ในช่วงขณะหนึ่งเมื่อผมต้องการพิสูจน์
"ความไร้แก่นสารในตนเอง" นั้นเป็นสาระสำคัญของมนุษย์หรือไม่? โดยที่ทดลองด้วยตนเอง เพราะผมไม่เชื่อในเรื่องเก็งความจริงว่าควรจะอย่างนั้น หรือควรจะอย่างนี้ ในจินตนาการที่คิด แต่อยากพิสูจน์การเข้าถึงได้ด้วยศักยภาพมนุษย์เท่าที่มีอยู่...
ผมอยากให้ทุกคนลองทำอย่างนี้ดูครับ โดยการ...
"กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง โดยการที่ถอดเอาสิ่งที่เคยเชื่อมาทั้งหมดในชีวิตโยนทิ้งไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่บุคคลที่เรายกย่องเขาอย่างสุดใจ...กลับสู่จุดเริ่มเป็น 0"
ผมไม่รู้ว่าแต่ละคนจะพบความรู้สึกอย่างไรในตนเอง...แต่สำหรับตัวผมเองค้นพบถึง
"ความไร้แก่นสาร" และ
"ความกลัวอันไร้ขอบเขต" ที่จะทนอยู่ในความ
"ไม่มีความหมายในตน" ผมต้องการกลับไปหาความหมายเดิมที่ "
ผมเคยยึดถือและมีตัวตนอยู่" ไม่ว่าจะเป็นชุดความคิดที่ฉันจะต้องเป็นคนกตัญญูของพ่อแม่ เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นผู้ที่สำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่อยากคนสำคัญของประเทศ...คุณสังเกตเห็นร่วมกับผมใหมว่ามันทำให้
"การดำรงชีวิตอยู่ของเรามีความหมาย"
ผมจึงค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญทึ่สุดคือ...
"ชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน" เหมือนดั่งประโยคที่กล่าวโดยเดการ์ตว่า
"ฉันคิดฉันจึงมีอยู่" แล้วโดยเหตุนี้เอง จุดที่ต้องการ
"หนีจากความไร้แก่นสารนี้เอง จึงเป็นจุดตั้งต้น" ที่จะไปเชื่อมโยงจุดต่อๆไปที่เรา
ดิ้นรนเสกสรรค์ปั้นแต่งความหมายของตนเองขึ้นมา
ผมเห็นว่ามนุษย์เมื่อยังมีชีวิตอยู่
ถูกผูกอยู่กับความรับผิดชอบที่มีต่อตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะบอกว่า
เชื่อในการกระทำนี้เป็นที่ต้องการของพระเจ้า หรือกลัวตกนรกก็ตามเถอะ...แต่เมื่อผมลองสังเกต จึงฉุกคิดได้ว่าการคิดแบบนี้เป็นไปเพียงเพื่อ
"การดำรงชีวิตในปัจจุบันให้มีความหมายขึ้นมา" เพราะเรากลัวการไม่มีความหมาย จึงผูกพันความเชื่อไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สามารถดำรงชีวิตได้ในปัจจุบันอย่างสบายใจ
ดังนั้นเมื่อ
"เมื่อมีเพียงเราเท่านั้นคือผู้รับผิดชอบตัวเอง" ผมจึงทบทวนว่า
"ผมก็ควรที่จะเลิกโกหกตัวเองสักที แล้วดึงความเชื่อทั้งหมดกลับมาเผชิญหน้ากับความไร้แก่นสาร เพื่อเข้าใจมันให้ถ่องแท้" แล้วจากนั้น
"ก็เพื่อผมจะได้ปั้นแต่งความหมายของตนเองขึ้นมาตามที่ถูกวางกลไกไว้ โดยมีอิสระเสรีในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและเหมาะกับผมที่สุด"...แล้วหลังจากนั้นผม
หลับตาหายลับไป
เมื่อผมเผชิญหน้ากับความไร้แก่นสารของตัวเอง...สายชล
ผมอยากให้ทุกคนลองทำอย่างนี้ดูครับ โดยการ..."กล้าเผชิญหน้ากับตัวเอง โดยการที่ถอดเอาสิ่งที่เคยเชื่อมาทั้งหมดในชีวิตโยนทิ้งไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อในศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือแม้แต่บุคคลที่เรายกย่องเขาอย่างสุดใจ...กลับสู่จุดเริ่มเป็น 0"
ผมไม่รู้ว่าแต่ละคนจะพบความรู้สึกอย่างไรในตนเอง...แต่สำหรับตัวผมเองค้นพบถึง "ความไร้แก่นสาร" และ "ความกลัวอันไร้ขอบเขต" ที่จะทนอยู่ในความ "ไม่มีความหมายในตน" ผมต้องการกลับไปหาความหมายเดิมที่ "ผมเคยยึดถือและมีตัวตนอยู่" ไม่ว่าจะเป็นชุดความคิดที่ฉันจะต้องเป็นคนกตัญญูของพ่อแม่ เป็นพ่อที่ดีของลูก เป็นผู้ที่สำเร็จในหน้าที่การงาน หรือแม้แต่อยากคนสำคัญของประเทศ...คุณสังเกตเห็นร่วมกับผมใหมว่ามันทำให้ "การดำรงชีวิตอยู่ของเรามีความหมาย"
ผมจึงค้นพบว่าสิ่งที่สำคัญทึ่สุดคือ..."ชีวิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน" เหมือนดั่งประโยคที่กล่าวโดยเดการ์ตว่า "ฉันคิดฉันจึงมีอยู่" แล้วโดยเหตุนี้เอง จุดที่ต้องการ "หนีจากความไร้แก่นสารนี้เอง จึงเป็นจุดตั้งต้น" ที่จะไปเชื่อมโยงจุดต่อๆไปที่เราดิ้นรนเสกสรรค์ปั้นแต่งความหมายของตนเองขึ้นมา
ผมเห็นว่ามนุษย์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ถูกผูกอยู่กับความรับผิดชอบที่มีต่อตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะบอกว่าเชื่อในการกระทำนี้เป็นที่ต้องการของพระเจ้า หรือกลัวตกนรกก็ตามเถอะ...แต่เมื่อผมลองสังเกต จึงฉุกคิดได้ว่าการคิดแบบนี้เป็นไปเพียงเพื่อ "การดำรงชีวิตในปัจจุบันให้มีความหมายขึ้นมา" เพราะเรากลัวการไม่มีความหมาย จึงผูกพันความเชื่อไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สามารถดำรงชีวิตได้ในปัจจุบันอย่างสบายใจ
ดังนั้นเมื่อ "เมื่อมีเพียงเราเท่านั้นคือผู้รับผิดชอบตัวเอง" ผมจึงทบทวนว่า "ผมก็ควรที่จะเลิกโกหกตัวเองสักที แล้วดึงความเชื่อทั้งหมดกลับมาเผชิญหน้ากับความไร้แก่นสาร เพื่อเข้าใจมันให้ถ่องแท้" แล้วจากนั้น "ก็เพื่อผมจะได้ปั้นแต่งความหมายของตนเองขึ้นมาตามที่ถูกวางกลไกไว้ โดยมีอิสระเสรีในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดและเหมาะกับผมที่สุด"...แล้วหลังจากนั้นผมหลับตาหายลับไป