของเจ้าเอง ใครก็ช่วยไม่ได้ ฮา ๆ” สหายข้างซ้ายเงื้อมมือขวาสูงตบไหล่เขาสนั่น 2 ครา จากนั้นพูดปลอบโยนซาบซึ้งขั้นน้ำตาไหลพราก ครั้นเหลือบเห็นท่าทางจริงจังของรายมิเติมเต็ม คณะถึงคุยสัพเพเหระรื่นรมย์กันก่อนค่อยจัดวินัยใหม่ เหลือแค่ผู้กำลังลงแดงเท่านั้นที่ยังค้างคาอยู่อย่างนั้น

              สีหน้าเขารับมิได้นัก โพรงจมูกบานพ่นลมฮึดฮัดดังขึ้นทุกครั้งเป็นทำนองเดือดเสริม แขนซ้ายถือดาบคมเคียวพลิกด้านให้ปลายโง้งชี้ขึ้น แล้วรวบกำแน่นกว่าเดิม เส้นเลือดที่มือปูดขึ้น ราวจะยิ้มแทงฝ่ายตรงข้ามที่เพิ่งหันหลังให้ทะลุหน้าอกเชียวล่ะ อีกด้านจึงรีบกุมข้อมือข้างกำลังก่อเรื่องในทันใด เพื่อยับยั้งเหตุฆาตกรรมพวกเดียวกัน

มีต่อนะครับ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่