สวัสดีค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดกับแม่ของหนูนะคะ
เริ่มเรื่องตั้งแต่ พ.ศ.2548 คุณแม่ได้จดทะเบียนสมรสกับพ่อเลี้ยง (พ่อเลี้ยงเคยมีครอบครัวมาก่อน และเงินเดือนของพ่อเลี้ยงก็ต้องโดนหักเงินให้ภรรยาเก่าด้วย) โดยคุณแม่และพ่อเลี้ยงนั้นเป็นข้าราชการทั้งคู่ โดยในปี51 ทั้ง2ท่านได้กู้กันซื้อคอนโด และช่วงต่อมาคุณแม่ได้รับมรดกจากบ้านจำนวนหนึ่ง จึงได้ขยับขยาย ในปี52 คุณแม่และพ่อเลี้ยงจึงขายคอนโดและได้กู้เงินมาซื้อทาวเฮ้าส์ และรถยนต์(อันนี้หนูไม่ทราบรายละเอียดในการกู้นะคะ) ตั้งแต่ได้ย้ายมาอยู่ทาวเฮ้าส์ พอดีกับจังหวะที่พ่อเลี้ยงได้ย้ายที่ทำงานไปอีกสำนักงานหนึ่ง และไม่ค่อยได้กลับบ้าน จนคุณแม่มารู้ทีหลังว่า พ่อเลี้ยงนั้นได้มีเมียน้อย(ซึ่งก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน) ประมาณปี55 เมียน้อยของพ่อเลี้ยงได้ตั้งท้อง และมีลูกด้วยกัน 1 คน(คุณแม่และพ่อเลี้ยงยังจดทะเบียนสมรสกันอยู่นะคะ) ระหว่างนี้คุณแม่และพ่อเลี้ยงได้ขาดการส่งบ้านไป เพราะพ่อเลี้ยงหลอกคุณแม่ว่าส่งบ้านทุกเดือน แต่คุณแม่มารู้ทีหลังตอนที่บ้านกำลังจะโดนยึด คุณแม่เลยได้กู้เงินไปโปะบ้าน ซึ่งคุณแม่ก็เป็นคนสงรถยนต์ด้วย แต่ตั้งแต่พ่อเลี้ยงไม่ค่อยได้กลับบ้าน คุณแม่ก็ไม่ได้เห็นรถคันนั้นอีกเลย ส่วนบ้านนั้น สุดท้ายก็กู้และสู้ไม่ไหว พ่อเลี้ยงจึงบอกแม่ว่าให้เมียน้อยของเขา นั้นจะมาเคาะซื้อบ้านต่อ แต่ยังให้คุณแม่ได้อยู่บ้านนี้ต่อไป เพราะพ่อเลี้ยงบอกคุณแม่ว่าจะจัดการเรื่องเมียน้อยนี้เอง และต่อมาในปี 56-57 คุณแม่และพ่อเลี้ยงได้ทำการหย่ากันได้ 3 วัน และได้จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้ง พ่อเลี้ยงก็ยังไม่ค่อยกลับบ้านอีกเช่นเคย แต่ยังจ่ายค่าน้ำและค่าไฟให้ พ่อเลี้ยงได้ไปอาศัยอยู่กับเมียน้อย จนปี62 มีหมายศาลขับไล่หนูกับแม่ให้ออกจากบ้าน คุณแม่จึงไปตกลงกับพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงบอกจะจัดการเรื่องหมายศาลนี้ให้โดยการ จะเขียนสัญญาเช่าบ้านหลังนี้กับเมียน้อยให้คุณแม่ได้อยู่ต่อไป แต่คุณแม่ไม่เคยเห็นสัญญาเช่านี้เลย มีแค่คำพูดของพ่อเลี้ยงเท่านั้น จนปี63 มีตำรวจมาหาที่บ้าน พร้อมหมายจับแค่หนูกับคุณแม่ เพราะเมียน้อยของพ่อเลี้ยงได้ฟ้องหนูกับแม่ หนูกับคุณแม่ต้องขึ้นศาลและต้องย้ายออกจากบ้านนี้ภายใน1เดือน ปัจจุบันหนูกับคุณแม่ ได้ทำการย้ายออกจากบ้านและคดีได้ยุติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งณ ปัจจุบัน คุณแม่ได้ออกมาเช่าบ้านหลังหนึ่ง และเงินเดือนคุณแม่นั้นแทบไม่เหลือเพราะโดนหักจากการกู้ยืมเงินตั้งแต่ตอนกู้เรื่องบ้าน ส่วนพ่อเลี้ยงนั้นเท่าที่ทราบพ่อเลี้ยงบอกว่าเงินเดือนเขาติดลบ เพราะพ่อเลี้ยงยังโดนหักจากการส่งเสียให้ลูกของภรรยาเก่า และได้กู้เงินมาซื้อคอนโดเพื่อเก็งกำไล แต่ชื่อเจ้าของคอนโดเป็นของเมียน้อย ตั้งแต่ออกจากบ้านหลังเดิมมาเช่าบ้านใหม่ พ่อเลี้ยงไม่เคยเข้ามาดูคุณแม่และช่วยค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านใดๆเลย ตอนนี้คุณแม่จึงแค่อยากให้พ่อเลี้ยงช่วยเรื่องค่าใช่จ่ายแค่ส่วนหนึ่งในการเช่าบ้านในแต่ละเดือนแค่นั้น แต่พ่อเลี้ยงบอกว่าไม่สามารถช่วยได้ ให้คุณแม่ไปฟ้องได้เลย เพราะพ่อเลี้ยงไม่มีเงินและทรัพย์สินอะไรจะให้
คุณแม่จึงอยากจะฟ้องหย่า หรือฟ้องวินัยกับทางราชการ จะสามารถทำได้ไหมคะ และจะสามารถเรียกร้องเงินอะไรได้หรือไม่ ถ้าฟ้องหย่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง ตอนนี้คุณแม่คงไม่มีเงินไปจ้างทนายค่ะ และได้เคยไปปรึกษาสำนักงานทนายความมาแล้ว เขาบอกว่าไม่สามารถฟ้องได้เพราะหมดอายุความ
จะสามารถทำอะไรได้บ้างกับเรื่องนี้
เริ่มเรื่องตั้งแต่ พ.ศ.2548 คุณแม่ได้จดทะเบียนสมรสกับพ่อเลี้ยง (พ่อเลี้ยงเคยมีครอบครัวมาก่อน และเงินเดือนของพ่อเลี้ยงก็ต้องโดนหักเงินให้ภรรยาเก่าด้วย) โดยคุณแม่และพ่อเลี้ยงนั้นเป็นข้าราชการทั้งคู่ โดยในปี51 ทั้ง2ท่านได้กู้กันซื้อคอนโด และช่วงต่อมาคุณแม่ได้รับมรดกจากบ้านจำนวนหนึ่ง จึงได้ขยับขยาย ในปี52 คุณแม่และพ่อเลี้ยงจึงขายคอนโดและได้กู้เงินมาซื้อทาวเฮ้าส์ และรถยนต์(อันนี้หนูไม่ทราบรายละเอียดในการกู้นะคะ) ตั้งแต่ได้ย้ายมาอยู่ทาวเฮ้าส์ พอดีกับจังหวะที่พ่อเลี้ยงได้ย้ายที่ทำงานไปอีกสำนักงานหนึ่ง และไม่ค่อยได้กลับบ้าน จนคุณแม่มารู้ทีหลังว่า พ่อเลี้ยงนั้นได้มีเมียน้อย(ซึ่งก็เป็นข้าราชการเหมือนกัน) ประมาณปี55 เมียน้อยของพ่อเลี้ยงได้ตั้งท้อง และมีลูกด้วยกัน 1 คน(คุณแม่และพ่อเลี้ยงยังจดทะเบียนสมรสกันอยู่นะคะ) ระหว่างนี้คุณแม่และพ่อเลี้ยงได้ขาดการส่งบ้านไป เพราะพ่อเลี้ยงหลอกคุณแม่ว่าส่งบ้านทุกเดือน แต่คุณแม่มารู้ทีหลังตอนที่บ้านกำลังจะโดนยึด คุณแม่เลยได้กู้เงินไปโปะบ้าน ซึ่งคุณแม่ก็เป็นคนสงรถยนต์ด้วย แต่ตั้งแต่พ่อเลี้ยงไม่ค่อยได้กลับบ้าน คุณแม่ก็ไม่ได้เห็นรถคันนั้นอีกเลย ส่วนบ้านนั้น สุดท้ายก็กู้และสู้ไม่ไหว พ่อเลี้ยงจึงบอกแม่ว่าให้เมียน้อยของเขา นั้นจะมาเคาะซื้อบ้านต่อ แต่ยังให้คุณแม่ได้อยู่บ้านนี้ต่อไป เพราะพ่อเลี้ยงบอกคุณแม่ว่าจะจัดการเรื่องเมียน้อยนี้เอง และต่อมาในปี 56-57 คุณแม่และพ่อเลี้ยงได้ทำการหย่ากันได้ 3 วัน และได้จดทะเบียนสมรสกันอีกครั้ง พ่อเลี้ยงก็ยังไม่ค่อยกลับบ้านอีกเช่นเคย แต่ยังจ่ายค่าน้ำและค่าไฟให้ พ่อเลี้ยงได้ไปอาศัยอยู่กับเมียน้อย จนปี62 มีหมายศาลขับไล่หนูกับแม่ให้ออกจากบ้าน คุณแม่จึงไปตกลงกับพ่อเลี้ยง พ่อเลี้ยงบอกจะจัดการเรื่องหมายศาลนี้ให้โดยการ จะเขียนสัญญาเช่าบ้านหลังนี้กับเมียน้อยให้คุณแม่ได้อยู่ต่อไป แต่คุณแม่ไม่เคยเห็นสัญญาเช่านี้เลย มีแค่คำพูดของพ่อเลี้ยงเท่านั้น จนปี63 มีตำรวจมาหาที่บ้าน พร้อมหมายจับแค่หนูกับคุณแม่ เพราะเมียน้อยของพ่อเลี้ยงได้ฟ้องหนูกับแม่ หนูกับคุณแม่ต้องขึ้นศาลและต้องย้ายออกจากบ้านนี้ภายใน1เดือน ปัจจุบันหนูกับคุณแม่ ได้ทำการย้ายออกจากบ้านและคดีได้ยุติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งณ ปัจจุบัน คุณแม่ได้ออกมาเช่าบ้านหลังหนึ่ง และเงินเดือนคุณแม่นั้นแทบไม่เหลือเพราะโดนหักจากการกู้ยืมเงินตั้งแต่ตอนกู้เรื่องบ้าน ส่วนพ่อเลี้ยงนั้นเท่าที่ทราบพ่อเลี้ยงบอกว่าเงินเดือนเขาติดลบ เพราะพ่อเลี้ยงยังโดนหักจากการส่งเสียให้ลูกของภรรยาเก่า และได้กู้เงินมาซื้อคอนโดเพื่อเก็งกำไล แต่ชื่อเจ้าของคอนโดเป็นของเมียน้อย ตั้งแต่ออกจากบ้านหลังเดิมมาเช่าบ้านใหม่ พ่อเลี้ยงไม่เคยเข้ามาดูคุณแม่และช่วยค่าใช้จ่ายในการย้ายบ้านใดๆเลย ตอนนี้คุณแม่จึงแค่อยากให้พ่อเลี้ยงช่วยเรื่องค่าใช่จ่ายแค่ส่วนหนึ่งในการเช่าบ้านในแต่ละเดือนแค่นั้น แต่พ่อเลี้ยงบอกว่าไม่สามารถช่วยได้ ให้คุณแม่ไปฟ้องได้เลย เพราะพ่อเลี้ยงไม่มีเงินและทรัพย์สินอะไรจะให้
คุณแม่จึงอยากจะฟ้องหย่า หรือฟ้องวินัยกับทางราชการ จะสามารถทำได้ไหมคะ และจะสามารถเรียกร้องเงินอะไรได้หรือไม่ ถ้าฟ้องหย่าต้องมีหลักฐานอะไรบ้าง ตอนนี้คุณแม่คงไม่มีเงินไปจ้างทนายค่ะ และได้เคยไปปรึกษาสำนักงานทนายความมาแล้ว เขาบอกว่าไม่สามารถฟ้องได้เพราะหมดอายุความ