บทความวันจันทร์ : เขียนถึงเด็กวัยรุ่นที่เคยรู้จัก
โดย วรา วราภรณ์
วันที่วัยรุ่นและหนุ่มสาวไทยประกาศตัวเป็นแนวหน้า นำขบวนผู้คนชาวไทยหลายชีวิตไปรวมกัน ณ สถานที่หนึ่งอันสื่อถึงสิทธิเสรีภาพในการมีชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ผู้เขียนหวนนึกไปถึงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเมื่อเจ็ดปีก่อนที่เขายังอยู่ในเครื่องแบบอาชีวะศึกษาของสถาบันแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้เขียน
วันนั้น เขาคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมสัน ท่วงทีมั่นใจในตนเอง แต่งกายสะอาดสะอ้านในสไตล์ที่กลมกลืนกับเด็กหนุ่มเด็กสาวหลายคนในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ สถานที่ซึ่งเรานัดพบเพื่อพูดคุยกันถึงผลงานที่น่าภาคภูมิของเขา ขอเรียกชื่อสั้นๆ ว่า “นภ”
ตอนนั้นนภเรียน ปวช.ปี 3 สาขาช่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และเขาได้ขอทุนทำงานวิจัยเล็กๆ ชิ้นหนึ่งจากหน่วยงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ตามคำแนะนำของอาจารย์ผู้สอนวิชาที่เขาไม่ค่อยถนัดคือคณิตศาสตร์ และได้รับทุน 35,000 บาท เพื่อค้นหาเทคนิคที่จะทำให้พื้นปูนทนทานมากขึ้นด้วยการใช้ตัวช่วยคือยางพาราและเส้นใยไฟเบอร์กลาส
"ทำไมผมถึงสนใจยางพารา เพราะผมเห็นว่าบ้านเราส่งออกเยอะ ผมเลยคิดว่าการที่เราเอามาเพิ่มมูลค่าให้มีความหลากหลาย เกษตรกรจะได้มีเงินเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เอาไปทำแต่รองเท้า” เขาอธิบาย
“เรื่องนี้ไม่มีใครบังคับ ไม่ทำก็ได้ ผมคิดว่ามันไม่ยากเกินความสามารถ... เลยลองทำดู”
นภเล่าว่า เขาเกือบถอดใจเพราะเรียนก็หนักเนื่องจากเป็นหลักสูตรเฉพาะ ในขณะที่งานท้าทายนี้ก็ต้องรับผิดชอบเต็มตัว
“เหมือนเราทำเองตั้งหาฝ้ายมาปั่นและทอจนเป็นผืนน่ะครับ...มือนี่มีรอยด้านหมดเลย แบกปูนกระสอบละห้าสิบโลใส่รถ ตอนแรกท้อ ไม่เสร็จแน่นอน อุปสรรคคือเรื่องเวลาเรียนครับ ส่วนตัวเรียนหนักเพราะเรียนสองสาย”
ทว่า ผลสุดท้ายนภก้าวผ่านมาได้ ทั้งด้วยกำลังใจจากอาจารย์และความร่วมมือจากเพื่อนอีกสองคน งานวิจัยของเขาให้ผลชัด สะท้อนว่าเทคนิคนี้ช่วยได้จริง ซึ่งช่วยกระตุ้นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ขึ้นมาทันที
“ตัวงานก็ทำให้น้องๆ หลายคนที่มาดูเขาอยากก้าวตามเรา น้องๆ ที่อยู่ด้วยกันเขาก็หัดเขียนโครงการ (proposal) แล้วเอามาให้ผมดู ผมภูมิใจครับที่ทำให้น้องๆ ตามเราได้ ผมคิดว่าถ้าไม่มีใครเริ่มเลยก็ไม่มีใครตาม”
และสำหรับตัวของเขา นภยังบอกว่า การใช้โครงงานเป็นฐานเรียนรู้แบบนี้ทำให้เขาไม่มีวันลืมบทเรียนที่ตนเองได้มาจากการลงมือทำด้วยตนเองโดยตรง
เด็กหนุ่มบอกเล่าขั้นตอนต่างๆ ในขณะที่นั่งกินขนมและเครื่องดื่มด้วยกิริยาสุภาพ พื้นหลังครอบครัวที่มีความพร้อมคือสิ่งสนับสนุนอย่างดีสำหรับความคิดและบุคลิกภาพของเขา ประโยคที่นภฝากไว้ตอนท้ายก่อนจะจากกันในวันนั้นทำให้ผู้เขียนจดจำมาตลอด
“
ผมอยากพิสูจน์ให้สังคมภายนอกรู้ว่านักศึกษาอาชีวะไม่ใช่ภาพลักษณ์โหลยโท่ยอย่างที่คิด ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนยังไม่รู้”
วานนี้ผู้เขียนคิดถึงเขาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นและได้ยินบางข่าวสารเกี่ยวกับเยาวชนไทยที่พยายามจะแทรกมากับลมฝนในฤดูกาลที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ วาทกรรม และแง่มุมความคิดอันผิดแผกแปลกแยกมากมาย
ในวัยยี่สิบห้า นภน่าจะอยู่ที่ใดเวลานี้...
เพราะเราไม่ได้ติดต่อกันอีก ผู้เขียนจึงไม่เคยทราบข่าวคราวของเขา บางที เขาอาจจะคร่ำเคร่งกับตำรับตำราในต่างแดนเพื่อที่จะพาตนเองไปสู่ปลายทางที่ปรารถนา หรืออาจเป็นฟันเฟืองหนึ่งให้บางองค์กรในประเทศนี้ที่เห็นคุณค่าของเขา หรือ...นภอาจจะเป็น-หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนุ่มสาวกลุ่มนั้น ณ สถานที่บางแห่งสำหรับวันวานก็ได้ด้วย
สำหรับประเด็นสุดท้าย ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลอะไรกับนภ เพราะโดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่า เพียงแต่คนๆ หนึ่งมีวุฒิภาวะที่ถึงพร้อมเพียงพอทั้งคำพูด การกระทำ และความคิด ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ที่ใดในโลก ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว
...............................................
(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านค่ะ)
บทความวันจันทร์ (17 ส.ค. 63) : เขียนถึงเด็กวัยรุ่นที่เคยรู้จัก
โดย วรา วราภรณ์
วันที่วัยรุ่นและหนุ่มสาวไทยประกาศตัวเป็นแนวหน้า นำขบวนผู้คนชาวไทยหลายชีวิตไปรวมกัน ณ สถานที่หนึ่งอันสื่อถึงสิทธิเสรีภาพในการมีชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย ผู้เขียนหวนนึกไปถึงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเมื่อเจ็ดปีก่อนที่เขายังอยู่ในเครื่องแบบอาชีวะศึกษาของสถาบันแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของผู้เขียน
วันนั้น เขาคือเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมสัน ท่วงทีมั่นใจในตนเอง แต่งกายสะอาดสะอ้านในสไตล์ที่กลมกลืนกับเด็กหนุ่มเด็กสาวหลายคนในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ สถานที่ซึ่งเรานัดพบเพื่อพูดคุยกันถึงผลงานที่น่าภาคภูมิของเขา ขอเรียกชื่อสั้นๆ ว่า “นภ”
ตอนนั้นนภเรียน ปวช.ปี 3 สาขาช่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และเขาได้ขอทุนทำงานวิจัยเล็กๆ ชิ้นหนึ่งจากหน่วยงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชน ตามคำแนะนำของอาจารย์ผู้สอนวิชาที่เขาไม่ค่อยถนัดคือคณิตศาสตร์ และได้รับทุน 35,000 บาท เพื่อค้นหาเทคนิคที่จะทำให้พื้นปูนทนทานมากขึ้นด้วยการใช้ตัวช่วยคือยางพาราและเส้นใยไฟเบอร์กลาส
"ทำไมผมถึงสนใจยางพารา เพราะผมเห็นว่าบ้านเราส่งออกเยอะ ผมเลยคิดว่าการที่เราเอามาเพิ่มมูลค่าให้มีความหลากหลาย เกษตรกรจะได้มีเงินเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เอาไปทำแต่รองเท้า” เขาอธิบาย “เรื่องนี้ไม่มีใครบังคับ ไม่ทำก็ได้ ผมคิดว่ามันไม่ยากเกินความสามารถ... เลยลองทำดู”
นภเล่าว่า เขาเกือบถอดใจเพราะเรียนก็หนักเนื่องจากเป็นหลักสูตรเฉพาะ ในขณะที่งานท้าทายนี้ก็ต้องรับผิดชอบเต็มตัว
“เหมือนเราทำเองตั้งหาฝ้ายมาปั่นและทอจนเป็นผืนน่ะครับ...มือนี่มีรอยด้านหมดเลย แบกปูนกระสอบละห้าสิบโลใส่รถ ตอนแรกท้อ ไม่เสร็จแน่นอน อุปสรรคคือเรื่องเวลาเรียนครับ ส่วนตัวเรียนหนักเพราะเรียนสองสาย”
ทว่า ผลสุดท้ายนภก้าวผ่านมาได้ ทั้งด้วยกำลังใจจากอาจารย์และความร่วมมือจากเพื่อนอีกสองคน งานวิจัยของเขาให้ผลชัด สะท้อนว่าเทคนิคนี้ช่วยได้จริง ซึ่งช่วยกระตุ้นบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ขึ้นมาทันที
“ตัวงานก็ทำให้น้องๆ หลายคนที่มาดูเขาอยากก้าวตามเรา น้องๆ ที่อยู่ด้วยกันเขาก็หัดเขียนโครงการ (proposal) แล้วเอามาให้ผมดู ผมภูมิใจครับที่ทำให้น้องๆ ตามเราได้ ผมคิดว่าถ้าไม่มีใครเริ่มเลยก็ไม่มีใครตาม”
และสำหรับตัวของเขา นภยังบอกว่า การใช้โครงงานเป็นฐานเรียนรู้แบบนี้ทำให้เขาไม่มีวันลืมบทเรียนที่ตนเองได้มาจากการลงมือทำด้วยตนเองโดยตรง
เด็กหนุ่มบอกเล่าขั้นตอนต่างๆ ในขณะที่นั่งกินขนมและเครื่องดื่มด้วยกิริยาสุภาพ พื้นหลังครอบครัวที่มีความพร้อมคือสิ่งสนับสนุนอย่างดีสำหรับความคิดและบุคลิกภาพของเขา ประโยคที่นภฝากไว้ตอนท้ายก่อนจะจากกันในวันนั้นทำให้ผู้เขียนจดจำมาตลอด
“ผมอยากพิสูจน์ให้สังคมภายนอกรู้ว่านักศึกษาอาชีวะไม่ใช่ภาพลักษณ์โหลยโท่ยอย่างที่คิด ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนยังไม่รู้”
วานนี้ผู้เขียนคิดถึงเขาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นและได้ยินบางข่าวสารเกี่ยวกับเยาวชนไทยที่พยายามจะแทรกมากับลมฝนในฤดูกาลที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ วาทกรรม และแง่มุมความคิดอันผิดแผกแปลกแยกมากมาย
ในวัยยี่สิบห้า นภน่าจะอยู่ที่ใดเวลานี้...
เพราะเราไม่ได้ติดต่อกันอีก ผู้เขียนจึงไม่เคยทราบข่าวคราวของเขา บางที เขาอาจจะคร่ำเคร่งกับตำรับตำราในต่างแดนเพื่อที่จะพาตนเองไปสู่ปลายทางที่ปรารถนา หรืออาจเป็นฟันเฟืองหนึ่งให้บางองค์กรในประเทศนี้ที่เห็นคุณค่าของเขา หรือ...นภอาจจะเป็น-หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนุ่มสาวกลุ่มนั้น ณ สถานที่บางแห่งสำหรับวันวานก็ได้ด้วย
สำหรับประเด็นสุดท้าย ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลอะไรกับนภ เพราะโดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่า เพียงแต่คนๆ หนึ่งมีวุฒิภาวะที่ถึงพร้อมเพียงพอทั้งคำพูด การกระทำ และความคิด ไม่ว่าคนๆ นั้นจะอยู่ที่ใดในโลก ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วงอีกแล้ว
...............................................
(ขอบคุณนักอ่านทุกท่านค่ะ)