สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 2
**********
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. เอกกนิบาต
๑. อปัณณกวรรค
หมวดว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด
๑. อปัณณกชาดก (๑)
ว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภพ่อค้าเกวียนสองคน คนหนึ่งปฏิบัติผิด
คนหนึ่งปฏิบัติถูก ตรัสพระคาถาว่า)
...
...
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=424
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. อาทิตตชาดก (๔๒๔)
ว่าด้วยสิ่งของในเรือนที่ถูกไฟไหม้
(พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอนุโมทนาแด่พระราชาและพระเทวีว่า)
[๖๙] เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ภาชนะใดที่นำออกได้
ภาชนะนั้นก็เป็นประโยชน์แก่เขา
ส่วนภาชนะที่ถูกไฟไหม้ในเรือนนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์เลย
[๗๐] สัตวโลกถูกชราและมรณะแผดเผาอยู่อย่างนี้
ทรัพย์ที่มหาบพิตรทรงนำออกให้ทานเป็นอันทรงนำออกดีแล้ว
(พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลืออีก ๖ องค์ กล่าวอนุโมทนาว่า)
[๗๑] ชนใดให้ทานแก่ท่านผู้ได้ธรรม
บรรลุธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียร
ชนนั้นย่อมพ้นจากนรกเวตรณีของพญายม
แล้วเข้าถึงทิพยสถาน
[๗๒] ทานและการรบ นักปราชญ์กล่าวว่า เสมอกัน
คือ คนแม้มีจำนวนน้อยก็ย่อมชนะคนจำนวนมากได้
ถึงทรัพย์มีจำนวนน้อย หากมีศรัทธาก็ให้ทานได้
เพราะทรัพย์มีจำนวนน้อยนั่นแหละ เขาย่อมมีความสุขในโลกหน้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๘. อัฏฐกนิบาต]
กัจจานิวรรค ๙. อัฏฐานชาดก (๔๒๕)
[๗๓] พระสุคตทรงสรรเสริญการเลือกให้
ท่านเหล่าใดควรแก่ทักษิณามีอยู่ในมนุษยโลกนี้
ทานที่บุคคลถวายในท่านเหล่านี้ย่อมมีผลมาก
เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ดี
[๗๔] ผู้ใดไม่เที่ยวเบียดเบียนหมู่สัตว์
ไม่ทำความชั่ว เพราะกลัวคนอื่นติเตียน
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นซึ่งกลัวการถูกติเตียน
ไม่สรรเสริญผู้กล้าในการถูกติเตียน
เพราะกลัวต่อการถูกติเตียน สัตบุรุษทั้งหลายจึงไม่ทำความชั่ว
[๗๕] บุคคลเกิดเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ
เกิดเป็นเทวดาด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง
และย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูงสุด
[๗๖] ทานท่านสรรเสริญไว้หลายประการก็จริง
แต่ธรรมเท่านั้นประเสริฐกว่าทาน
เพราะแต่ก่อนมา สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญาเท่านั้น
ได้บรรลุนิพพาน
อาทิตตชาดกที่ ๘ จบ
**********
อรรถกถา อธิบายข้อธรรม ศัพท์ที่ยากในพระสูตรนี้
==========
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1180
อรรถกถา อาทิตตชาดก
ว่าด้วย การให้ทานกับการรบ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอสทิสทาน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาทิตฺตสฺมึ ดังนี้.
เรื่องอสทิสทานมีเนื้อความพิสดารในอรรถกถามหาโควินทสูตร.
ก็ในวันที่ ๒ จากวันที่พระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานแล้ว ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศลทรงฉลาดเลือกเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ถวายมหาทานแด่อริยสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลือกถวายทานในเนื้อนาบุญอันสูงยิ่งของพระเจ้าโกศล ไม่น่าอัศจรรย์ โบราณกบัณฑิตก็ได้เลือกเฟ้นแล้ว จึงได้ถวายมหาทานเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
...
...
บทว่า
เนน พฺรหฺมจริเยน ความว่า จะกล่าวในลัทธิภายนอกพระศาสนาก่อน ผลเพียงเมถุนวิรัติและศีล ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างต่ำ บุคคลเกิดในขัตติยตระกูลด้วยอำนาจพรหมจรรย์อย่างต่ำนั้น ผลเพียงอุปจารฌาน ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างกลาง บุคคลเกิดในเทวโลกด้วยพรหมจรรย์อย่างกลางนั้น. สมาบัติแปดเป็นพรหมจรรย์อย่างสูง บุคคลย่อมชื่อว่าบริสุทธิ์เข้าถึงพรหมโลกได้ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงนั้น.
ส่วนในทางพระพุทธศาสนา การประพฤติพรหมจรรย์โดยมุ่งเทวนิกายของผู้มีศีลนั่นแล ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างต่ำ. การยังสมาบัติให้บังเกิดขึ้นของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์นั่นแล ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างกลาง. การที่ภิกษุดำรงอยู่ในปาริสุทธิศีล เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างสูง.
คาถาสุดท้ายมีอรรถาธิบายดังนี้
ดูก่อนมหาบพิตร ได้มีผู้สรรเสริญ คือยกย่องทานโดยส่วนมากก็จริง แต่ถึงกระนั้น ธรรมบทซึ่งเป็นส่วนแห่งธรรม กล่าวคือสมถวิปัสสนาก็ดี กล่าวคือพระนิพพานก็ดี ประเสริฐกว่าทาน.
เพราะเหตุไร?
เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อน คือในภัทรกัปนี้ มีพระกัสสปทศพล เป็นต้น หรือในกาลก่อนกว่านั้นอีก มีพระเวสสภูทศพล เป็นต้น ท่านมีปัญญา เจริญสมถวิปัสสนา ได้บรรลุถึงพระนิพพานทีเดียว.
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์พรรณนาอมตมหานิพพานแด่พระราชาด้วยอนุโมทนาคาถาอย่างนี้ แล้วกล่าวสอนพระราชาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วไปที่อยู่ของตนๆ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
แม้พระราชา พร้อมด้วยพระอัครมเหสี ก็ได้ถวายทานจนตลอดพระชนมายุ. ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปสู่สวรรค์.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า แม้ในกาลก่อน บัณฑิตก็ได้เลือกถวายทานด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว
พระสมุททวิชยาเทวี ได้เป็น มารดาพระราหุล
พระเจ้าเภรุวราช คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘
----------------------------------------------------------
===========
ปล. พรหม บางครั้งนับว่าเป็นเทพประเภทหนึ่ง บางครั้งจึงรวมในคำว่า เทวดา
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
_____________
ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. เอกกนิบาต
๑. อปัณณกวรรค
หมวดว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด
๑. อปัณณกชาดก (๑)
ว่าด้วยการปฏิบัติไม่ผิด
(พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรารภพ่อค้าเกวียนสองคน คนหนึ่งปฏิบัติผิด
คนหนึ่งปฏิบัติถูก ตรัสพระคาถาว่า)
...
...
https://84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=27&siri=424
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๘. อาทิตตชาดก (๔๒๔)
ว่าด้วยสิ่งของในเรือนที่ถูกไฟไหม้
(พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอนุโมทนาแด่พระราชาและพระเทวีว่า)
[๖๙] เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ภาชนะใดที่นำออกได้
ภาชนะนั้นก็เป็นประโยชน์แก่เขา
ส่วนภาชนะที่ถูกไฟไหม้ในเรือนนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์เลย
[๗๐] สัตวโลกถูกชราและมรณะแผดเผาอยู่อย่างนี้
ทรัพย์ที่มหาบพิตรทรงนำออกให้ทานเป็นอันทรงนำออกดีแล้ว
(พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลืออีก ๖ องค์ กล่าวอนุโมทนาว่า)
[๗๑] ชนใดให้ทานแก่ท่านผู้ได้ธรรม
บรรลุธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียร
ชนนั้นย่อมพ้นจากนรกเวตรณีของพญายม
แล้วเข้าถึงทิพยสถาน
[๗๒] ทานและการรบ นักปราชญ์กล่าวว่า เสมอกัน
คือ คนแม้มีจำนวนน้อยก็ย่อมชนะคนจำนวนมากได้
ถึงทรัพย์มีจำนวนน้อย หากมีศรัทธาก็ให้ทานได้
เพราะทรัพย์มีจำนวนน้อยนั่นแหละ เขาย่อมมีความสุขในโลกหน้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๗ หน้า : ๒๙๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๘. อัฏฐกนิบาต]
กัจจานิวรรค ๙. อัฏฐานชาดก (๔๒๕)
[๗๓] พระสุคตทรงสรรเสริญการเลือกให้
ท่านเหล่าใดควรแก่ทักษิณามีอยู่ในมนุษยโลกนี้
ทานที่บุคคลถวายในท่านเหล่านี้ย่อมมีผลมาก
เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ดี
[๗๔] ผู้ใดไม่เที่ยวเบียดเบียนหมู่สัตว์
ไม่ทำความชั่ว เพราะกลัวคนอื่นติเตียน
บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นซึ่งกลัวการถูกติเตียน
ไม่สรรเสริญผู้กล้าในการถูกติเตียน
เพราะกลัวต่อการถูกติเตียน สัตบุรุษทั้งหลายจึงไม่ทำความชั่ว
[๗๕] บุคคลเกิดเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ
เกิดเป็นเทวดาด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง
และย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูงสุด
[๗๖] ทานท่านสรรเสริญไว้หลายประการก็จริง
แต่ธรรมเท่านั้นประเสริฐกว่าทาน
เพราะแต่ก่อนมา สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญาเท่านั้น
ได้บรรลุนิพพาน
อาทิตตชาดกที่ ๘ จบ
**********
อรรถกถา อธิบายข้อธรรม ศัพท์ที่ยากในพระสูตรนี้
==========
https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1180
อรรถกถา อาทิตตชาดก
ว่าด้วย การให้ทานกับการรบ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอสทิสทาน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาทิตฺตสฺมึ ดังนี้.
เรื่องอสทิสทานมีเนื้อความพิสดารในอรรถกถามหาโควินทสูตร.
ก็ในวันที่ ๒ จากวันที่พระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานแล้ว ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศลทรงฉลาดเลือกเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ถวายมหาทานแด่อริยสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลือกถวายทานในเนื้อนาบุญอันสูงยิ่งของพระเจ้าโกศล ไม่น่าอัศจรรย์ โบราณกบัณฑิตก็ได้เลือกเฟ้นแล้ว จึงได้ถวายมหาทานเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
...
...
บทว่า
ส่วนในทางพระพุทธศาสนา การประพฤติพรหมจรรย์โดยมุ่งเทวนิกายของผู้มีศีลนั่นแล ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างต่ำ. การยังสมาบัติให้บังเกิดขึ้นของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์นั่นแล ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างกลาง. การที่ภิกษุดำรงอยู่ในปาริสุทธิศีล เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าพรหมจรรย์อย่างสูง.
คาถาสุดท้ายมีอรรถาธิบายดังนี้
ดูก่อนมหาบพิตร ได้มีผู้สรรเสริญ คือยกย่องทานโดยส่วนมากก็จริง แต่ถึงกระนั้น ธรรมบทซึ่งเป็นส่วนแห่งธรรม กล่าวคือสมถวิปัสสนาก็ดี กล่าวคือพระนิพพานก็ดี ประเสริฐกว่าทาน.
เพราะเหตุไร?
เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อน คือในภัทรกัปนี้ มีพระกัสสปทศพล เป็นต้น หรือในกาลก่อนกว่านั้นอีก มีพระเวสสภูทศพล เป็นต้น ท่านมีปัญญา เจริญสมถวิปัสสนา ได้บรรลุถึงพระนิพพานทีเดียว.
พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์พรรณนาอมตมหานิพพานแด่พระราชาด้วยอนุโมทนาคาถาอย่างนี้ แล้วกล่าวสอนพระราชาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วไปที่อยู่ของตนๆ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
แม้พระราชา พร้อมด้วยพระอัครมเหสี ก็ได้ถวายทานจนตลอดพระชนมายุ. ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปสู่สวรรค์.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า แม้ในกาลก่อน บัณฑิตก็ได้เลือกถวายทานด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว
พระสมุททวิชยาเทวี ได้เป็น มารดาพระราหุล
พระเจ้าเภรุวราช คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘
----------------------------------------------------------
===========
ปล. พรหม บางครั้งนับว่าเป็นเทพประเภทหนึ่ง บางครั้งจึงรวมในคำว่า เทวดา
แสดงความคิดเห็น
พรหมจรรย์ อย่างกลาง-สูง เป็นเช่นไร ?