[CR] STAYCATION : พักผ่อนที่ Waldorf Astoria ราชดำริ ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ของเครือ Hilton

สวัสดีค่ะ วันนี้ขออนุญาตรีวิว โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ราชดำริ ค่ะ

หยุดยาวไม่ได้ไปต่างจังหวัด เลยเอาตัวเองมาพักผ่อนที่โรงแรมใจกลางเมือง 
เพื่อรับบทเป็นลูกครึ่งหนึ่งวัน  "ครึ่งวันกินอีกครึ่งวันนอน" ค่ะ 5555 


 
เราซื้อวอเชอร์ห้องพักจากงาน Luxurious Staycation Fair ที่พารากอน (งานหมดวันที่ 6 กันยายน 2563 )
โดยมีโปรโมชั่น ห้องพัก Deluxe (type ต่ำสุด) ขายในราคา 4,900 บาท วันหยุดเพิ่ม 1,000 บาท
อาหารเช้า 1,400 บาท /2 คน
รวมทั้งหมดเป็น 7,300 บาท (จากราคาเต็มประมาณ 13,000 ++) ค่ะ
 และด้วยความใจดี คุณเซลล์ ได้กรุณาอัพเกรดจาก City View เป็น Park View  (เห็นสนามม้า และ Royal Sport Club) ด้วยค่ะ

วันที่เข้าพักปกติเช็คอินได้ตอนบ่ายสาม แต่ถ้าแจ้งไว้ล่วงหน้าและทางโรงแรมสะดวก ก็สามารถเช็คเข้าก่อนได้ค่ะ ต้องลองโทรถามดู
เราไปตอนประมาณบ่ายโมง จอดรถแบบ Valet Parking เดินลงจากรถไปล๊อบบี้ได้เลย มีพนักงานรับกระเป๋าให้ และนำรถไปจอดให้
First Impression ดีมาก โรงแรมสวย โทนสบายตา 


พนักงานมาต้อนรับพร้อม welcome drink น้ำตะไคร้อัญชันอร่อยสดชื่นมากค่ะ

นั่งรอทำเรื่อง Check in เอาเอกสารทุกอย่างมาให้เซ็นต์ถึงโซฟา ไม่ต้องไปยืนพักขาที่เค้าท์เตอร์
พร้อมกับคำถามจากคุณมิ้นท์ พนักงานคนสวยทะลุ mask ว่า
“คุณผู้หญิงสะดวก Late Check out สัก 4 โมง เย็นมั้ยคะ อยากให้อยู่กับเรานานๆ เหงา”

“โอ๊ยย สะดวกที่สุดเลยค่า” 5555 ตอบอย่างไม่รีรอ

คุณ ออกัส พนักงานอีกท่านเดินไปส่งที่ห้อง พร้อมกับแนะนำ Facility ต่างๆ ของโรงแรมเบื้องต้นให้เรา
คุณเค้าบอกว่า "ปกติโรมแรมมี 171 ห้อง และวันนี้คนก็มาพักเยอะเหมือนกันนะครับ.... 10 ห้อง "
หะ!!! เราก็นึกว่าจัดโปรแล้ว อาจจะมาสัก 50-60 ห้อง
ป่าวเลย 10 ห้องนี่เยอะแล้ว และพรุ่งนี้มี 18 ห้องซึ่งเยอะที่สุดตั้งแต่โรงแรมเปิดหลังจากปิดไปเพราะโควิด  


ก่อนเปิดห้องตรงประตูจะมีป้ายตามภาพแจ้งว่าว่าห้องนี้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคแล้ว
โดยก่อนเปิดประตูให้เราคุณออกัส จะเช็คว่า seal สติ๊กเกอร์ไม่ได้มีการเปิดเข้ามา ในระหว่างที่คลีนเสร็จจนกระทั่งเราเข้าห้อง แต่อย่างใด
เพราะฉะนั้นขอให้มั่นใจในความสะอาด


เข้าห้องปุ๊ป ม่านเปิดปั๊บแบบอัตโนมัต เห็นวิวแบบเต็มตาเพราะผนังเป็นแผ่นกระจกยาวตั้งแต่พื้นจรดเพดาน
เป็นวิวสนามกอล์ฟ/สนามม้า ของ Royal Sport Club ค่ะ
ภายในห้อง ตกแต่งแบบ Contemporary ผสมความโมเดิร์น แต่ก็มีความเป็นไทยตรงตู้ใส่มินิบาร์

ห้องขนาด 50 ตารางเมตร จัด layout ไม่อึดอัด
โทนสีสบายตา เตียงคิงไซส์ ไม่นุ่มมากซึ่งดีสำหรับมนุษย์ออฟฟิศซินโดรมที่ปวดหลังแบบเราค่ะ 555

ในส่วนของหมอน มี Pillow Menu เราเลือกหมอนข้าง เพิ่ม
แต่น้องเหี่ยว ยวบยาบไปหน่อย เลยใช้คนข้างๆ เป็นหมอนข้างแทน 555


ในส่วนของมินิบาร์ ฟรีเฉพาะน้ำปล่า ชา กาแฟ
อื่นๆ มีค่าใช้จ่ายค่ะ 


Welcome Fruit tart และผลไม้ต่างๆ อร่อยดีค่ะ


ทางด้านขวาของเตียงเป็น
Walk in Closet พร้อมตู้เก็บเสื้อผ้า วางประเป๋าเดินทาง

ในส่วนของห้องน้ำ แยกกับ โซนอ่างล้างหน้าและฝักบัวเรนชาวเวอร์ และอ่างอาบน้ำ
ห้องน้ำเป็นแบบ Automatic แบบที่ญี่ปุ่น เข้าห้องน้ำปุ๊ป ฝาชักโครกเปิดปิดเองอัตโนมัติ
และดีงามตรงที่ฉีดตูดแฮนด์ฟรี 5555 แถมมีโปรแกรม เป่าแห้งลมอุ่นๆ ด้วย ชอบบบบบ
(แนะนำให้ลอง เมนู oscillate นะคะเพลินมาก มันสวิงหน้าหลังหน้าหลัง 5555 // เอ๊ะ นี่เรารีวิวละเอียดไปมั้ยคะ)


amenities ในห้องน้ำ แบรนด์ซัล วาทอร์เร่ เฟอร์รามาโม (Salvatore Ferragamo)
ให้มามาตรฐาน แต่จะครบถ้วน สม 6 ดาว กว่านี้ถ้า มีที่มัดผม ชุดโกนหนวด ค่ะ
(เคยนอนโรงแรมที่ญี่ปุ่น ให้โฟมล้างหน้า /Day cream/ Night cream/ sunblock มาด้วยแบบชุดใหญ่เลย ดีสุดๆ)
อ่อ ประทับอีกอย่าง bathrobe (เค้าเรียกว่าชุดคลุมอาบน้ำมั้ยอ่ะ ไม่แน่ใจ) ของที่นี่คือ นุ่มมากกกกก
ผ้าสัมผัสดี บุขนนุ่ม ใส่แล้วอบอุ่น นี่ชอบถึงขนาดเอามาห่มนอนเลยค่ะ

 
ช่วงค่ำเราเดินเท้าไป เซนทรัลเวิร์ด เพราะจะไปช้อปของเซลล์ และทานข้าวเย็น เดินไปเดินกลับสบายมาก
ก่อนนอน แวะ บาร์ ดื่มเบาๆ สักหน่อย อยู่ชั้น 56 ของตึก ซึ่งจะต้องขึ้น ลิฟท์คนละตัวกับลิฟท์ที่ขึ้นไปห้องพักค่ะ
วิวชั้นบนสวย บาร์ดี มีดีเจเปิดเพลง
ค่ำคืนวันหยุดคนจะเยอะสักหน่อย แต่ก็ไม่พลุกพล่านถึงขนาดนั่งชิวไม่มีความสุขค่ะ


2 แก้วอยู่ที่ประมาณ เกือบ 1,000 บาทค่ะ


ข้อดีมากๆ ของห้องที่นี่ คือ หลับได้เต็มตื่น เพราะแม้จะเช้า และด้านนอกมีแสงสว่างแล้ว
แต่ผ้าม่านปิดหน้าต่างกระจกสนิท ห้องเรายังมืดสนิทเหมาะสำหรับคนต้องการนอนยาวๆ
แต่เช้านี้ เราเลือกตื่น 6.30 เพราะมีนัดกับไลน์อาหารเช้าค่ะ 5555

อาหารเช้า ปกติจะเสิร์ฟที่ Front room ชั้นล่าง
ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ จะจัดที่ upper lobby ห้องอาหาร The Brasseries ชั้น 15
เราตั้งใจ ตื่นมาถ่ายรูปไลน์อาหารให้เพื่อนๆ ได้ชมก่อนตอนเช้า แต่ขึ้นมาทานกันจริงๆ ตอน 9.00 นะ
ตอนเช้าก่อน 7 โมง แบบนี้ยังไม่มีแขก เลยขออนุญาตพนักงานถ่ายรูปได้สบายๆ
 (เอาจริง เราไม่อยากถ่ายรูปให้รบกวนแขกท่านอื่นๆ ถ้าเป็นเรา เราก็ไม่ชอบถ้าเราจะตักอาหารแล้วต้องมารอคนอื่นถ่ายรูปเปิดนู่น จัดมุมนู่นนี่อ่ะ)

อาหารเช้า มีตัวเลือกให้พอสมควร ที่อยากทานทุกอย่างมีครบ
เมนูไข่เลือกจากเมนู ala carte แต่สั่งได้เรื่อยๆ
เมนูน้ำผลไม้และกาแฟ เลือกจากเมนู กาแฟอร่อย ลาเต้อาร์ตสวย
น้ำผลไม้ จริง ไม่ปลอมไม่กล่อง มีทั้ง cold pressed และ smoothies ค่ะ ประทับใจการใช้ผลไม้สดที่สุดเลยค่ะ


Cheese and Condiments มีให้เลือกพอสมควร และคุณภาพดีค่ะ
ที่สำคัญมีลูกฟิกส์ในไลน์ คือ เอาใจเราไปเลย ชอบมากกกก (ใครมีแหล่งซื้อลูกฟิกส์บ้างคะ แอบบอกกันหน่อย)
เราชิม Brie / Camembert / Goat cheese / Cream cheese อร่อยทุกอย่าง


ในส่วนของ เบเกอรรี่ มีให้เลือกไม่เยอะแต่อร่อยทุกอย่าง
แพนเค้ก วาฟเฟิล เฟร้นช์โทตส์ ทำใหม่ทุกออเดอร์ ได้ทานร้อนๆ ย่อมดีเสนอ
ครัวซองต์ มัฟฟิ่น อุ่นร้อนให้และเสิร์ฟที่โต๊ะ ไม่ต้องยืนรอ มาพร้อมกับ แยมต่างๆ เนยถั่ว นูเทล่า

สำหรับอาหารไทย/จีน ได้ทานบางอย่าง ส่วนตัวคิดว่ารสชาติธรรมดา ขนมจีบ ซาลาเปา ธรรมดา
ยกเว้นข้าวไข่เจียวโหระพาในเมนูอาลาคาร์ทที่อร่อยมาก กรอบ ฟู ไม่อมน้ำมัน ข้าวสวยใช้หอมมะลิ 




ชอบไลน์ผลไม้ด้วยค่ะ มีเยอะกว่ามาตรฐาน
มะม่วงอร่อยมากกกกกกก เสิร์ฟ portion ละครึ่งลูกกันไปเลย
เอามาทานกับ greek yogurt อร่อยสุดๆ
ชื่อสินค้า:   Waldorf Astoria Bangkok
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่