JJNY : นายกส.ทนายเฉลย ท่อน้ำเลี้ยง"ปชช.ปลดแอก"/ธุรกิจปิดตัว-หนี้เสีย-ตกงานพุ่ง/ทั่วโลกป่วยโควิด22.8ล./ติดเชื้อใหม่1

'นายกสมาคมทนาย' เฉลยท่อน้ำเลี้ยงม็อบประชาชนปลดเเอก
https://www.matichon.co.th/politics/news_2316434


 
‘นายกสมาคมทนาย’ เฉลยท่อน้ำเลี้ยงม็อบปลดเเอก คือกับดักรธน.60
 
นายกสมาคมทนายเฉลยท่อน้ำเลี้ยงม๊อบปลดเเอก คือกับดักรธน.60 ที่สร้างความ อึดอัดเเละความล้มเหลวยุติธรรมจนเป็นจุดเสื่อมถอยของรัฐบาล
 
เมื่อวันที่ 21 ส.ค.63 นาย นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊คถึง
 
กรณีการเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนปลดแอก เพื่อเรียกร้อง ให้หยุดคุกคามประชาชน ยุบสภา และ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รวมทั้งการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของนักเรียนในโรงเรียนต่าง ๆ ทั้ง การชู 3 นิ้วและ การผูกโบว์ขาว เพื่อแสดงการถึงการต่อต้าน [เผล่ะจัง] โดยฝ่ายรัฐบาลก็ได้ออกมากล่าวหาว่า มีกลุ่มสนับสนุน และต่อท่อน้ำเลี้ยง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุมในครั้งนี้
 
ผมในฐานะส่วนตัว ขอแสดงความคิดเห็นว่าแท้จริงแล้วผู้ที่อยู่เบื้องหลังอันเป็นต้นเหตุให้เกิดการชุมนุม การต่อต้าน [เผล่ะจัง] ของประชาชน นักศึกษา และนักเรียน ก็คือ
 
1. รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560
 
ผลพวงของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2560 ซึ่งมีที่มาจากความไม่เป็นประชาธิปไตย และผ่านการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญด้วยการปิดปาก จับกุมดำเนินคดีผู้เห็นต่าง รวมทั้งการมี สว.แต่งตั้ง 250 เสียง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการสืบทอดอำนาจ พิษของรัฐธรรมนูญนี้ทำให้เกิดผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน ส่งผลให้เกิดรัฐบาลผสมที่ไร้เสถียรภาพ การบริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ทำให้เศรษฐกิจ สังคม การเมืองตกต่ำ ประชาชน ทุกข์ยาก ลำบาก แสนเข็ญ ซึ่งถือเป็นกับดักของรัฐธรรมนูญและเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประเทศเสื่อมถอย ไม่เป็นประชาธิปไตย และขัดกับหลักนิติธรรม สร้างภาระหนักอันส่งผลลบต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน
 
2. ระบบยุติธรรมเสื่อมถอยไร้มาตรฐาน ประชาชนขาดศรัทธาและความเชื่อถือ
 
3. การคุกคาม ข่มขู่ ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนผู้เห็นต่าง
 
จากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่า การชุมนุมในครั้งนี้ มีประชาชนเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ที่ต้องเสียสละอดทน ตากแดดฝน เสี่ยงต่อภยันตรายจากผู้ไม่หวังดี และการปราบปรามของรัฐบาล ก็เพียงเพื่อต้องการประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์กลับคืนมาเท่านั้น รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องหาสาเหตุ มากล่าวอ้างว่า ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นท่อน้ำเลี้ยง หรือให้การสนับสนุนผู้ชุมนุมในครั้งนี้แต่อย่างใด เพราะ ต้นเหตุและปัญหาที่แท้จริง มันคือ การที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เบื่อหน่าย อึดอัด และรับไม่ได้ ในความล้มเหลวของรัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
 
ฉะนั้น การชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิไตย และต่อต้าน [เผล่ะจัง]ของประชาชน ในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของประเทศ จึงถือเป็นการหาทางออกให้ประเทศ การร่วมมือ ร่วมใจ ของภาคสังคมและประชาชน คือการรณรงค์ เพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง อันจะเป็นการเดินหน้าสู่การปลดล็อค เพื่อให้ประชาชนได้กำหนดกติกาในการอยู่ร่วมกัน เกิดฉันทามติ เพื่อให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
 
https://www.facebook.com/lawyerassn/photos/a.688469154518613/3437559489609552/


 
ธุรกิจปิดตัว-หนี้เสีย-ตกงานพุ่ง สภาพัฒน์ห่วง “อาชีพอิสระ” 16 ล้านคน
https://www.prachachat.net/economy/news-508647
 
ผลกระทบจาก “โควิด-19” ทุบเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 2 ดิ่งลึกถึง -12.2% ต่อปี ใกล้เคียงกับวิกฤตต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจหดตัว -12.5% ต่อปี ส่งผลให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ประเมินปี 2563 ว่าเศรษฐกิจไทยจะหดตัวอยู่ที่ -7.5% ต่อปี (คาดการณ์ระหว่าง -7.8 ถึง -7.3%) จากเดิมที่คาดหดตัว -5.5% ต่อปี
 
นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า เศรษฐกิจที่หดตัวในไตรมาส 2 ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของเศรษฐกิจโลก เนื่องมาจากการระบาดของโรคโควิด-19 กดดันต่อภาวะเศรษฐกิจไทย “เต็มไตรมาส” และจะเป็นไตรมาสที่ “ต่ำสุด” ของปีนี้แล้ว แต่ยังไม่ถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ เนื่องจากยังติดลบน้อยกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยหดตัว -9.7% โดย สศช.คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 3-4 นี้ไปเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ จากความหวังเรื่อง “วัคซีน” ที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ (เปิดเมือง) การเบิกจ่ายของภาครัฐ และการปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก
 
“สศช.ประมาณการจีดีพีไทยทั้งปีนี้จะหดตัวอยู่ที่ -7.5% โดยจะอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งการระบาดน่าจะอยู่ในวงจำกัดภายในไตรมาส 4 ปีนี้ และไม่มีการระบาดรุนแรงรอบ 2 เกิดขึ้น”
 
อุ้ม “เอสเอ็มอี” ป้องกันหนี้เสียลาม
 
โดยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 2 “หดตัวแทบทั้งสิ้น”ไม่ว่าจะเป็นการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่หดตัว -6.6% การลงทุนรวมหดตัว -8% การส่งออกสินค้าและบริการหดตัวสูงถึง-28.3% การนำเข้า -23.3% ด้านการผลิตภาคเกษตรหดตัว -3.2% ส่วนการผลิตนอกภาคเกษตรหดตัว -12.9% ขณะที่ในภาคบริการหดตัวสูงถึง -12.3%
 
มีเครื่องยนต์เดียวที่ช่วยพยุงก็คือ การอุปโภคภาครัฐ ที่เพิ่มขึ้น 1.4% และการลงทุนภาครัฐที่โต 12.5% เนื่องจากมีการเร่งรัดการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ และการใช้เม็ดเงินเยียวยาประชาชนฐานรากวงเงิน 5,000 บาทต่อเดือน
 
“ตัวแปรเหล่านี้จะเป็นตัวพยุงจีดีพีปีนี้ต่อไปได้ เนื่องจากรัฐบาลยังมีวงเงินกู้ที่เหลืออยู่อีกกว่า 3 แสนล้านบาทในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ”
 
เลขาธิการ สศช.ระบุว่า แนวทางในการบริหารเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีต้องโฟกัสมาตรการต่าง ๆ ที่ออกไปแล้ว เพื่อแก้ปัญหาและเยียวยาประชาชนจากวงเงิน 9.2 หมื่นล้านบาทที่อนุมัติแล้ว ต้องเร่งรัดการดำเนินการให้ถึงกลุ่มเป้าหมายและต้องไม่ให้หนี้เสีย (NPL) ในภาคธุรกิจลามไปถึงสถาบันการเงินได้
 
นอกจากนั้น ภาคธุรกิจที่ยังมีปัญหาการฟื้นตัว อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการต่อเนื่อง ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีก็จะต้องมีการดูแลเป็นพิเศษต่อไป รวมไปถึงการขับเคลื่อนการส่งออก ปัญหาด้านภัยแล้งและการจัดการน้ำ เพื่อให้ไม่เกิดผลกระทบต่อผลผลิตภาคการเกษตร และคงต้องดูแลบรรยากาศทางการเมืองในประเทศด้วย เพราะหากเกิดความวุ่นวายจะเกิดปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจได้
 
รับมือเสี่ยงตกงานอีก 1.7 ล้านคน
 
นายทศพรกล่าวว่า สถานการณ์จ้างงานในไตรมาส 2 ผู้มีงานทำมีจำนวน 37.1 ล้านคน ขณะที่มีจำนวนผู้ว่างงาน 7.5 แสนราย คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.95% เพิ่มขึ้น 1 เท่าจากอัตราว่างงานปกติ และเป็นอัตราการว่างงานสูงที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2552 โดยสาเหตุหลักของการว่างงานมาจากสถานที่ทำงานเลิกจ้าง/ปิดกิจการ หรือหมดสัญญาจ้าง
 
โดยมีแรงงานในภาคเกษตรว่างงานเพิ่มขึ้น 0.3% และนอกภาคเกษตรกรรมว่างงานเพิ่มขึ้น 2.5% โดยกลุ่มนอกภาคเกษตรกรรม พบว่าแรงงานในอุตสาหกรรมก่อสร้างมีการปลดคนงานมากที่สุดเพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่ฝั่งการผลิตและสาขาโรงแรม-ภัตตาคารว่างงานเพิ่มขึ้น 4.4% และ 2.8% ตามลำดับ
 
ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ว่างงาน 7.5 แสนรายดังกล่าวเป็นตัวเลขโดยรวม ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผู้ขอใช้สิทธิรับประโยชน์กรณีว่างงานตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 33 พบว่ายังมีทั้งสิ้นแค่ 4.2 แสนราย อย่างไรก็ดี แรงงานในระบบที่ตกอยู่ในความเสี่ยงว่างงานในอนาคตมีทั้งสิ้น 1.7 ล้านคน เนื่องจากคนกลุ่มนี้คือผู้ที่ปัจจุบันยังมีสถานะเป็นผู้มีงานทำ แต่สถานประกอบการประสบเหตุสุดวิสัยไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ ซึ่งก็มีการปรับลดเงินหรือรายได้ลง
 
“ดังนั้น ภาพรวมผู้ตกงานจึงน่าจะอยู่แค่ 2.18 ล้านราย สำหรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดคนตกงานสูงถึง 8 ล้านรายนั้น จะเกิดขึ้นในกรณีการระบาดโควิด-19 ลากยาวและมีความรุนแรงจนต้องปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เราเป็นห่วงมากก็คือ กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ 16 ล้านคน ซึ่งยังได้รับผลกระทบอยู่ เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา บางธุรกิจปิดตัวลงจึงต้องหามาตรการเพื่อช่วยเหลือต่อไป”
 
“หนี้ครัวเรือน” นิวไฮ-เอ็นพีแอลพุ่ง 23%
 
เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวด้วยว่า ในด้านหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีของไทย ล่าสุดปรับขึ้นมาอยู่ที่ 80.1% ในไตรมาสแรกปีนี้ “สูงสุดในรอบ 4 ปี” โดยมีมูลค่าถึง 13.48 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% ขณะที่คุณภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ณ ไตรมาส 1/2563 แตะ 1.56 แสนล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้นถึง 23.6% คิดเป็นหนี้เสียต่อหนี้สินรวมทั้งหมด 3.23% เพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในไตรมาสก่อนหน้า
 
“หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นแต่เป็นสัดส่วนที่ยังรับได้ ซึ่งมองว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะลดลงได้เมื่อเศรษฐกิจภาพรวมกลับมาฟื้นตัวขึ้น” นายทศพรกล่าว
แอร์ไลน์เจ๊งดันหนี้เสียธุรกิจขยับ
 
ขณะที่ นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตัวเลขหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 3.09% โดยมียอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ 5.09 แสนล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรก 3.04% ซึ่งมียอดคงค้างอยู่ที่ 4.96 แสนล้านบาท ส่วนแนวโน้มครึ่งปีหลังคาดว่าเอ็นพีแอลน่าจะทรงตัว หรือปรับเพิ่มขึ้นได้อีกเล็กน้อย
 
“เอ็นพีแอลที่ขยับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ที่สำคัญมาจากธุรกิจสายการบินขนาดใหญ่รายหนึ่งที่หนี้ตกชั้นเป็นเอ็นพีแอล ทำให้เอ็นพีแอลภาพรวมของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียในระยะข้างหน้าคงไม่แตกต่างไปจากตอนนี้มากนัก ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เชิงป้องกัน และธนาคารพาณิชย์ก็มีวิธีบริหารจัดการหนี้ เช่น การตัดหนี้สูญ หรือการปรับโครงสร้างหนี้เฉพาะจุดมากขึ้น”
 
โดยพบว่า “สินเชื่อธุรกิจ” เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ 3.07% จาก 2.97% ในไตรมาสแรก ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคเอ็นพีแอลปรับลดลงทุกประเภทสินเชื่อ ผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่าง ๆ
 
“หลายคนห่วงว่าหลังหมดมาตรการจะเกิดการตกหน้าผา ซึ่งเราคุยกับแบงก์ต่อเนื่อง จะเห็นการแก้หนี้ที่เป็นระบบ แม้จะหมดมาตรการพักชำระหนี้ในเดือน ต.ค. ก็จะเห็นแบงก์ช่วยเหลือต่อเนื่องแต่จะเป็นรูปแบบใดขึ้นอยู่กับสภาพลูกหนี้ ซึ่งจากเดิมจะเป็นมาตรการแบบเหมาโหล มาเป็นมาตรการช่วยเหลือเจาะจงมากขึ้นทำให้การเสื่อมสภาพของหนี้คงไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิมมากนัก” นายธาริฑธิ์กล่าว
 
นี่คือสภาพปัญหาเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญ และปัญหาหลายอย่างอาจรุนแรงมากขึ้น หลังจากนี้ ภาครัฐคงจะต้องเร่งออกมาตรการมาดูแลอย่างถูกจุด เพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลามบานปลายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่