ประชาธิปไตยและการสื่อสาร

กระทู้สนทนา
ได้แรงบันดาลใจมาจากคลิปนี้ ซึ่งฟังแล้วทำให้ได้มุมมองใหม่ เลยขอพื้นที่พันทิปมาเขียนบทความแปลให้อ่าน ยาวหน่อยแต่น่าสนใจดี คนที่ฟังอังกฤษออกก็ฟังคลิปเลยละกัน นี่แปลให้สำหรับบางคนที่ไม่สันทัดเท่าไหร่

ศ. TIMOTHY SNYDER เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล เป็นผู้เขียนหนังสือ Tyranny, Black Earth, และ Bloodlands ซึ่งได้รับรางวัลต่างๆมามากมาย

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ในคลิปอาจารย์เริ่มจากการพูดถึงเทคโนโลยีการสื่อสาร เริ่มจากในยุคเริ่มแรกที่มีการตีพิมพ์หนังสือ ซึ่งอาจารย์ให้เครดิตว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งยุค ในยุคที่หนังสือเริ่มถูกตีพิมพ์นั้นผู้คนต่างพากันตื่นเต้นกับไอเดียใหม่ๆ แนวความคิดใหม่ๆ ความเชื่อทางศาสนาเริ่มถูกท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นยุคที่มีสงคราม ทำให้ผู้คนมากมายล้มตาย ในปัจจุบันเวลาเราพูดถึงหนังสือ เราทุกคนต่างคิดว่าหนังสือทำให้เรารู้แจ้ง (เค้าใช้คำว่า enlightenmentอะ) แต่จริงๆมันไม่ใช่ เราเริ่มตาสว่างกันจริงๆ 150 ปีหลังจากหนังสือเริ่มมีแพร่หลายต่างหาก ในระหว่างนั้นคนก็ทำสงครามตายกันเพียบ

โดดข้ามมายุคinternet ตอนแรกเราก็คิดกันว่า พอมีอินเตอร์เนทมันจะทำให้โลกนี้ดีขึ้น ติดต่อกันสะดวกรวดเร็วขึ้น ข่าวสารกระจายเร็วขึ้น อะไรๆก็ดีไปหมด ซึ่งก็น่าจะพิสูจน์ได้แล้วในปัจจุบันว่าไม่จริงเสมอไป

อาจารย์เลยตั้งคำถามว่า จริงๆอินเตอร์เนทมันทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ หรือจริงๆแล้วมันแค่สร้างทางเชื่อมต่อให้กับสิ่งเก่าๆ 
ซึ่งอาจารย์ให้คำตอบว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า เรารู้มาตั้งแต่ยุค Enlightenment นั่นว่า การจะสร้างประชาธิปไตย มันต้องมีอะไรบางอย่างร่วมกันระหว่างเรากับประชาชนคนอื่น เรากับผู้นำ ซึ่งเป็นโลกแห่งความจริง มันต้องมีพื้นที่สาธารณะที่เราและคนอื่นและผู้นำเห็นร่วมกันว่าเป็นจริง เมื่อเราเห็นข้อเท็จจริงร่วมกัน มันจึงสามารถประเมินผลและนำไปสู่ข้อสรุปร่วมกันได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากในเวลาที่เราต้องการสร้างโปรเจคใหม่และในเวลายากลำบากที่เราต้องการต่อต้านผู้นำ เพราะเวลาเราต้องการจะต่อต้าน เราก็ต้องพูดว่า "ข้อเท็จจริงคืออย่างงี้ สถานการณ์ตอนนี้เป็นแบบนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารับไม่ได้ ดังนั้นเราจึงต่อต้าน" ถ้าไม่มีข้อเท็จจริงร่วมกัน เราก็ไม่สามารถต่อต้านอะไรได้ มันจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (ก็เชื่อคนละแบบ ความจริงคนละชุด จะคุยกันรู้เรื่องได้ยังไง)

ในการสร้างรัฐเผด็จการ เราจะทำให้ข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยสำคัญ และให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าว่าเราจะอยู่ด้วยกันหรือเราจะแบ่งแยกกัน การสร้างรัฐเผด็จการจึงต้องทำให้ประชาชนเคยชินกับการได้ยินในสิ่งที่อยากจะได้ยินและทำลายพื้นที่สาธารณะ เค้าจะบอกกับเราว่า "มันไม่มีความจริงในโลกนี้หรอก ไม่มีผู้เชี่ยวชาญคนไหนในโลกบอกได้ว่าความจริงคืออะไร มันอยู่ที่เรารู้สึกยังไงต่างหาก" ซึ่งสิ่งนี้ใช้ได้ทั้งกับเผด็จการยุคเก่าและใหม่

คนเยอรมันในยุค 1930 ซึ่งก็น่าจะมีการศึกษาดีไม่แพ้ในยุคนี้ ต่างสะกดจิตตัวเองให้เชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่อ และหลายคนคิดว่า ข้อเท็จจริงไม่ใช่สิ่งที่ต้องได้รับการประเมินจากหลักฐานต่างๆ แต่ข้อเท็จจริงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่า ความจริงที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกันและคนอื่นที่คิดไม่เหมือนเราคือคนที่ต่อต้านเรา .. ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย

อินเตอร์เนททำให้คนที่ไม่มีตัวตนที่อยู่ห่างไกลสามารถเข้าถึงเราได้ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ แต่รูปแบบก็ยังเป็นรูปแบบเดิมๆ เพราะสิ่งที่social platformทำให้เราคือ การเลือกให้เรารับรู้ข่าวสารแต่เฉพาะสิ่งที่เราสนใจ และมันจะเปลี่ยนเราไปอย่างช้าๆ จากคนที่เคยคิดว่ามีความจริงบางอย่างอยู่ข้างนอกนั่น กลายเป็นคนที่รับรู้แต่เฉพาะสิ่งที่อยากจะรู้ เราเปลี่ยนจากคนที่รับรู้สิ่งต่างๆจากพื้นที่สาธารณะได้ ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย กลายเป็นคนที่รับรู้ไม่เป็น

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เฉกเช่นเดียวกับยุคที่เริ่มมีหนังสือ เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งที่ดีหรือแย่ในตัวมันเอง มันอยู่ที่เราจะรับมือกับมันอย่างไร แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจมันเสียก่อน

คนเราอยากได้คำตอบง่ายๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่มีคำตอบที่ง่ายแบบนั้น เช่นแต่ก่อนคนเชื่อว่า "เดี๋ยวซิลิคอนแวลเล่ย์ก็แก้ปัญหาให้ได้ เพราะมีเทคโนโลยีล้ำหน้า เดี๋ยวก็แก้ได้" ซึ่งมันไม่ได้เป็นจริงอย่างนั้น เพราะธรรมชาติของความสุดวิสัย หรือบางคนพูดว่า "ธรรมชาติของมนุษย์เรามันไม่มีเหตุผล สุดท้ายมันก็เป็นอย่างงี้แหละ ทำไรไม่ได้หรอกนอกซะจากรอภัยพิบัติมาเยือน" ซึ่งความหมายไม่ได้ต่างอะไรจากที่พูดว่า "มันไม่ใช่ความผิดเรา เราทำอะไรกับมันไม่ได้ เราไม่ต้องรับผิดชอบ" ซึ่งไม่จริงเลย กลับไปที่การเขียนหนังสือ มันช่วยนะถ้าเราเขียนว่าผู้เขียนเป็นใคร มันช่วยให้เราอ่านหนังสือง่ายขึ้นนะถ้าเรามีสารบัญ มันอาจจะฟังดูน่าเบื่อ แต่มันก็สำคัญที่เราจะทำให้การใช้อินเตอร์เนทอยู่ในความควบคุม เราสามารถถือให้การทำลายข้อเท็จจริงเป็นปัจจัยภายนอก เราสามารถเก็บภาษีจากบริษัทใหญ่ๆและนำภาษีเหล่านั้นไปสนับสนุนข่าวท้องถิ่น

การทำให้ความจริงปรากฎไม่ใช่การทำสงครามครูเสดแต่เป็นการผลิตข้อเท็จจริง ไม่ใช่การผลิตข้อเท็จจริงจากเมืองใหญ่ๆ จากศูนย์กลางเศรษฐกิจ แต่เป็นการผลิตข้อเท็จจริงในถิ่นที่คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ ซึ่งต้องทำโดยนักข่าวท้องถิ่น มันไม่ใช่เราจะมาบอกว่า "social media มันแย่" แต่เป็นการตั้งคำถามว่า "เราจะทำความจริงในท้องถิ่นเราให้ปรากฎอย่างไรมากกว่า" เพราะขั้นแรกในการทำลายโลกแห่งความจริงคือ ทำให้ข่าวท้องถิ่นมันหายไป ซึ่งเป็นจริงทั้งในรัสเซียและอเมริกา ขั้นแรกข่าวท้องถิ่นหายไป แล้วคนก็หันมาสนใจสื่อกระแสหลัก แทนที่เราจะได้คุยกันถึงคนที่เรารู้จัก เรากลับไปพูดถึงใครก็ไม่รู้ที่เราไม่รู้จักที่อยู่ไกลๆ แล้วเมื่อสิ่งนี้เกิด คนก็จะเริ่มไม่เชื่อในข่าวที่ได้รับ หันไปหาอย่างอื่นที่จะเชื่อ แล้วก็จะเริ่มมีการสร้างทฤษฎีสมคบคิด เพราะถ้าสื่อมันอยู่ห่างไกลจากชีวิตเรานัก เราจะไปเชื่อมันทำไม เราสร้างความเชื่อขึ้นมาเองไม่ดีกว่าหรอ

เค มาถึงตรงนี้สิ่งที่อาจารย์พูดในส่วนที่เหลือจะเกี่ยวกับการทำอย่างไรให้เราเอากำไรจากบริษัทใหญ่ๆมาสนับสนุนข่าวท้องถิ่น ซึ่งก็ไม่อยากลงรายละเอียดแล้ว คิดว่าใจความสำคัญมาครบ (น่าจะเกิน) ขอจบกระทู้เพียงเท่านี้

เอาจริงๆ เขียนจบแล้วค่อยนึกขึ้นได้นะ ว่าจริงๆเราไม่รู้เลยว่าคนรอบบ้าน รอบข้างเรามีมุมมองทางการเมืองยังไง เราเห็นแต่คนในพันทิป(ไม่กี่คน)คนในyoutubeก็อาจจะไม่กี่คนมีมุมมองยังไงมากกว่า
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่