เรื่องสั้น 'เอ็นวายกู' NYKU: New York Kitchen University ตอนที่ 15

'เอ็นวายกู' NYKU; New York Kitchen University ตอนที่ 15: จินตนาการสำคัญกว่าการเรียนรู้
 
          จินตนาการสำคัญกว่าการเรียนรู้’ ประโยคนี้ใครหลายคนคงเคยได้ยิน มันเป็นประโยคอมตะที่ ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะบุรุษของโลกกล่าวเอาไว้ จะว่าไปแล้วมันเป็นประโยคที่เด็กเกรียน ๆ ขี้เกียจจะเรียนหนังสือ (อย่างผม) เอามาใช้งัดกับคุณครูหลายครั้ง และแน่นอนว่า คุณครูไม่เชื่อ! คุณครูเป็นใคร ไม่เชื่อไอสไตน์ได้ยังไงครับ? (ฮ่า) อันที่จริงก็ไม่ใช่ว่าคุณครูจะผิดสักทีเดียวและก็ไม่ใช่ว่าผมหรือไอสไตน์จะถูกซะทั้งหมด สมมติว่า มีจินตนาการแต่ไม่มีความรู้ มันจะไปทำอะไรได้ อย่างเช่น พวกสายมโน วาดภาพเก่งในหัวเก่ง แต่ไม่มีฝีมือในการวาดภาพ เพราะไม่ได้เรียนและไม่ได้ฝึกฝน อันนี้ก็คงได้แต่สวยในหัวเท่านั้น กลับกันมีความรู้ แต่ไม่มีจินตนาการ ก็ลองไปดูที่เด็กไทยได้เลย เคาะตามบล็อก เรียนออกมาเหมือนกันเป๊ะ ๆ ความรู้ท่วมหัว...เอาตัว (แทบ) ไม่รอด ส่วนถ้าพวกที่ไม่มีจินตนาการและไม่มีความรู้... ก็ไปดูเอาในสภาแล้วกันนะ เอิ๊ก ๆ แต่ทำไมพวกนี้ได้บริหารประเทศตลอดเลย และแถมรวยเอา ๆ กันจัง เอ๊ะ หรือผิดที่รัฐธรรมนูญ หรือไอสไตน์จะผิด! เฮ๊ย ออกทะเลไปซะแล้ว กลับมาเข้าเรื่องการเรียนรู้ตามชื่อตอนดีกว่าครับ และแน่นอนว่าหนึ่งในการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับกะเหรี่ยงต่างชาติอย่างผมก็คือ ‘ภาษาอังกฤษ’
 
          “ภาษาอังกฤษ...ง่ายนิ๊ดเดียว” วลีนี้คงเคยได้ยินกัน ที่พระแอนดรู เอ๊ย ไม่ใช่! พี่แอนดรู บิ๊กต่างหากล่ะ พี่แอนดรู ฝรั่งตาน้ำข้าวที่พูดไทยชัดเปรี๊ยะ (ชัดกว่าดาราไทยหลายคนล่ะ) ที่แต่ก่อนมากับเกร็ดความรู้ภาษาอังกฤษ 1 นาทีก่อนข่าวภาคค่ำ ผมเคยดูอยู่หลายตอนนะ แต่จำไม่ได้สักกะอย่าง 555 คือ แกสอนดีนะ เอาเกร็ดความรู้มาสอนตอนละหนึ่งนาที เข้าใจว่าค่าออนแอร์มันแพง ทำรายการยาว 5 นาที 10 นาทีไม่ไหวหรอก ยิ่งพวกรายการที่มีสาระแบบนี้แล้วด้วยเนี่ย แต่ภาษาอังกฤษมันมีอะไรมากกว่านั้นมว๊ากกก..... (ก.ไก่อีกสี่หมื่นตัว) ขนาดอยู่ที่นิวยอร์กพ่นสเน็ค ๆ ฟิช ๆ มาสิบกว่าปี เรียนจบใบเซอร์ ได้ปริญญามาแล้วเนี่ย ยังยอมรับแบบหน้าไม่อายเลยว่า ภาษาอังกฤษทุกวันนี้ยังแค่พอตัว เอาตัวรอดได้ไปวัน ๆ แต่ที่สำคัญคือ ภาษาไทยก็ห่วยลงอีกต่างหาก 555 เอ๊ะ นี่กูโง่...หรือกูโง่มากวะเนี่ย!
 
          ตอนนี้ระหว่างที่นิวยอร์กยังปิดโรงเรียนอยู่เพราะพิษโควิท นักเรียนต้องเรียนหนังสือออนไลน์กัน แทนที่จะไปวิ่งเล่นที่โรงเรียนเวลาโรงเรียนเปิด เด็กเล็กหลายคนก็เปลี่ยนมาวิ่งเล่นในร้าน เสียงดังโครมครามไปหมด อยากจะไล่ก็ไล่ไม่ได้ เพราะเป็นพวกลูกเจ้าของร้าน ลูกเชฟใหญ่กันทั้งนั้น แถมที่สำคัญคือต้องมาเลี้ยงแทนเขาอีก กูล่ะเพลีย! นอกจากเด็ก ๆ ที่บ่นกันว่า อยากกลับไปโรงเรียนแล้ว ผู้ใหญ่หลายคนก็บ่นกันแบบน้ำตานองหน้าว่า เปิดโรงเรียนทีเถิดพ่อคู๊ณ ให้ทำสองอย่าง ดูแลลูกกับดูร้านไปด้วย มันเหนื่อยมาก ไม่ไหวแล้ว (ว่าแล้วก็โยนไอแพดให้ลูกเล่น ลูกเงียบทันที ตึ่งโป๊ะ!)
 
          พูดถึงโรงเรียนก็ชวนให้นึกถึงสมัยที่เพิ่งมาถึงนิวยอร์ก ตอนนั้นด้วย วีซ่า F-1 ผมก็ต้องไปเรียนคอร์สภาษาอังกฤษของคนต่างชาติที่เราเรียกว่า ESL ย่อมาจาก English for Second Language ที่ก่อนจะเข้าเรียนต้องมีการสอบวัดระดับกันก่อนว่าใครเก่งระดับไหน จะได้จัดลงห้องเรียนกันให้ลงตัว ให้เหมาะสมกับระดับภาษาของตัวเอง
 
          การสอบวัดระดับเข้าเรียนของโรงเรียนก็ง่าย ไม่ต้องมี ONet, ไม่ต้องเอาคะแนนเฉลี่ย สามปี สี่ปีมาคำนวณ ไม่มีเงินแป๊ะเจี๊ยะ หรือเงินบำรุงห้องสมุดยุทโธปกรณ์ หรืองบซื้อเครื่องบินสำหรับ VIP อะไรให้มันปวดตับ โดยมีข้อสอบให้สองแบบ แบบแรกคือ multiple choice, A B C D อันนี้ง่ายครับ พวกแกรมม่านั่นแหละ past tense, present tense, verb ช่องสอง ช่องสาม ที่เรา ๆ ท่องกันเป็นนกแก้วนกขุนทองตอนเด็กไง ว่าไปแล้วเด็กไทยเรา แกรมม่าน่าจะแข็งกว่าหลาย ๆ ประเทศนะครับ ก็เราเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาลยันจบมหา’ ลัย เวลาเราดูหนัง ดูซี่รี่ย์ต่างชาติก็ต้องซาว์ดแทรค ซับไทย เพลงฝรั่งมากมายก็ติดหู ติดชาร์ตบ้านเราเต็มไปหมด แต่...นั่นไม่ใช่ผมครับ เพราะผมจำไม่ได้เลย พวก past tense, future tense เนี่ย มันคืออะไร? ปัจจุบันกูยังไม่มีเลย แล้วกูจะไปรู้เรื่องของอนาคตได้ยังไงวะ MATAFAKA!
 
          ข้อสอบแบบที่สองก็คือข้อเขียนครับ อันนี้เปิดกว้างเป็น Free style ผมจำได้ว่า เขาเอาเป็นรูปภาพมาให้เราเขียนเล่าเป็นเรื่องราวอะไรก็ได้ ในรูปเป็นผู้หญิงสาวยืนโบกรถ (Hitchhiker) กับรถยนต์ที่มีคนขับเป็นชายหนุ่ม อันนี้เข้าทางผมเลย เก่งอยู่แล้วนี่เรื่องสร้างภาพ ปั้นน้ำเป็นตัวเนี่ย 555 ด้วยวิญญาณนักนิเทศศาสตร์ จินตนาการก็หลั่งไหลพรั่งพรูออกมาเหมือนเขียนบทหนังเลยครับ ผมเล่าว่า ภาพสองภาพที่เห็น มันเป็นเรื่องของผู้หญิงสาววัยรุ่นชื่อ เจน (20)  กำลังจะไปตามหาแฟนหนุ่มที่นิวยอร์ก เจนไม่มีเงินเลยจะใช้การโบกรถไป เจอวัยรุ่นชาย โจ (22)  จะไปตามหาความฝันที่นิวยอร์กเหมือนกัน บังเอิญขับรถผ่านและได้รับเจนร่วมเดินทางไปด้วยกัน โดยเริ่มจากแอลเอ (ไม่ใช่ร้อยเอ็ดนะ) มาจาก Los Angeles ซึ่งอยู่เกือบซ้ายสุดของอเมริกา ส่วนนิวยอร์กอยู่เกือบขวาสุด คือ เป็นหนังโรดทริปโบกรถข้ามประเทศ โดยทั้งคู่ได้ใช้เวลาร่วมกันทำกิจกรรมอะไรหลาย ๆ อย่าง สุดท้ายเมื่อขับถึงนิวยอร์กก็แยกจากกัน ตอนจากกันก็ไม่ได้ขอเบอร์กันไว้ ตอนนั้นปี 2007 ไม่มี Instagram ไม่รู้จัก Facebook มีแต่ Hi5! แล้วตอนเจนหันหลังเดินจากไป โจก็หันหน้ามา พอโจหันหน้าไป เจนก็หันหน้ามามอง สลับไปมา ๆ คือประมาณหนังน้ำเน่าอ่ะนะ ยังงงเลยว่า ภาพแค่ผู้หญิงโบกรถ ผู้ชายขับรถเนี่ย กูเล่าเรื่องไปขนาดนั้นได้ยังไงวะ ส่วนคำศัพท์ที่ผมใช้ก็คำทื่อ ๆ ซ้ำ ๆ ไปมาน่ะแหละ เพราะว่าคลังคำศัพท์ในหัวมันขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว เลเวลความรู้ผมน่าจะสักเลเวลสาม เลเวลสี่ เป็นโนวิท ตัวน้อย ๆ เท่านั้นเอง แต่เลเวลจินตนาการผมน่าจะเวล 99 สูงสุด เท้าเรืองแสงไปแล้ว 555
 
          ผลสรุปออกมาคือ ระดับภาษาอังกฤษของผมคือ เลเวล 4 จากสูงสุดเลเวล 10 ครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าผมจะได้เลเวลนี้ สงสัยเจ้าหน้าที่คงเห็นว่าให้ภาพมันไปแค่ 2 ช่อง แต่มันจิ้นเขียนเรื่องได้ยาวขนาดนี้ จะให้มันเรียนเลเวล 2 ตามแกรมม่ามันก็กะไรอยู่ อ่ะ ๆ ให้มันเลเวล 4 แล้วกัน สงสัยได้ค่าน้ำหมึก (ฮ่า) ซึ่งเลเวล 4 นี่แหละ ที่พาให้ผมได้เจอกับเพื่อนต่างชาติคนแรกของผม เราสนิทกันอย่างรวดเร็วและกลายเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยาวนานมาเกินทศวรรษยันทุกวันนี้ เพื่อนผมคนนี้เขาเป็นคนญี่ปุ่น ชื่อ “ริว”
 
          หากลองจินตนาการคิดถึงชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น ผมก็จะนึกถึงดาราวัยรุ่นที่เคยเห็นสมัยก่อนอย่างทาคุยะ คิมุระ ผิวสีแทน ตัวสูง 180 กว่า ๆ ไหล่กว้าง หล่อคมเข้ม หรืออาจจะเป็นอย่างโซริมาจิ ทาเคชิ ที่เล่นเรื่อง G.T.O. ที่หน้าแบบ Bad Boy โคตรเท่ห์ประมาณนั้น แต่ทั้งหมดที่ว่ามา ไอ้ริวไม่มีเล๊ย (เสียงสูง) แถมตรงกันข้ามกับพวกนั้นทั้งหมดเสียอีก 555 (ขอเผาหน่อยนะเพื่อน อาริกาโต๊ะ!)
 
          ริวเป็นชายหนุ่มร่างเล็กขนาดกระทัดรัดประมาณ 153 ผิวขาวซีดเหมือนคนป่วย ผอมแกร็น แถมหน้าออกจะหวาน ๆ คือถ้าใส่วิกผมยาว ก็พอจะหลอกว่าเป็นผู้หญิงได้อยู่ เป็นคนที่พูดเก่งมากขนาดกล่อมลิงให้หลับได้ คือ ริวหาเรื่องมาพูดได้ตลอดทั้งวัน และเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมาก จัดแบบวันละซองสองซองเลย (นี่ซิญี่ปุ่นของจริง) ซึ่งดูไปแล้ว ริวไม่มีอะไรเหมือนกับผมเลยสักกะอย่าง เพราะผมเป็นคนตัวโต ไม่ค่อยพูดเยอะ แบบกลัวเจ็บคอ แต่เพราะอะไรไม่รู้ที่ดลใจให้เราได้เจอกันและสุดท้ายก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันแบบรวดเร็วและยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้
 
          ริวเป็นเด็กหนุ่มที่ให้ความสำคัญกับจิตนการมากกว่าการเรียนรู้ โดยตอนเรียนจบมัธยมปลาย ริวเลือกที่ไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เลือกที่จะใช้ Gap Year ออกเดินทางเพื่อคนหาว่าตัวเองอยากทำอะไร อยากเรียนอะไร โดยใช้เงินส่วนตัวที่เก็บมาตั้งแต่เริ่มวางแผนในรั้วมัธยมต้น ผ่านมาสองปี ริวท่องเที่ยวในเอเชียและยุโรปมาแล้วมากกว่า 20 ประเทศ และนั่นเป็นสมัยที่ยังไม่มีสมาร์ทโฟน กูเกิลคืออาราย ไม่รู้จัก เวลาเที่ยวต้องเปิดแผนที่กับหนังสือทัวร์เอา และที่สำคัญคือ มันไปตัวคนเดียว! ได้ยินแล้วก็ได้แต่ร้องว่า HERE อายว่ะ ประเทศที่พัฒนาแล้วมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ต่างกับประเทศแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังวัดความสำเร็จของลูกหลานด้วยการเข้าเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยดัง ๆ อยู่เลย เอิ่ม...
          “ทำไมตอนจบมัธยม นายไม่เข้ามหาลัยวะ” ผมเคยถามริวครั้งหนึ่ง
          “อา...โน (โปรดทำเสียงสำเนียงญี่ปุ่นเพื่ออรรถรสในการอ่าน) เราอยากออกไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอ อยากจะรู้จักตัวเองก่อนว่าอยากทำอะไร จากนั้นค่อยมาคิดเอาว่าจะเอาไงต่อ การเรียนต่อมันเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งของชีวิตเท่านั้น” ริวตอบมาอย่างเท่ห์ อุเทน เฮ้ย นี่เมิงไม่ได้ตอบสร้างภาพ เลียนแบบนักการเมืองบ้านกูใช่ไหมเนี่ย
          “แล้วตอนนี้รู้แล้วหรือยังว่าอยากทำอะไร” ผมถาม
          “อืม ตอนนี้เรารู้แล้ว เราอยากเป็นสองอย่าง หนึ่งคือเป็นนักการเมือง” ริวตอบเสียงเข้ม ซึ่งผมก็เห็นด้วย แถมเหมาะกับคาแรคเตอร์พูดมากของริวด้วย ก่อนจะเล่าต่อว่า
          “อีกอย่างคือ ถ้าไม่ได้เป็นนักการเมืองก็อยากจะเป็น Comedian” ริวบอก เล่นเอารถผ้าป่าผมแทบคว่ำ เดี๋ยว ๆ อยากเป็นนักการเมืองหรือไม่ก็นักแสดงตลกเนี่ยนะ มันเกี่ยวกันตรงไหนวะ แต่แอบแนะนำว่าต้องไปเรียนที่เมืองไทยเลย เพราะตัวตลกเป็นนักการเมือง ได้ทั้งสองอย่าง เอิ๊ก ๆ
ส่วนตอนนี้ริวอยากจะเข้ามหา’ ลัยแล้ว แต่ริวอยากปรับระดับภาษาก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เพราะหลังจากที่ไปท่องเที่ยวเปิดโลกมาสองปีก็รู้ว่าระดับภาษาของตัวเองนั้นต้องเพิ่มเติม โอ้ มายด์ ก็อต! และแล้วผมก็ได้คำตอบในเรื่องของจินตนาการและการเรียนรู้ คือ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากันหรอกครับ จินตนาการและการเรียนรู้มันก็ควรที่จะใช้ผลักดันกันและกันให้ก้าวไปข้างหน้าต่อไป จินตนาการช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ เมื่อเรียนรู้เข้าใจแล้วก็กลับไปหาจินตนาการต่อเพื่อต่อยอดความรู้ต่อไป สรุป ไอสไตน์ถูกครึ่ง คุณครูถูกครึ่ง เสมอกันไป! 555
 
          หลังจากนั้นผมกับริว ก็กลายเป็นคู่หูดูโอ้ ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ เจอผมที่ไหน เจอริวที่นั่น แต่เราไม่ใช่สายวายนะ บอกไว้ก่อน 555 และหลังจากนั้นไม่นานเราก็ได้สมาชิกเพิ่มอีกหนึ่งคน จนเรากลายเป็น 3 หนุ่มบอยด์แบนด์ โดยสมาชิกใหม่เป็นโอปป้าชื่อ ‘เค’ ที่มาพร้อมกับเรื่องราวรักแรกของผมในนิวยอร์ก
 
อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่