💥👩‍🎤😂 THE GLOVES 2020 ถุงมือเรื่องสั้น#36 Week#11, 8-11 ก.ย. "แมสก์เป็นเหตุ "- ถุงมือ โคหวิดไม่เกี่ยว 😂👩‍🎤💥

กระทู้คำถาม
อมยิ้ม50
ถุงมือเรื่องสั้น เรื่องที่ 6 และเป็นเรื่องสุดท้ายสำหรับสัปดาห์ที่ 11 นี้ครับ ^^

เรื่องของเพื่อน ผู้มีเพื่อนแต่งงานกับเพื่อน! ซึ่งเมื่อก่อนเคยสรวลเสเฮฮาหัวหกก้นขวิดกันมามากต่อมาก การแต่งงานของเพื่อนคู่นั้นทำให้เพื่อนๆ อึ้ง ทึ่ง งืดไปตามๆ กัน แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ทุกคนยังมาเฮฮาปาร์ตี้กันเหมือนเดิมได้อยู่

จนกระทั่ง เกิดเหตุ COVID-19 ระบาด (แล้วมันจะไม่เกี่ยวได้ไงล่ะกรรมการ! เอาน่า...โปรดติดตามต่อไป) ทำให้ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือที่เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ MASK ว่า "แมสก์" เพื่อป้องกันการติดเชื้อ (กันฝุ่น PM 2.5 ด้วยอีกต่างหากเป็นสองเด้ง)

แล้ว แมสก์ มันจะเป็นเหตุให้เกิดอะไรขึ้นต่อไปกับเพื่อนๆ กลุ่มนี้หรือ ? โดยเฉพาะ คู่สามีภรรยานั่น ???

ตามมาดูกันครับ ^^ อมยิ้ม36หัวใจ

อมยิ้ม49
.......ปีนี้  ( พ.ศ. ๒๕๖๓ ) ใคร ๆ ก็ใส่แมสก์เพื่อป้องกันโรคระบาด แต่ผมจะไม่คุยเรื่องไวรัสหรอก เพราะมีคนพูดกันเยอะแล้ว ผมจะมาเล่าเรื่องคนที่เจ็บตัวเพราะแมสก์ให้ฟัง ท่านอย่าเพิ่งคิดว่าคนคนนั้น ติดโควิดมาจนปอดพัง หรือระบบหายใจล่มอะไรทำนองนั้น ตามผมมาดีกว่าครับ มัวลีลาปล่อยให้ท่านเดา ผมเองจะเจ็บตัวตามมันไป

      ใช่ครับ ที่ใช้คำว่า มัน เพราะไอ้เต้ มันเป็นเพื่อนผม เป็นเพื่อนกับอีกหลายคนในกลุ่ม และมันก็แต่งงานกับไอ้ก้อย ไอ้ก้อยนี่เป็นผู้หญิงนะครับ แต่พวกเราเรียกไอ้ เพราะมันก็เป็นเพื่อนเราอีกนั่นแหละ ตอนแรกก่อนที่ทั้งคู่จะมาลงเอยกัน ผมได้ยินไอ้ก้อยพูดอยู่บ่อย ๆ ว่ามันเป็นคนรักเพื่อน ตอนนั้นไอ้เต้ได้แต่ยิ้ม ๆ ตามสไตล์ของคนไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว พวกเราก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งได้รับการ์ดแต่งงานใบเล็ก ๆ แล้วเห็นชื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่พิมพ์ไว้เท่านั้น พวกเราพากันร้อง เฮ้ย อย่างดัง จนคนแถวนั้นหันมองด้วยความตกใจ

      เพื่อนแต่งงานกับเพื่อน ยังไม่น่าแปลกใจเท่าไร แต่นิสัยมันสองคนที่ต่างกันคนละขั้วนี่สิทำให้งง และไอ้ก้อยมันก็รู้ว่าไอ้เต้เป็นคนยังไงไม่ใช่ไม่รู้ ดังนั้น เสียง เฮ้ย ที่ว่า ผมว่ามันยังดังน้อยไป

      ไอ้เต้เป็นคนพูดน้อย แต่เจ้าชู้เบอร์หนึ่งในกลุ่ม เห็นผู้หญิงเป็นไม่ได้ ขนาดมันพาเด็กหน้าตาจิ้มลิ้มมานั่งเฝ้าในวง ไอ้เต้ยังเหล่นักศึกษาที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาตาเป็นมัน แถมยังพึมพำเบา ๆ พอได้ยิน ว่า  “น่ารักว่ะ น่ารักว่ะ” ก่อนยกแก้วขึ้นกระดก จึงทำให้เห็นรอยเล็บเป็นจ้ำแดง ๆ ที่แขนซึ่งก็เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะมาจากมือสาวเจ้าที่นั่งข้าง ๆ นั่นเอง และเมื่อตั้งวงใหม่ในครั้งต่อมา เด็กข้าง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นอีกคน ซึ่งก็จิ้มลิ้มไม่แพ้คนเดิม พวกเราก็เดาว่าคนเก่าคงจะงอนแล้วเลิกราไปเนื่องจากทนความเจ้าชู้ของไอ้เต้ไม่ไหวนั่นเอง และหลังจากนั้นเมื่อตั้งวงครั้งใหม่ มันก็เปลี่ยนมาอีกคน อีกคน นับแล้วเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสามคน

      พวกเราได้แต่ส่ายหน้าไปมา และพร้อมใจกันเรียกเด็กแต่ละคนของมันว่า “น้อง” แทนตัวพวกเธอ เหตุผลง่าย ๆ เพราะเราจำชื่อกันไม่ได้ และป้องกันการเรียกชื่อผิดคน นั่นจะทำให้เข้าทางไอ้เต้เร็วเกิน เมื่อเธองอนแล้วเลิกกับมันไป

      ส่วนไอ้ก้อย เป็นหญิงมั่น นิสัยออกห้าว ๆ ทั้งที่หน้าตามันก็จัดว่าเป็นผู้หญิงที่น่ามองคนหนึ่ง ไอ้ก้อยตัวไม่โตมาก ตัวเล็ก ๆ ได้สัดส่วน ผิวขาว หน้ากลม ผมยาว เข้าสเปคของผู้ชายหลายคน คุยเก่งเข้ากับคนง่าย แต่ไม่เคยคิดมีแฟน ไม่เคยพูดถึงผู้ชายคนไหนให้ได้ยิน และในกลุ่มก็ไม่มีใครมองไอ้ก้อยแบบชู้สาวสักคน พวกเราเห็นมันจนชินเหมือนเป็นเพื่อนผู้ชายคนหนึ่ง พากันกินเหล้าเมาหัวหกก้นขวิดมาตั้งแต่เรียน ปวช จนจบ ปวส มีงานทำกันไปแล้ว ก็ยังนัดมาเจอกันทุกครั้งที่มีวันหยุดตรงกัน เฮฮากันจนดึกดื่น บางทีกลับกันไม่ไหวก็นอนเกะกะกันอยู่ในบ้านนั่นแหละ สุดแล้วแต่ว่าวันนั้นเมาอยู่บ้านใคร

      หลังจากพวกเราเรียนจบได้เกือบสองปี เพื่อนในกลุ่มเริ่มบางตา เหตุผลคือทุกคนต่างมีงานทำ เวลาเลยน้อยลงกว่าเดิม อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ บางคนแต่งงานมีครอบครัว การพบเจอกันระหว่างเพื่อนฝูงก็ห่างออกไป จนบางคนหายหน้าไปเลยก็มี ดังนั้น ทีแรกที่รู้ว่าไอ้เต้กับไอ้ก้อยจะแต่งงานกัน พวกเราสี่ห้าคนที่เหลือก็ทำใจว่ามันสองคนคงไม่มีเวลามาเฮฮากันเหมือนเดิม

      การเปลี่ยนสถานะจากเพื่อน มาเป็นผัวกับเมีย ทำให้ไอ้ก้อย มีอำนาจกว่าไอ้เต้โดยทันที แต่ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า แววตา หรือคำพูดแต่อย่างใด เพียงแค่สรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัว ไอ้เต้มันเรียกเมียมันว่า ก้อย  ตัดคำว่า ไอ้  ออกไป และแทนตัวเองว่า เค้า ตลอดเวลาที่คุยกัน ส่วนไอ้ก้อย ยังคงเรียก ไอ้เต้ อย่างเดิมด้วยความเคยชิน และก่อนที่ไอ้เต้จะทำอะไร ตั้งแต่วันแต่งงานเป็นต้นมา ไอ้เต้จะมองหน้าไอ้ก้อยก่อนทุกครั้ง ถ้าไอ้ก้อยพยักหน้า ไอ้เต้จึงจะทำ เช่น ตักข้าว รินเหล้าเพิ่ม หรือจะกลับบ้าน  แต่ที่ทำให้พวกเราดีใจก็คือ ทั้งสองคนยังคงมีเวลามาเข้าก๊วนเหมือนอย่างเคย

      “เอ็งชอบไอ้เต้ตรงไหนวะ ข้าไม่เข้าใจ”

      เย็นวันหนึ่ง ที่บ้านไอ้แม็ค เรานัดเจอกันเหมือนเดิมครบแก๊งค์หกคนไม่ขาดไม่เกิน เมื่อเริ่มเปิดขวดที่สอง และโซดาหมดไปครึ่งลัง ไอ้แม็คชักกล้าที่จะถามไอ้ก้อยเรื่องนี้ ซึ่งทุกคนในวงก็กลั้นใจรอคำตอบเหมือนกัน หลังจากเก็บกันไว้ในใจมาเกือบปี นับตั้งแต่วันที่มันอยู่ด้วยกัน

      “ไม่รู้ว่ะ”  ไอ้ก้อยตอบเสร็จยกแก้วขึ้นจ่อปากแล้วค้างไว้ กลอกตามองพวกเราไปมาก่อนกระดกลงคอจนเหลือแต่น้ำแข็งสองสามก้อนก้นแก้วแล้ววางแก้วลง  เมื่อเห็นเพื่อน ๆ รอบวงยังไม่ละสายตามันก็ส่ายหน้าแล้วถามแบบยิ้ม ๆ ขึ้นมา

      “พวกเอ็งสงสัยเรื่องอะไรกันแน่วะ หรือเป็นห่วงข้า กลัวข้าโดนไอ้เต้ทิ้ง”

      ไอ้ก้อยเข้าประเด็นแบบไม่อ้อมค้อม ทำพวกเราหัวเราะแบบกลบเกลื่อนตาม ๆ กัน แล้วพากันยกแก้วกระดกแก้เขิน เป็นการหลบสายตาไอ้ก้อยไปในตัว ส่วนไอ้เต้ ตัวต้นเรื่องนั่งก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร ทำให้พวกเรายิ่งอยากรู้อยากเห็นมากไปกว่าเดิม
  
      เรื่องอื่น ๆ ของมันทั้งคู่ ไม่จำเป็นต้องไปสืบกับใคร เพราะนับสิบปีที่คลุกคลีกันมา ไส้ใครมีกี่ขดกี่ขดเห็นทะลุปรุโปร่งกันหมดทุกคน และไอ้ก้อยมันก็รู้ว่านิสัยไอ้เต้เป็นยังไง มันยังตกลงปลงใจมาอยู่กินด้วยกัน ข้อนี้พวกเรายิ่งคิดก็ยิ่งงง ผสมกับเรื่องบางอย่างที่เราหวั่น ๆ อยู่ในใจ ว่าถ้ามันทะเลาะกันเราจะเข้าข้างใคร เพราะมันก็เป็นเพื่อนเราทั้งสองคน

      "เอ็งไม่ต้องกลัวหรอก ข้าเอาอยู่”

      ไอ้ก้อยพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ  มือก็ยกขวดโซดาเติมใส่แก้วจนพรายฟองฟู่ขึ้นมาพร้อมกับสีอำพันในนั้นจางลง ก่อนใช้ด้ามช้อนหย่อนลงไปคนคนสองสามครั้ง แล้วเอื้อมมือยกแก้วไอ้เต้มาทำแบบเดียวกัน เสร็จแล้วยกกลับไปวางอย่างเดิม ไอ้เต้หันมายิ้มให้เมีย ก่อนเอื้อมมือคว้าช้อนในชามต้มยำหัวปลา ควานหาเนื้อปลาโดยไม่พูดอะไรอีกตามเคย

      เหตุการณ์ผ่านไปปกติแบบค้านสายตา หลายเดือนต่อมาไม่มีข่าวไอ้เต้ไปทำเจ้าชู้กับใคร หรือหาเรื่องอะไรมาให้ไอ้ก้อยสักเรื่องเดียว ความระแวงของพวกเราค่อย ๆ คลายตัว ความกังวลเริ่มลดลง ดีใจที่ความเป็นเพื่อนยังคงดำเนินต่อไปเหมือนเดิม

      จนกระทั่งโรคระบาดแพร่เข้ามาในบ้านเรา กฎกติกาต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยถูกตั้งขึ้นมา มีการห้ามจำหน่ายสุรา ห้ามมั่วสุมชุมนุมกัน ให้ทุกคนใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อไปในเขตชุมชน และอีกหลายอย่าง ทั้งหมดเป็นข้อห้ามที่เข้มงวด มีบทลงโทษรุนแรง พวกเราจึงจำใจห่างเหินกัน ไม่ได้เจอะเจอกันเหมือนเคย ทำได้แค่โทรคุย เป็นอย่างนี้อยู่หลายเดือน

      การใส่แมสก์ออกจากบ้านเป็นเรื่องดี ป้องกันการติดเชื้อที่กระจายอยู่ในอากาศได้ ทำให้ตัวเองและคนรอบข้างปลอดภัย ถึงแม้หลายคนจะบ่นอึดอัดหายใจลำบาก แต่ก็ต้องยอมทนดีกว่าติดเชื้อแล้วไปนอนรักษาตัวเสียงานไปเป็นเดือน ซึ่งไม่คุ้มกันแน่นอนสู้ทน ๆ ไปก่อนอีกไม่นานวัคซีนก็จะผลิตออกมา ตอนนั้นค่อยเลิกใส่เพราะปลอดภัยแล้วจริง ๆ

      ข้อดีอีกอย่างของการใส่แมสก์ อันนี้ไม่เกี่ยวกับทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่ป้าแอ๋วแม่ค้าในตลาดบอกมา ว่าเมื่อก่อนถ้าเจอลูกค้าจู้จี้จุกจิก แม่ค้าจะบ่นจะพูดอะไรก็ไม่ได้ กลัวลูกค้าได้ยิน หรือถ้าไม่ได้ยินก็มองปากมองสีหน้าออก ต้องฝืนยิ้มไว้ รอจนกระทั่งคุณลูกค้าคล้อยหลังไปแล้วจึงค่อยระบายความในใจออกมา

      แต่หลังจากแม่ค้าใส่แมสก์นั่งขายของ ป้าแอ๋วบอกสบายมาก ใครเรื่องมาก ใครจู้จี้ใส่ ก็ทำตาตี่ ๆ เหมือนกับกำลังยิ้ม ปากก็ มุบมิบ มุบมิบ อย่างสบายใจ ส่วนใครจะอวยพรลูกค้าที่ขี้บ่นยังไงก็แล้วแต่แนวใครแนวมัน แค่อย่าให้มีเสียงลอดออกมาเท่านั้นเป็นพอ

      “แล้วผมเคยโดนมั่งมั้ยป้า”
    
      ผมลองถามแกด้วยความคุ้นเคย เพราะเคยกวน ๆ แกไปหลายทีเหมือนกัน แกดึงแมสลงมาคล้องไว้ใต้คางก่อนพูดเสียงดังฟังชัดว่า

      “อย่างเอ็งต้องถอดแมสก์ด่า ถึงจะสะใจ”

      แล้วแกก็หัวเราะ เอิ้ก เอิ้ก เอิ้ก ด้วยความชอบใจ ก่อนจะดึงแมสก์ขึ้นปิดจมูกไว้อย่างเดิมเมื่อลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามา ส่วนผมก็เดินออกมาจากร้านแกพร้อมกับนึกในใจว่า ไม่น่าไปถามแกเลย  ก่อนจะยิ้ม ๆ แล้วทำปาก มุบมิบ มุบมิบ อยู่ใต้แมสก์ของตัวเอง

      เมื่อเวลาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง การควบคุมโรคร้ายในบ้านเราได้ผลเป็นที่น่าพอใจ การผ่อนคลายมาตรการก็เริ่มทีละอย่าง แต่พวกเราก็เฉย ๆ เพราะมีอย่างเดียวที่สนใจและจดจ่อรอฟังข่าวกันทุกต้นชั่วโมง  

      วันแล้ววันเล่าที่พวกเรารอ จนเริ่มจะอ่อนแรง ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง วันที่ฟ้าเป็นใจ เสียงประกาศชัดเจน พร้อมกับเสียงเฮของคนครึ่งประเทศดังขึ้นมาแทบจะทันที เมื่อทางการอนุญาต ให้จำหน่ายสุรา

      โทรศัพท์ของผม เหมือนจะใช้งานไม่ได้อยู่เกือบห้านาที โทรหาเพื่อนคนไหนก็สายไม่ว่าง โทรหาใครก็ไม่ติด จนกระทั่งพักใหญ่ผ่านไปเมื่อติดต่อกันได้แล้วจึงรู้ว่าเกิดขึ้นเพราะพวกเราต่างคนต่างโทรหากันสวนกันไปสวนกันมานั่นเอง เมื่อได้คุยกันและนัดกันเป็นที่เรียบร้อยว่าเย็นนี้เจอกันที่บ้านไอ้เต้ ผมจึงวางสายแล้วนั่งมองนาฬิกาด้วยความกระวนกระวาย รู้สึกว่าเข็มวินาทีตอนนี้ เดินช้าพอ ๆ กับเข็มนาที

      เมื่อได้เวลานัดผมจึงดิ่งไปที่บ้านไอ้เต้ด้วยความรวดเร็วคล้ายกับบินไป แต่ยังช้ากว่าทุกคน เพราะพอผมไปถึง เพื่อน ๆ ได้นั่งล้อมวงเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกับเหล้าบนโต๊ะหมดไปแล้วครึ่งกลม ผมจึงเข้าไปตรงที่ว่างข้าง ๆ ไอ้แม็ค มันกระเถิบออกหน่อยให้ผมนั่งง่าย ๆ ส่วนมือคว้าแก้วเปล่ามาใบหนึ่ง คีบน้ำแข็งใส่ก่อนรินเหล้าโซดาใส่ แล้วยกวางตรงหน้าผมพร้อมกับผมนั่งลงพอดี

      “ไวเหมือนเดิมนะเอ็ง ไอ้เต้ล่ะ”

      ผมยกแก้วค้างไว้ในมือ ตามองหาเจ้าบ้าน ขณะเพื่อนอีกคนทำบุ้ยปากไปทางหลังบ้าน ผมจึงพยักหน้าแล้วยกแก้วขึ้นจ่อปากก่อนเทน้ำในนั้นลงคอจนหมดด้วยความกระหายที่อดไปเป็นเดือน เมื่อวางแก้วลงแล้วผมส่งเสียงฮ่ายาว ๆ ออกมา ก่อนมองพรรคพวกด้วยตาที่แจ่มใสกว่าเดิม จึงสังเกตเห็นว่าทุกคนดูเงียบ ๆ ไป

(มีต่อครับ) ^^
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่