ในตอนที่เด็กบางคนได้กินบุฟเฟ่ต์หรืออาหารในร้านที่ห้าสรรพสินค้า มีเด็กอีกจำนวนมากที่เข้านอนโดยที่ท้องไม่อิ่มหรือขาดสารอาหาร
ในตอนที่เด็กบางคนได้เรียนในโรงเรียนเอกชน รวมถึงเรียนพิเศษหลายๆอย่าง เช่นศิลปะ ดนตรี ภาษาต่างประเทศ การเขียนโปรแกรม ฯลฯ เด็กอีกหลายคนทั้งในไทยและต่างประเทศไม่มีเงินพอจ่ายค่าเทอมหรือซื้อเครื่องแบบนักเรียน
ในตอนที่เด็กบางคนได้อ่านนิยาย เล่นเกม หรือไปเที่ยวต่างประเทศ เด็กอีกหลายคนต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย อดนอนเป็นเรื่องปกติ หรือแม้แต่ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน
มันเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่
ถ้าถามว่าเด็กบางคนได้ทำอะไรจึงมีชีวิตที่สุขสบาย
แล้วเด็กๆบางคนทำอะไรลงไปถึงได้มีชีวิตที่ยากลำบาก
คำตอบก็คือ เด็กที่สุขสบายไม่ได้ทำอะไรเลย
และเด็กที่ยากลำบากก็ไม่ได้ทำอะไรเลยเช่นเดียวกัน
เพียงแค่โชคดีที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะ เพียงแค่โชคร้ายเกิดในครอบครัวที่ยากจน โชคในตอนนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งชีวิตและโอกาสในการเลื่อนชนชั้น
ทุกท่านก็รู้ใช่ไหมว่าถ้าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆก็จะมีโอกาสได้เงินเดือนมากกว่า ถ้ามีความสามารถพิเศษก็อาจจะนำมาหาเงินหรือช่วยในการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้
แล้วท่านคิดว่าใครจะมีชีวิตที่ดีมากกว่ากันล่ะ ระหว่างเด็กที่มีเวลาพักผ่อนเต็มที่และได้กินอาหารครบถ้วน ได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงและได้เรียนพิเศษมากมาย กับเด็กที่ขาดสารอาหาร ไม่ได้รับการพักผ่อนจนไม่สามารถใช้ศักยภาพที่ตนมีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ซ้ำยังเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่เคยได้ค้นหาตัวเอง ไม่เคยรู้และทดลองว่าตัวเองสนใจด้านไหนจริงๆ
แม้เด็กที่มีโอกาสอาจจะทำตัวเกเรไม่ใช้โอกาสที่ตัวเองได้รับ แต่การไม่ใช้โอกาสที่ตัวเองมีอยู่ กับการไม่ได้รับโอกาสตั้งแต่แรกเริ่มนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ท่านอาจจะโต้ว่าคนที่มีโอกาสนั้นเป็นเพราะพ่อแม่บรรพบุรุษพยายามอย่างหนักเพื่อให้ลูกหลานสุขสบายและมีโอกาสในชีวิต ส่วนพ่อแม่ของเด็กที่ขาดโอกาสนั้นไม่ยอมขยันทำงานเอง โดยที่ไม่สนใจถึงโครงสร้างสังคมที่กดทับพวกเขาอยู่…
ทว่าพ่อแม่กับตัวเด็กนั้นแน่นอนว่าเป็นคนละคนกัน
หากกฏหมายไม่ลงโทษเด็กที่มีพ่อแม่เป็นอาชญากร ด้วยเหตุผลที่ว่าเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเหตุใดสังคมจึงลงโทษเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ลำบาก ด้วยการตัดโอกาสให้ต้องยากจนไปตลอดชีวิตกันล่ะ
แล้วเราควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
ผู้เขียนคิดว่ารัฐควรเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ แน่นอนว่ารัฐบาลมีมาตรการในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนคิดว่ารัฐบาลควรจริงจังกับปัญหานี้มากกว่านี้ ด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกโรงเรียนและทุกพื้นที่ให้ใกล้เคียงกันที่สุด การจัดให้มีวิชาเลือกเสรีสำหรับฝึกทักษะทุกประเภทโดยไม่ต้องเสียเงินแพงๆ อย่างการเรียนพิเศษที่เข้าถึงยาก และอนุญาตให้เด็กทุกคนที่สนใจได้สมัครเข้าเรียน
นอกจากการสนับสนุนที่ตัวเด็ก ผู้เขียนคิดว่ารัฐสวัสดิการเองก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยการทำให้ครอบครัวไม่ยากจนเกินไป เด็กก็จะไม่ต้องอดนอนออกไปทำงาน ไม่ต้องกินแบบอดมื้อกินมื้อ และผู้ปกครองมีเงินเพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมและงานอดิเรกของลูกหลานได้
รวมถึงประเทศต่างๆควรร่วมมือกันพัฒนาชีวิตของคนทั่วโลก ไม่ใช่สนใจดูแลเพียงพลเมืองในประเทศของตัวเอง หยุดการทำสงคราม และเลิกการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจด้วย
เด็กที่ยากลำบากหรือสุขสบายต่างก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
ในตอนที่เด็กบางคนได้เรียนในโรงเรียนเอกชน รวมถึงเรียนพิเศษหลายๆอย่าง เช่นศิลปะ ดนตรี ภาษาต่างประเทศ การเขียนโปรแกรม ฯลฯ เด็กอีกหลายคนทั้งในไทยและต่างประเทศไม่มีเงินพอจ่ายค่าเทอมหรือซื้อเครื่องแบบนักเรียน
ในตอนที่เด็กบางคนได้อ่านนิยาย เล่นเกม หรือไปเที่ยวต่างประเทศ เด็กอีกหลายคนต้องทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย อดนอนเป็นเรื่องปกติ หรือแม้แต่ลาออกจากโรงเรียนกลางคัน
มันเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมใช่หรือไม่
ถ้าถามว่าเด็กบางคนได้ทำอะไรจึงมีชีวิตที่สุขสบาย
แล้วเด็กๆบางคนทำอะไรลงไปถึงได้มีชีวิตที่ยากลำบาก
คำตอบก็คือ เด็กที่สุขสบายไม่ได้ทำอะไรเลย
และเด็กที่ยากลำบากก็ไม่ได้ทำอะไรเลยเช่นเดียวกัน
เพียงแค่โชคดีที่เกิดในครอบครัวที่มีฐานะ เพียงแค่โชคร้ายเกิดในครอบครัวที่ยากจน โชคในตอนนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งชีวิตและโอกาสในการเลื่อนชนชั้น
ทุกท่านก็รู้ใช่ไหมว่าถ้าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆก็จะมีโอกาสได้เงินเดือนมากกว่า ถ้ามีความสามารถพิเศษก็อาจจะนำมาหาเงินหรือช่วยในการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้
แล้วท่านคิดว่าใครจะมีชีวิตที่ดีมากกว่ากันล่ะ ระหว่างเด็กที่มีเวลาพักผ่อนเต็มที่และได้กินอาหารครบถ้วน ได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงและได้เรียนพิเศษมากมาย กับเด็กที่ขาดสารอาหาร ไม่ได้รับการพักผ่อนจนไม่สามารถใช้ศักยภาพที่ตนมีอยู่ได้อย่างเต็มที่ ซ้ำยังเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่เคยได้ค้นหาตัวเอง ไม่เคยรู้และทดลองว่าตัวเองสนใจด้านไหนจริงๆ
แม้เด็กที่มีโอกาสอาจจะทำตัวเกเรไม่ใช้โอกาสที่ตัวเองได้รับ แต่การไม่ใช้โอกาสที่ตัวเองมีอยู่ กับการไม่ได้รับโอกาสตั้งแต่แรกเริ่มนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ท่านอาจจะโต้ว่าคนที่มีโอกาสนั้นเป็นเพราะพ่อแม่บรรพบุรุษพยายามอย่างหนักเพื่อให้ลูกหลานสุขสบายและมีโอกาสในชีวิต ส่วนพ่อแม่ของเด็กที่ขาดโอกาสนั้นไม่ยอมขยันทำงานเอง โดยที่ไม่สนใจถึงโครงสร้างสังคมที่กดทับพวกเขาอยู่…
ทว่าพ่อแม่กับตัวเด็กนั้นแน่นอนว่าเป็นคนละคนกัน
หากกฏหมายไม่ลงโทษเด็กที่มีพ่อแม่เป็นอาชญากร ด้วยเหตุผลที่ว่าเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วเหตุใดสังคมจึงลงโทษเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ลำบาก ด้วยการตัดโอกาสให้ต้องยากจนไปตลอดชีวิตกันล่ะ
แล้วเราควรจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
ผู้เขียนคิดว่ารัฐควรเข้ามาช่วยเหลือในส่วนนี้ แน่นอนว่ารัฐบาลมีมาตรการในการช่วยเหลือเด็กปฐมวัยอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนคิดว่ารัฐบาลควรจริงจังกับปัญหานี้มากกว่านี้ ด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษาในทุกโรงเรียนและทุกพื้นที่ให้ใกล้เคียงกันที่สุด การจัดให้มีวิชาเลือกเสรีสำหรับฝึกทักษะทุกประเภทโดยไม่ต้องเสียเงินแพงๆ อย่างการเรียนพิเศษที่เข้าถึงยาก และอนุญาตให้เด็กทุกคนที่สนใจได้สมัครเข้าเรียน
นอกจากการสนับสนุนที่ตัวเด็ก ผู้เขียนคิดว่ารัฐสวัสดิการเองก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ด้วยการทำให้ครอบครัวไม่ยากจนเกินไป เด็กก็จะไม่ต้องอดนอนออกไปทำงาน ไม่ต้องกินแบบอดมื้อกินมื้อ และผู้ปกครองมีเงินเพียงพอที่จะสนับสนุนกิจกรรมและงานอดิเรกของลูกหลานได้
รวมถึงประเทศต่างๆควรร่วมมือกันพัฒนาชีวิตของคนทั่วโลก ไม่ใช่สนใจดูแลเพียงพลเมืองในประเทศของตัวเอง หยุดการทำสงคราม และเลิกการเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจด้วย