คนทำงานในระบบบริษัทเอกชน เป็นลูกจ้าง บางครั้งก็ไม่ค่อยมีทางเลือกชีวิตเท่าไหร่นัก
.
.
เริ่มทำงานตอนอายุ 20 กว่า ต้องคอยทะเยอทะยาน ถีบให้ตัวเองก้าวหน้า เพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะถ้าไม่สามารถถีบก็จะโดนคนอื่นคอยถีบ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ และเด็กรุ่นใหม่ๆที่เข้ามา
.
.
ทำงานได้สักพัก ก็เริ่มผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ตามตำราที่เขาว่าต่อกันมา ว่าจะลำบากตอนนี้ สบายตอนแก่ พอเริ่มผ่อน ก็เริ่มหยุดไม่ได้ หยุดทำงานไม่ได้, หยุดทำ OT ไม่ได้, หยุดให้ตัวเองได้พักไม่ได้, หยุดให้ตัวเองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆก็ไม่ได้, หยุดทบทวน เพื่อหาสิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆก็ไม่ได้, ทุกอย่างหยุดไม่ได้เพราะคำว่า หนี้ ที่ริดรอนอิสระ (ความเชื่อใครความเชื่อมัน ห้ามไม่ได้ ไม่ผิด)
.
.
พออายุเลข 3 ไฟก็เริ่มมอด ไอความทะเยอทะยานตอนจบมาใหม่ๆ คงโดนลมพัดดับไป เพราะมาเจอกับอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงโคตรยาก แบบต้องถอนรากถอนโคนกันทั้งระบบ แถมจะเปลี่ยนได้ไม่ได้ไม่ได้อยู่ที่เราอย่างเดียว แต่อยู่ที่เจ้าของเขาด้วย จนหลายคนเริ่มถอดใจ พอถอดใจก็เริ่มทำงานไปวันๆ พอให้มีชีวิตใช้หนี้ต่อไปได้ เพราะไม่รู้จะไปทางไหน
.
.
หากได้ลองทำแบบสำรวจ ว่าทุกวันนี้งานตำแหน่งที่ทำอยู่ ทำเพราะอยากทำ หรือต้องทำ มากกว่า 70 % ผมคิดว่าคงตอบอย่างหลัง ก็มันจะมีสักคนกี่คน ที่หลงไหลงานธุรการที่อยู่กับเอกสารเดิมๆ หลงไหลในงานจัดซื้อที่วันๆต้องกดราคาจากซัพพลายเออร์ หลงไหลในการคุมเครื่องจักรที่ทำงานเพียงแค่ตามออเดอร์ที่เขาสั่งมา เรายอมรับอย่างหนึ่งเลยว่า งานส่วนใหญ่ในบริษัท มันไม่ใช่งานที่ชวนทำ สนอง Need เท่าไหร่นัก เพียงแค่มันไม่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะ และมันหางานง่าย ได้เงินดี เราจึง “ต้องทำ ไม่ใช่อยากทำ”
.
.
พอเลข 3 ปลายๆ คนที่ยังวนอยู่ที่เดิมในระดับ จนท. ก็จะเริ่มโดนกดดันจากทั้งเจ้านาย ที่เริ่มมองคนเหล่านี้ว่าเป็นต้นทุน เพราะเงินเดือนสูง แต่เริ่มแข่งขันกับเด็กจบใหม่ไม่ได้ ที่ทั้งเงินเดือนต่ำและมีทักษะใหม่ๆ และอายุพอเลย 35 ปี ตำแหน่ง จนท. ไปที่ไหน เขาก็แทบจะปิดประตูไล่ ถ้าไม่เจ๋งจริง คราวนี้ก็ต้องทน ทนโดนด่า ทนแรงกดดัน อย่างไม่มีทางเลือก จะลาออก ต่อรองอะไรก็ไม่ได้ เพราะหันหลังไป มีทั้งลูก มีทั้งหนี้สินรออยู่ การลาออกของคนวัยนี้ไม่ง่ายเหมือนวัยเริ่มต้นเลย
.
.
และพอเข้าเลข 4 ก็เริ่ม Shut down ทุกอย่าง อย่าหวังการเปลี่ยนแปลงจากคนวัยทำงานวัยนี้เลย เพราะน้อยคนนักจะพร้อม ไม่เชื่อลองไปเปลี่ยนวิธีการทำงานของเขาดูสิ หลายคนแทบจะเดินหนีไม่คุยด้วย เพราะอะไรละ เพราะเคยชินกับสิ่งเดิมที่ทำซ้ำๆมาเป็นสิบปี เพราะ ในวันที่มีโอกาสเสี่ยงเขาเลือกไม่เสี่ยง เพราะมองว่าความมั่นคงคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เปล่าเลยความมั่นคงนั่นแหละที่ฆ่าเขา มันเหมือนน้ำเย็นที่ค่อยๆร้อนขึ้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว และคิดว่ามันคือความสบาย กว่าจะรู้ตัวว่าน้ำมันร้อน ก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงให้กระโจนหนีไปไหนได้อย่างอิสระเสรีแล้ว
.
.
พอเข้าเลข 5 ก็เตรียมตัวโดนเลิกจ้าง เจ็บที่สุดคือ บางบริษัทห่วยๆ ใช้ลูกเล่นให้เขาออกมาโดยไม่จ่ายเงินเกษียณให้เขาสักบาท เจอบริษัทดีหน่อยก็ยังได้เงินมาตั้งหลักใช้ชีวิต เหมือนชีวิตเขาเหล่านั้นจะได้เริ่มต้นชีวิตของตนเองสักที ก็วันที่หลุดออกมาจากคำว่า ลูกจ้างประจำ
.
.
ปล.เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของตนเอง จากที่เห็นมาเจอมา จากคนรอบตัวในที่ต่างๆเท่านั้น และก็คิดว่าการเป็นลูกจ้างก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกกรณี เพียงแค่เรารู้เท่าทัน ไม่ฝากชีวิตทั้งหมดไว้ที่ใคร ไม่ตกเป็นทาสของมันโดยเฉพาะ ภาระหนี้สิน
ทำงานประจำเป็นลูกจ้าง..เพราะอยากทำ หรือต้องทำ?
.
.
เริ่มทำงานตอนอายุ 20 กว่า ต้องคอยทะเยอทะยาน ถีบให้ตัวเองก้าวหน้า เพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะถ้าไม่สามารถถีบก็จะโดนคนอื่นคอยถีบ ด้วยตำแหน่งหน้าที่ และเด็กรุ่นใหม่ๆที่เข้ามา
.
.
ทำงานได้สักพัก ก็เริ่มผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ตามตำราที่เขาว่าต่อกันมา ว่าจะลำบากตอนนี้ สบายตอนแก่ พอเริ่มผ่อน ก็เริ่มหยุดไม่ได้ หยุดทำงานไม่ได้, หยุดทำ OT ไม่ได้, หยุดให้ตัวเองได้พักไม่ได้, หยุดให้ตัวเองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆก็ไม่ได้, หยุดทบทวน เพื่อหาสิ่งที่ตนเองต้องการจริงๆก็ไม่ได้, ทุกอย่างหยุดไม่ได้เพราะคำว่า หนี้ ที่ริดรอนอิสระ (ความเชื่อใครความเชื่อมัน ห้ามไม่ได้ ไม่ผิด)
.
.
พออายุเลข 3 ไฟก็เริ่มมอด ไอความทะเยอทะยานตอนจบมาใหม่ๆ คงโดนลมพัดดับไป เพราะมาเจอกับอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงโคตรยาก แบบต้องถอนรากถอนโคนกันทั้งระบบ แถมจะเปลี่ยนได้ไม่ได้ไม่ได้อยู่ที่เราอย่างเดียว แต่อยู่ที่เจ้าของเขาด้วย จนหลายคนเริ่มถอดใจ พอถอดใจก็เริ่มทำงานไปวันๆ พอให้มีชีวิตใช้หนี้ต่อไปได้ เพราะไม่รู้จะไปทางไหน
.
.
หากได้ลองทำแบบสำรวจ ว่าทุกวันนี้งานตำแหน่งที่ทำอยู่ ทำเพราะอยากทำ หรือต้องทำ มากกว่า 70 % ผมคิดว่าคงตอบอย่างหลัง ก็มันจะมีสักคนกี่คน ที่หลงไหลงานธุรการที่อยู่กับเอกสารเดิมๆ หลงไหลในงานจัดซื้อที่วันๆต้องกดราคาจากซัพพลายเออร์ หลงไหลในการคุมเครื่องจักรที่ทำงานเพียงแค่ตามออเดอร์ที่เขาสั่งมา เรายอมรับอย่างหนึ่งเลยว่า งานส่วนใหญ่ในบริษัท มันไม่ใช่งานที่ชวนทำ สนอง Need เท่าไหร่นัก เพียงแค่มันไม่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะ และมันหางานง่าย ได้เงินดี เราจึง “ต้องทำ ไม่ใช่อยากทำ”
.
.
พอเลข 3 ปลายๆ คนที่ยังวนอยู่ที่เดิมในระดับ จนท. ก็จะเริ่มโดนกดดันจากทั้งเจ้านาย ที่เริ่มมองคนเหล่านี้ว่าเป็นต้นทุน เพราะเงินเดือนสูง แต่เริ่มแข่งขันกับเด็กจบใหม่ไม่ได้ ที่ทั้งเงินเดือนต่ำและมีทักษะใหม่ๆ และอายุพอเลย 35 ปี ตำแหน่ง จนท. ไปที่ไหน เขาก็แทบจะปิดประตูไล่ ถ้าไม่เจ๋งจริง คราวนี้ก็ต้องทน ทนโดนด่า ทนแรงกดดัน อย่างไม่มีทางเลือก จะลาออก ต่อรองอะไรก็ไม่ได้ เพราะหันหลังไป มีทั้งลูก มีทั้งหนี้สินรออยู่ การลาออกของคนวัยนี้ไม่ง่ายเหมือนวัยเริ่มต้นเลย
.
.
และพอเข้าเลข 4 ก็เริ่ม Shut down ทุกอย่าง อย่าหวังการเปลี่ยนแปลงจากคนวัยทำงานวัยนี้เลย เพราะน้อยคนนักจะพร้อม ไม่เชื่อลองไปเปลี่ยนวิธีการทำงานของเขาดูสิ หลายคนแทบจะเดินหนีไม่คุยด้วย เพราะอะไรละ เพราะเคยชินกับสิ่งเดิมที่ทำซ้ำๆมาเป็นสิบปี เพราะ ในวันที่มีโอกาสเสี่ยงเขาเลือกไม่เสี่ยง เพราะมองว่าความมั่นคงคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด เปล่าเลยความมั่นคงนั่นแหละที่ฆ่าเขา มันเหมือนน้ำเย็นที่ค่อยๆร้อนขึ้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว และคิดว่ามันคือความสบาย กว่าจะรู้ตัวว่าน้ำมันร้อน ก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงให้กระโจนหนีไปไหนได้อย่างอิสระเสรีแล้ว
.
.
พอเข้าเลข 5 ก็เตรียมตัวโดนเลิกจ้าง เจ็บที่สุดคือ บางบริษัทห่วยๆ ใช้ลูกเล่นให้เขาออกมาโดยไม่จ่ายเงินเกษียณให้เขาสักบาท เจอบริษัทดีหน่อยก็ยังได้เงินมาตั้งหลักใช้ชีวิต เหมือนชีวิตเขาเหล่านั้นจะได้เริ่มต้นชีวิตของตนเองสักที ก็วันที่หลุดออกมาจากคำว่า ลูกจ้างประจำ
.
.
ปล.เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของตนเอง จากที่เห็นมาเจอมา จากคนรอบตัวในที่ต่างๆเท่านั้น และก็คิดว่าการเป็นลูกจ้างก็ไม่ได้แย่ไปซะทุกกรณี เพียงแค่เรารู้เท่าทัน ไม่ฝากชีวิตทั้งหมดไว้ที่ใคร ไม่ตกเป็นทาสของมันโดยเฉพาะ ภาระหนี้สิน