[ PART 1 ] พัฒนาการตัวละคร ปรินทร์ รับบทโดย เข้มหัสวีร์ #โซ่เวรี EP1-3

สวัสดีค่ะ หลังจากกระทู้ที่ดิฉันพูดถึงความสามารถของน้องเข้มครั้งก่อน
ดิฉันคิดว่าดิฉันคงมีโอกาสได้เขียนกระทู้ถึงน้องมากขึ้นในอนาคต
และวันนี้ดิฉันตั้งใจมาเขียนถึงพัฒนาการตัวละคร ปรินทร์ ที่รับบทโดย เข้มหัสวีร์ ในโซ่เวรี
ดิฉันตั้งใจจะเขียนกระทู้นี้ตั้งแต่ 3 ตอนแรกที่ออกอากาศไป แต่ยังหาโอกาสดีๆไม่ได้
แต่ตอนนี้พอมีเวลาบ้างดิฉัน จึงตัดสินใจรวบรวมพัฒนาการตัวละคร ปรินทร์
ตั้งแต่ตอนแรกถึงตอนที่ 3 มาขยายความและวิเคราะห์ให้เพื่อนๆชาวพันทิปได้พูดคุยสนทนากัน
 
ตอนที่ 1 : รักแรกพบ – โหยหารัก – คะนึงถึง
  
รักแรกพบ   ปรินทร์ เป็นนักธุจกิจหนุ่มนักเรียนนอกที่กลับมาเมืองไทยเพื่อช่วยเหลืองานคุณพ่อของเขา ในระหว่างที่พักผ่อนปรินทร์ได้พบกับสาวสวยคนหนึ่ง ที่ทำให้เขาตกหลุมรักเข้าอย่างจัง แต่ด้วยความเข้าใจผิดทำให้เขาคิดว่าสาวสวยที่เขาชอบนั้นเป็น ‘ผู้หญิงขายตัว’ ทำให้เกิดค่ำคืนที่เร้าร้อนพร้อมกับความรักที่ค่อยๆก่อตัวขึ้น 
            ฉากนี้น้องเข้มแสดงได้ชวนลุ่มหลงเมามายไปกับคืนพิสวาทเป็นอย่างมาก บอกตามตรงว่าฉากเลิฟซีนสุดดุเดือดทำดิฉันตาพร่าไปหลายวัน และดิฉันชอบฉากเปิดตัวของปรินทร์ในตอนที่ได้พบกับมิตาครั้งแรก สายตาน้องเข้มสื่อได้ถึงความเจ้าชู้ขี้เล่นตามประสาชายหนุ่มเนื้อหอม เป็นสายตาที่ถ้าใครได้สบตาก็อาจจะทำตัวไม่ถูกหรืออาจจะต้องไปลบหลังเพื่อนเพราะทนสายตาแพรวพราวนั้นไม่ไหว
 
โหยหารัก   ปรินทร์ เติบโตมากับครอบครัวที่ไม่อบอุ่น เขาเป็นลูกเมียน้อยของชัชชัย ชีวิตแม่ลูกต้องหลบซ่อนจากสังคมหมู่มาก เขาต้องไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกกับแม่สองคนเหตุผลก็เพราะคำว่า ‘บ้านเล็ก’ และนั่นทำให้เขาขาดความอบอุ่นจากครอบครัว เขาไม่เคยนับพ่อเป็นพ่อ การกลับมาเมืองไทยครั้งนี้เพียงทำตามความต้องการของแม่ที่พ่อเป็นคนไปขอร้องให้กลับมาช่วยงานเท่านั้น
            ปรินทร์เป็นพระเอกอีกคนหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกสงสารและเห็นใจ เขาไม่เคยเชื่อในรักเพราะครอบครัวไม่เคยทำให้เขาเห็นความรักที่แท้จริงเป็นเช่นไร แต่เมื่อเขาได้พบกับมิตาความรักที่เขาคิดว่าไม่มีจริงก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าราวกับอยากสอนให้เขาได้รู้จักรักแท้
            ดิฉันรู้สึกว่าพาร์ทครอบครัวน้องเข้มทำได้ไม่เลว การต้องไปอยู่ในวงล้อมที่เต็มไปด้วยครอบครัวอีกครอบครัวหนึ่งของพ่อ มันไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยังต้องปิดบังคนอื่นๆเรื่องที่ปรินทร์เป็นลูกอีกคนของชัชชัยด้วย เวลาที่น้องเข้มเข้าฉากกับคุณบิ๊ก มันมีความตึงเครียด ต่อต้าน และหัวรั้น เมื่อไหร่ที่ปรินทร์โดนภรรยาเอกอย่าง นันทวัน ดูถูกเหยียดหยาม ลึกๆปรินทร์คงรู้สึกน้อยใจและเสียใจที่ชัชชัยไม่เคยปกป้องเขาได้อย่างเต็มปาก ดิฉันคิดว่ามันไม่ง่ายนักที่จะแสดงออกมาให้คนรู้สึกเห็นใจปรินทร์ แต่น้องเข้มก็ทำมันออกมาได้ดี
 
คะนึงถึง   ปรินทร์ ไม่ได้เจอกับมิตาอีกเลยจนเวลาล่วงเลยผ่านไป 3 ปีเต็ม แต่ในหลายๆครั้งปรินทร์ก็ยังคงคิดถึงและตามหามิตาอยู่ตลอด สิ่งเดียวที่ปรินทร์ทำได้ในตอนนั้นคือกลับไปที่ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับเธอ ชายหนุ่มเจ้าสำราญกลับกลายเป็นชายหนุ่มฝังใจเฝ้าคอยสาวน้อยในคืนนั้นไปเสียแล้ว
            คืนแรกยากจะตัดใจ ใช้คำนี้คงจะไม่มากเกินไป ดิฉันคิดว่าน้อยคนที่จะประสบพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่เมื่อได้เห็นปรินทร์ในร่างที่ถอดเปลือกนักธุรกิจออก เป็นปริ้นซ์ชายหนุ่มที่กำลังมีความรักมันก็พอเข้าใจมุมมองของเขาได้ ในตอนแรกฉากนี้อาจจะออกมาไม่เยอะ แต่ทุกครั้งที่ออกมาแค่น้องเข้มพูดว่า คุณหายไปไหน คุณอยู่ที่ไหน น้ำเสียงที่ใช้มันกลับทำให้เข้าใจความรู้สึกของปรินทร์ได้อย่างดี แบบนี้คงเรียกได้ว่า น้อยแต่มาก
 

ตอนที่ 2 : พบกันอีกครั้ง – สัญชาตญาณความเป็นพ่อ - อกหักซ้ำซ้อน 
 
พบกันอีกครั้ง  ปรินทร์ ได้เจอกับมิตาอีกครั้งตามแผนที่มิตาวางไว้ 3 ปีที่ออกตามหาในที่สุดก็ได้พบกันเสียที ปรินทร์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไปอีกเป็นครั้งที่สอง เขาชวนมิตาออกเดทอย่างจริงจัง ทั้งยังให้เกียรติเธอในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นการแก้ตัวจากเหตุการณ์ร้ายๆในอดีต แต่เขาไม่รู้เลยว่าความรักที่เขาให้เธอนั้นจะแพ้ความแค้นที่เธอรอคิดบัญชี
            ฉากหวานเรียกมดเหมือนจะหวานแต่ก็ขมในความรู้สึกของดิฉัน เพราะความรักมันก่อเกิดขึ้นในใจไม่เท่ากัน คนหนึ่งรักมากเหลือเกิน อีกคนทั้งรักทั้งแค้น เลยทำให้ความหวานมันขม น้องเข้มแสดงออกว่า ‘คลั่งรัก’ ได้แสนน่ารักเหมือนเด็กหาของรักของหวงเจอ เป็นนักแสดงอีกคนที่ใช้สายตาได้เก่งมาก เสียงหวานนุ่มละมุนไพเราะเสนาะหูเวลาคุยกับมิตาก็ทำให้ดิฉันเคลิ้มไปเหมือนกัน 
 
สัญชาตญาณความเป็นพ่อ ปรินทร์ ถูกแม่ไหว้วานให้เอาของเล่นมาให้นิกกับรีน่า มิตาเมื่อรู้ว่าปริ้นซ์คือคนเดียวกับปรินทร์ผู้ชายที่เธอเกลียด ทำให้เธอต้องให้พี่เลี้ยงปลอมตัวเป็นเธอไปออกหน้าแทน และเป็นครั้งแรกที่ปรินทร์ได้เจอกับลูกชายลูกสาวตัวเป็นๆหลังจากที่คุยกันผ่านทาง Face Time มานาน แม้ปรินทร์จะไม่รู้ว่านั่นคือลูกแท้ๆของตัวเองก็ตาม
            เป็นอีกฉากหนึ่งที่สะเทือนใจและอบอุ่นหัวใจในเวลาเดียวกัน น้องเข้มดูเข้ากับเด็กๆได้ดี เวลาเข้าฉากด้วยกันทำให้ดิฉันรู้สึกว่าปรินทร์สามารถเป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบให้ลูกๆได้ ฉากนี้ผู้กำกับทำให้คนดูได้เห็นมุมอ่อนโยนของปรินทร์ที่มีต่อลูกของเขา ถึงแม้ในตอนนั้นปรินทร์จะยังไม่รู้ว่าเด็กสองคนนี้เป็นลูกของตัวเอง แต่สัญชาตญาณความเป็นพ่อมันเกิดขึ้นอย่างง่ายดายเมื่อพ่อลูกได้มาเจอกัน 
 
อกหักซ้ำซ้อน  ปรินทร์ ถูกมิตาปั่นหัวสองครั้งสองครา และครั้งสุดท้ายดูจะทำให้ปรินทร์เสียสูญจนตั้งตัวไม่ทัน เมื่อโดนมิตาบอกเลิกทั้งยังถูกใช้คำพูดเสียดแทงบาดลึกเหมือนกับช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่มีความหมาย สิ่งเดียวที่พึ่งได้คงมีแต่ของมึนเมาและเพื่อนปรับทุกข์อย่างคุณกันย์ที่คอยอยู่เคียงข้าง
            ดิฉันออกตัวว่าสงสารปรินทร์มาก หนุ่มคลั่งรักที่โดนหักอกจนต้องกินเหล้าย้อมใจมันช่างน่าสงสารและน่าเวทนา ไม่มีใครประสบความสำเร็จในความรักในครั้งแรก เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่ากัน น้องเข้มเล่นได้น่าสงสารและอีกมุมก็มีความตลกเข้ามาแทรก ดวงตาแดงก่ำกับคำพูดตัดพ้อที่ระบายกับคุณกันย์นั้น ทำให้คนดูรู้สึกได้ว่าปรินทร์รักและลุ่มหลงในตัวมิตามากแค่ไหน

 
ตอนที่ 3 : รู้ความจริง - ใจกลางความเจ็บปวด - เริ่มแผนการ
รู้ความจริง   ปรินทร์ ได้รับรู้ความจริงว่ามิตาคือคู่แข่งทางธุรกิจ และที่ผ่านมามิตาหลอกใช้มาล้วงเอาความลับกับเขา ทำให้ปรินทร์โกรธมิตาถึงขึ้นบุกไปหาเรื่องถึงบริษัท ความเสียใจ น้อยใจ โกรธแค้นถูกเอาออกมาใช้หมดในวันนี้ ปรินทร์ด่าทอเหยียดหยามมิตา พร้อมกับประกาศสงครามว่านับตั้งแต่นี้เราจะได้เห็นดีกัน กงล้อความแค้นจึงเริ่มหมุนขึ้น
            ฉากนี้เล่นดีทั้งน้องเข้มและน้องมุกดา บทเชือดเฉือนดุเดือด ถ้าเกิดว่าทะเลาะกันปกติดิฉันคงไม่มีความประทับใจมากนัก แต่ที่ดิฉันประทับใจฉากนี้เพราะไม่ใช่แค่บทพูดที่ดี การแสดงของน้องเข้มก็แปลกตาและสร้างความแปลกใจให้กับใครหลายๆคน เวลาที่เราโกรธหรือเสียใจมากๆมันไม่ใช่แค่ขึ้นเสียงตะคอก ทำสายตาดุร้าย แต่ความโกรธมันแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาได้เช่นกัน ขอบตาแดงๆของน้องเข้มที่ดิฉันเห็นแล้วสงสารจับใจนั้น มันทำให้ดิฉันอารมณ์แปรปรวนตามไปด้วย เพราะไม่ว่ามองมุมไหนทั้งคู่ก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน น้องเข้มแสดงฉากนี้ได้น่าประทับใจสำหรับดิฉันมาก เป็นอีกฉากหนึ่งที่ดิฉันดูซ้ำเกิน 3 รอบ
 
ใจกลางความเจ็บปวด   ปรินทร์ ไม่เพียงโกรธแค้นแต่ความรักก็ทำให้ปรินทร์สับสนในความรู้สึกของตัวเองอีกด้วย หลังจากที่ประกาศสงครามกับมิตาไป ความโกรธยังคงอยู่ แต่ความเสียใจก็ไม่เสื่อมคลาย และความรักก็ค่อยๆเกาะลึกอย่างช้าๆ ทุกครั้งที่อยู่คนเดียวต่อให้ปรินทร์จะโกรธมิตาแค่ไหน แต่ความคิดถึงเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิตาเองก็เช่นกัน
            ดิฉันชอบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผู้กำกับและทีมตัดต่อใส่ลงไป บางฉากไม่ต้องมีคำพูดใดๆแต่สื่ออารมณ์ให้เข้าใจได้ในทันที ฉากที่ปรินทร์โทรหาคุณแม่และคิดถึงมิตาก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่บทพูดน้อยแต่เล่นอารมณ์คนดูอยู่หมัด น้องเข้มเล่นฉากดราม่าเก่งขึ้นมาก อาจจะเพราะเรื่องนี้ฉากเครียดๆเยอะทำให้น้องได้ฝึกไปในตัวด้วย 
 
เริ่มแผนการ   ปรินทร์ ตัดสินใจในทันทีหลังจากที่โศกเศร้ามานาน ถ้ามิตาอยากเล่นเกมปรินทร์ก็จะลงเล่นเกมเป็นเพื่อน ปรินทร์จึงบุกไปถึงหน้าบ้านมิตาแล้วให้มิตาออกมาคุยกันจริงๆจังๆอย่างเป็นทางการ มิตาทีแรกไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับปรินทร์อีกแต่เมื่อเจอคำพูดทำร้ายจิตใจเข้ามากๆเกมครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น
            ถ้าใครดูตอนที่ 3 แล้วคงจะจำฉากที่ปรินทร์ไปยืนอยู่หน้าบ้านมิตาได้ ใครๆต่างบอกว่าปรินทร์โรคจิต เป็นสต็อกเกอร์ ดิฉันเองก็รู้สึกแบบเดียวกัน เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับอีกเช่นเคย ที่ใส่รายละเอียลูกเล่นให้ปรินทร์ดูเป็นหนุ่มกวนประสาท เจ้าเล่ห์จอมแผนการ สำหรับดิฉันปรินทร์ในลุคนี้ดูเร้าใจมากค่ะ น้องเข้มเอง เสียงพูดมีการไล่ระดับปรับเปลี่ยนโทนเสียงไปตามอารมณ์ทำให้ชวนดูมากยิ่งขึ้น การใส่อารมณ์ใส่โทนเสียงที่เหมาะกับบทก็ทำให้ฉากๆหนึ่งมีมิติได้มากยิ่งขึ้น และน้องเข้มก็ทำได้ดีกับฉากนี้เช่นกันค่ะ 



 
จบไปแล้วกับ 3 ตอนแรก จริงๆดิฉันตั้งใจจะเขียนตอนที่ 4 รวมเข้าในกระทู้นี้ด้วยแต่มันดูจะหนักเกินไป จึงจะรวบยอดตอนที่ 4-6 ในกระทู้ถัดไป หากใครชื่นชอบบทปรินทร์ หรือชื่นชอบน้องเข้มในบทปรินทร์ก็สามารถมาพูดคุยกันได้ค่ะ ดิฉันอาจจะไม่ได้เข้ามาตอบแต่ดิฉันเฝ้ารอที่จะอ่านความคิดเห็นที่หลากหลายของชาวพันทิปอยู่ค่ะ
 
อาจมีคำผิดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และจะปรับปรุงเนื้อหาในกระทู้ถัดไป
ขอบพระคุณที่สละเวลาในการอ่าน 
 
            
            
 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่