รีวิว ประสบการณ์ จากการไป Work and Travel ที่เมือง St.Louis, Missouri, USA

สวัสดีครับ ทุกคน หลายคนที่หลุดมาในกระทู้นี้ ก็คงจะต้องกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับ การไป Work and Travel ที่เมกา เมือง St.Louis อยู่ใช่ไหมครับ เชิญเลยครับ พร้อมเล่ามาก

เนื่องจากกระทู้ในพันทิปที่ให้ข้อมูลของเด็กไทยที่ไป work and travel ที่เมือง St. Louis นั้นมีไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ เราและเพื่อนๆ ก็เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตอยู่ที่ St.Louis ให้ฟังว่า มันจะโหด มันส์ ฮา แค่ไหน ถือว่าเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่จะจดจำไว้อย่างไม่มีวันลืม

ก่อนอื่นเลย ที่จะรีวิวในด้านต่างๆ เราเป็น เด็ก Work and travel ปี 2019 ก็คือ เป็นรุ่นก่อน Covid-19 เอเจ้นท์ที่ไทยที่เราเลือกก็คือ I-happy เราว่าพี่ๆ เขาดูแลดีนะ ให้เลือกงานมีความแฟร์ดี หลังจากที่เราตัดสินใจเลือกเมืองได้ว่า จะไปทำที่ St. Louis หน้าที่คือ  Busser ใน restaurant ของ Magnolia Hotel โดยไม่ได้หาข้อมูลอะไรเบื้องต้นไว้เลยเกี่ยวกับเมืองนี้ เพราะตอนนั้นตัดสินใจดูแค่รูป โรงแรมอย่างเดียวว่า เออ สวยดี น่าไปทำ จบ แค่นั้นจริงๆ แล้วจ่ายเงินค่าโครงการงวดแรกไปเลย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีนะทุกคน ก่อนตัดสินใจเสียเงินก็ควรศึกษาและดูความเป็นไปของเมืองนั้นๆ ที่เราจะไปทำก่อน นิดนึงว่า เป็นยังไง เหมาะกับเราไหม ตอบโจทย์ชีวิตในช่วงสามเดือนที่เราจะไปอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า สำคัญมากๆ   

นั่นแหละ สำหรับเราคือเลือกไปละตอนนั้น แล้วเพิ่งกลับมานั่งหาข้อมูลของเมืองตอนหลัง ๆ สิ่งแรกที่เจอคือ  "ไปทำไม St.Louis มีคนยิงกันทุกวัน ถ้าเอาชีวิตรอดกลับจาก St.Louis ได้ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็คือรอด" คือตอนนั้นอ่านละแบบ ตายละ นี่กุจะไปรบหรอ พูดซะน่ากลัวเชียว ต้องยอมรับว่าแอบจิตตก แต่สุดท้ายก็มานั่งคิดว่า เออ ถ้าเราไม่ได้เอาตัวเองให้ไปอยู่ในจุดเสี่ยงอันตราย มันก็ไม่เป็นไรหรอก เอาว่ะ หาประสบการณ์ให้ชีวิต เป็นคำพูดปลอบใจตัวเอง ส่วนหนึ่งก็คือก็ทำไรไม่ได้ ไม่อยากเสียเงินเพิ่มเพื่อเปลี่ยนเป็นที่อื่นอีก สิ่งที่ทำได้ก็คือทำใจให้พร้อมรับกับสิ่งที่จะเจอ สุดท้ายก็รอดกลับมาเน้อ และเมือง St.Louis ก็ไม่ได้น่ากลัว หรือแย่อย่างที่คิด แต่ก็มีเหตุการณ์อะไรให้ตื่นเต้นอยู่เป็นครั้งคราว 

สำหรับขั้นตอนในการเตรียมตัวที่เมืองไทยก่อนไป work and travel นั้นสำหรับเราไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก แต่ปัญหาของเราเริ่มเกิดขึ้นตอนที่ใกล้จะไป ไม่เกินสองอาทิตย์  ปัญหาคือ เรายังหาบ้านไม่ได้ เพราะบ้านที่ ผู้ประสานงานของ CHI (เป็นเอเจ้นฝั่งเมกาที่ดูแลเรา)  เสนอมาให้ก็คือ ไกลจากที่ทำงานมาก และสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้านก็คือแอบน่ากลัวนิดนึง ไปส่องรูปผ่านดาวเทียมมา  เราเลยไม่ตอบตกลงไป ส่วนหนึ่งก็เป็นความผิดของเราด้วยที่แบบนิ่งนอนใจมากเกินไป เพราะหากอ่าน Job description ดี ๆ เขาก็จะบอกว่าถ้าได้รับ Job offer ละให้รีบติดต่อไปยังที่พักที่เขาแนะนำให้ไปก่อน  นี่ก็แบบยุ่งเรียน ยุ่งสอบ ก็เลยลืมไปเลย สรุปพอบทใกล้จะไป ก็เพิ่งได้มาอีเมลไปหา สตีฟ ผู้จัดการที่ Gentry Landing แต่คือ เต็ม  ไม่มีห้องเหลือเลย นี่ก็แบบเอาละ ทำไงดี เครียดมาก จะไปอยู่ละ เรื่องบ้านยังไม่ลงตัว ปรึกษาทาง CHI สรุปได้ว่า มาได้บ้านเอาตอนห้าวันสุดท้ายก่อนบิน ก็เลยจะเตือนคนที่จะไปว่า นอกจากศึกษาเรื่องเมืองไปก่อนแล้วนั้น  เรื่องบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน บ้านดีชีวิตที่ดีจะตามมา ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงในการใช้ชีวิตตลอดทั้งสามเดือน และการหางานที่สองทำ บ้านดีมีชัยไปกว่าครึ่ง บอกเลย 

มหากาพย์เรื่องบ้าน...ที่ทำให้เราเกือบกลายเป็น Homeless 

ความซวยเรื่องบ้านของเรา และเพื่อนผู้หญิงร่วมชะตากรรมอีกสองคน ยังไม่จบ มีภาคต่อ ก็คือว่า บ้านที่ตกลงกันไว้ตอนแรกในช่วงห้าวันก่อนบิน ป้ามาลี เจ้าของบ้าน ขอยกเลิกให้พวกเราสามคนอยู่ แล้วเอาบ้านหลังนั้นไปให้เด็ก work and travel ที่มาจากประเทศอื่นแทน เหตุผลเพราะพวกเราไปช้าเกินไป  แต่คือตอนนั้นเพื่อนเราสองคนบินไปแล้ว เครื่องกำลัง landing ลงที่ ญี่ปุ่น และต้องพบกับชะตากรรมของตัวเองว่า ถูกเทบ้าน  เคว้งเลยคราวนี้ แต่ก็ต้องเดินทางต่อไปอย่างไม่มีความแน่นอนอะไรเลย ไปตายเอาดาบหน้ามาก 

ส่วนเราที่ตอนนั้นยังอยู่ไทยก็คือ ช่วยเต็มที่ ส่งเมลประสานนั้นนู้นนี่ จนในที่สุด ป้ามาลี บอกว่า จะรับผิดชอบโดยการพาพวกเราสามคนไปอยู่บ้านในสวนของนาง ที่ซึ่งอยู่ไกลโพ้นชายขอบสุดเมือง ห่างจากที่ทำงานของพวกเราแบบไกลมาก โดยนางรับปากว่า ให้พวกเราจ่ายค่ารถ แล้วนางจะไปรับไปส่งทุกวัน (จำ ประโยคนี้ไว้นะทุกคน) ตอนนั้นคือเราไม่มีทางเลือกละ ก็คงต้องยอมรับสภาพไปก่อน แบบตอนนี้อย่างน้อยก็มีบ้าน แล้วบ้านในสวนนางก็คือน่าอยู่มาก สวยดี (สวยอีกละ อย่าตัดสินใจอะไรง่ายๆ ด้วยแค่คำว่าสวย )   

ณ บ้านในสวนอันแสนสวยของป้ามาลี เพื่อนเราสองคนเมื่อไปถึงก็คือ ความจริงเปิดเผยว่า แท้จริงแล้ว บ้านของป้า มีฐานะเป็นกึ่งๆ บ้านที่ให้คนมาเช่าจัดปาร์ตี้ งานอีเว้นท์ต่างๆ แล้วคืนนั้นมีปาร์ตี้ เพื่อนเราสองคนก็ถูกป้ากำชับว่าให้ขังตัวอยู่ในห้องห้ามออกมา และถ้าจะเข้าห้องน้ำ ให้ออกไปเข้าส้วมตู้ข้างบ้านที่เตรียมไว้ให้ แรงมาก เพื่อนนี่แพนิคกันใหญ่ ส่งข้อความาหาเรากันยกใหญ่ว่า กลัวมาก จะผ่านพ้นคืนนี้ไปได้อย่างไร แต่สุดท้ายคืนนั้นก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่า จะมีคนมาเคาะประตู หรือ เตะประตูให้ตกใจเล่นบ้างเป็นครั้งคราว  แล้วระหว่างก่อนวันที่เราจะบินไป เพื่อนสองคนนี้ก็ไซโคมาก แบบ มีคนยิงกันอีกแล้ว นี่จิตตกจนปลง  

การเดินทางของเราไปเมกาไม่ได้ติดขัดอะไร ปลอดภัยดี แม้ว่าเกือบจะไม่ผ่าน ตม. เพราะลุงเจ้าหน้าที่ไม่เห็น Job offer ที่อยู่ด้านหลังสุดของเล่มวีซ่า  พอถึงสนามบิน St. Louis ป้ามาลีมารับเราและพากลับบ้านในสวนของนาง  วีคแรกของการใช้ชีวิตที่บ้านในสวนของนาง คือแอบชีวิตดี ไม่มีอะไรมาก แม้ว่าจะคอยลุ้นๆ ว่า นางจะพาคนมาจัดปาร์ตี้ไหมนะ  เอาละหมดเวลาโลกสวย และความจริงอันโหดร้ายปรากฎ  นางชอบพูดอธิบาย เรา กับ เพื่อนอีกสองคน ไม่ตรงกัน  จนในที่สุด ดราม่าเรื่องบ้านครั้งที่สองก็เกิดขึ้นมาว่า ป้ามาลีไม่อยากที่จะไปรับไปส่งพวกเรา เพราะว่า นางเหนื่อย นางอยากนอน นางต้องมีกิจธุระที่ต้องทำมากมาย และตอนนี้นางก้ป่วยด้วย คือป้ารับบทนางขี้เทเก่งมาก  แล้วนางก็ยืนกรานที่จะให้พวกเราไปทำงานด้วยตัวเอง  ก่อนจะเล่าว่า พวกเราแก้ปัญหายังไง คือเราเล่าให้ฟังก่อนว่า การเดินทางออกจากบ้านในสวนมันเป็นยังไง ระยะทางจากบ้านไปถึงหน้าหมู่บ้านคือต้องเดินประมาณ 20 นาที ผ่านดงป่าบ้าง สุสานบ้าง สลับบ้านคนบ้างประปราย ไปที่ป้ายรถบัส แล้วต้องขึ้นรถบัสไปลงที่ Metro แล้วก็ต้องนั่ง Metro เข้าเมืองไปอีก หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ คิดว่าพวกเราจะยอมหรอ ไม่มีทางเด็ดขาด ถ้าต้องเดินทางเองแบบนี้ กว่าจะไปถึงที่ทำงานก็คือหมดแรงพอดี ไม่ได้เราจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไม่ได้ 

พอป้ามาลียืนกรานแบบนั้น พวกเราสามคนก็ช่วยกัน อีเมลไปบอกเมเนเจอร์ว่ามีปัญหา เรื่องที่พัก และการเดินทาง เมเนเจอโทรไปคุยกับผู้ประสานงานของ CHI แล้วผู้ประสานงานก็ไม่รู้ไปคุยกับป้ามาลีอีท่าไหน สรุปพวกเราสามคนต้องโดนระเห็จออกจากบ้านนาง ซวยไปอีก นึกภาพออกไหมว่า เหมือนคนดวงชงสามคนมาอยู่ร่วมกัน แล้วโดนมรสุมความซวยสาดใส่อย่างไม่หยุดยั้ง นี่ขนาดเพื่อนไปทำบุญขอพรก่อนมาเมกาแล้วนะ 

สรุปว่า วันนั้นคือ พวกเราต้องย้ายออก แต่ตอนนั้นเราต้องไปทำงาน เพื่อนสองคนช่วยเก็บของ เตรียมย้ายของให้   แล้วพอถึงบ้านใหม่ ความดราม่าปวดกบาลเรื่องบ้านครั้งที่สามก็เกิดขึ้นอีกครั้งอย่างไม่คิดปรานีพวกเราสามคน  บ้านที่ย้ายไป คือรกและสกปรกมาก  หมาก็ดุมาก เห่าเก่ง แล้วทุกอณูของบ้านคือเต็มไปด้วยขนหมา กลิ่นในบ้านก็คือสาบมาก เหมือนกับย้ายไปอยู่บ้านที่เขาให้หมาอยู่ ไม่ใช่คนอยู่ นี่แบบ เครียดเลย หนีเสือปะจระเข้แท้ ๆ แล้วเป็นคนแพ้ขนหมาด้วย คุยกันตอนแรก ป้าเจ้าของบ้านคนใหม่ไม่เข้าใจ นางบอกว่าก็อยู่ได้นิ ไม่เห็นมีเหตุผลอะไรที่ต้องย้ายออก เพื่อนคนหนึ่งดันหลวมตัวไปบอกว่า รักหมาด้วย (กุละเครียดเลย!!!!)  ป้าเจ้าของบ้านใหม่ บอกเราว่า เธอกลัวและแพ้ขนหมาเดี่ยวฉันจะดูแลไม่ให้หมามายุ่ง และทำความสะอาดบ้านให้  แต่วันต่อมา ก็ไม่เห็นจะทำความสะอาดอะไรเลยอ่ะ ไปทำงานด้วยเสื้อผ้าที่มีขนหมาติดตัวไป ยังไม่รวมถึงกลิ่นสาบสางที่ติดตามเสื้อผ้า มันเกินไปมากจริงๆที่จะรับได้  พวกเรามองหน้าก็รับรู้ได้ทันทีว่า อีกครั้งแล้วสินะที่เราจะต้องโยกย้าย เพราะอยู่ไม่ได้จริงๆ  พวกเราต้องหนีออกจากบ้านหลังนี้ ต้องวางแผนเพื่อย้ายกลับไปอยู่ที่ gentry landing ให้ได้ เพราะว่า มีห้องว่างที่พอจะให้พวกเราไปอยู่ได้ วันต่อมาเรารับบทเล่นละครชุดใหญ่ ร้องไห้บีบน้ำตาเลยว่า เนี้ย อยู่ไม่ได้จริงๆ แล้วนะ จะตาย นี่ก็เป็นภูมแพ้นั้นนู้นนี่ หายใจไม่ออก แล้วเพื่อนอีกสองคนก็ช่วยกันส่งอีเมลไปหาหัวหน้าใหญ่ของ CHI เลยว่า ผู้ประสานงานของคุณทำงานแบบนี้ได้ยังไง ไม่มีความเป็นมีอาชีพเลย ดูบ้านที่ให้มาอยู่สิ  สรุปก็คือได้ย้ายออกเช้าวันต่อมา ขณะที่เพื่อนอีกสองคนไปทำงาน เรารับบทคนขนของ แล้วคือชอบความรู้งานของเพื่อนอีกสองคนคือเก็บกระเป๋าไว้พร้อมมาก เหมือนรู้ว่าจะต้องย้ายวันนี้  และแล้วในที่สุด ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อยู่ที่นั่น พวกเราทั้งสาม ได้กลับไปอยู่ในที่ที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก ก็คือ ที่ Gentry Landing กับเพื่อนคนไทย ดีใจมากที่สุด 

สรุปแล้วกว่า ชีวิตจะ settle down เรื่องบ้าน นั้นคือเรากับเพื่อนใช้เวลาไปเกือบๆ 3 weeks เลยที่ต้องอยู่บนเส้นทางในการต่อสู้กันสุดฤทธิ์ แล้วพอได้ย้ายมาอยู่ที่ Gentry คือชีวิตดีขึ้นมาก  แต่ก็นั้นแหละ ชีวิตที่ Gentry ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องราวเข้ามาให้ตื่นเต้นนะ อย่างเช่น นอนๆอยู่แล้ว มีตำรวจเข้ามาในห้อง ต้องคุยกับตำรวจแทนเพื่อนที่มัวแต่ร้องไห้เพราะโดนพ่อหนุ่มเมกาคลั่งรักมายึดวีซ่าไป   อ่ะ ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วถ้าตัดสินใจจะไป Work and Travel ที่ St.Louis คือ รีบติดต่อ คุณ สตีฟ จัดการเรื่องบ้าน จองห้องไว้ซะ แล้วชีวิตคุณจะดี ไม่ต้องมาเสี่ยงโชคเรื่องบ้านเหมือนพวกเราสามคน 

เรื่องงานบ้าง...

สำหรับเรา  Busser ที่ทำ ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ เรื่อยๆ ได้พบเจอผู้คนหลากหลาย เพื่อนร่วมงานคือดีมาก เขาแบ่งทิปให้เราทุกครั้ง ส่วนเรื่องเงินเดือนก็คือเราว่า เรท Magnolia ให้น้อยสุดเมื่อเทียบกับโรงแรมอื่น ๆ ที่เห็นเพื่อน ๆ ได้กัน สำหรับงานแรก เราไม่ได้มีปัญหาติดขัดอะไรมาก เมเนเจอร์  คือดี ช่วยเหลือทุกอย่าง ตอนที่ยังไม่ได้งานสอง นางก็เรียกไปคุยว่า ได้งานสองรึยัง ให้นางช่วยเพิ่มชั่วโมงทำงานให้ไหม แต่จะเพิ่มให้ได้ก็ต้องดูว่า เพื่อนร่วมงานเขาต้องการให้คุณไปช่วยหรือเปล่า สรุปวีคต่อมาก็คือตารางงานมาเช้าเย็น   
 
พอได้งานสองที่ร้านไทย ก็เลยไปขอลดตาราง ขอทำเฉพาะตอนเย็น ตอนเช้าจะแวบไปทำงานสองที่ร้านไทยก่อน งานสองก็ได้ประสบการณ์เยอะมาก ได้เป็นคนรับออเดอร์ วิ่งอาหาร เจอลูกค้าหลากหลายรูปแบบ ต้องอยู่ให้เป็น และเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ไว และที่สำคัญ คือ ต้องรู้จักเอาตัวรอด อย่าให้ใครมาเอาเปรียบเราได้ ก็ต้องขอบคุณเจ้าของร้านไทยที่ให้โอกาสไปทำ และเพิ่มพูน Life Skills 

เรื่องเพื่อนที่พบเจอ

เพื่อนคนไทยที่เจอกันที่ St.Louis น่ารักทุกคนเลย นิสัยดีมาก  ส่วนเพื่อนต่างชาติที่ไปทำงานด้วยกันมาตลอดสามเดือน รู้สึกว่าชอบทำงานกับคนเมกามากที่สุด แบบแฟร์และชัดเจนในคำสั่งดี คือเรารู้ว่าเราต้องทำอะไร ทำผิดเขาก็ช่วยสอนงานให้ครั้งแรก  ไม่เคยโดนดุนะ ส่วนเพื่อนชาติอื่นที่ทำงานด้วยละสบายใจสุด คือ จีน คนจีนแบบเป็นมิตรมาก คุยกันถูกคอ เข้าใจ อาจจะด้วยความเป็นคน เอเชีย เหมือนกัน เลยสนิทกันเร็ว สำหรับ คนที่มาจากแถวๆ อาหรับสำหรับเราคือ รับยากมืออ่ะ แล้วแต่อารมณ์ของเขาเลย ส่วนเพื่อนแถบๆ ละตินอเมริกาที่ทำงานด้วย น่ารักมาก เป็นมิตรดี แต่ถ้ามาจากแถวๆ ยุโรปนี่ทำงานด้วยก็จะเกร็ง เขาจะเป๊ะ ชอบหงุดหงิดใส่อ่ะ  ข้อดีของ Busser งานแรกนี่คือ ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่กับคนหลากหลายมาก 

สำหรับเราไม่มีเรื่องอะไรเพิ่มเติม ส่วนต่อไปจะเป็นเรื่องราวของเพื่อนของเราที่ไปทำ House Keeping บอกเลยว่าเรื่องราวแซ่บมาก พบเจอประสบการณ์ตั้งแต่ธรรมดาสุดยันไปเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ โปรดติดตามตอนต่อไป...
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่