บทที่ 747 "สันติ 100 ปี"
://pantip.com/topic/39619564
บทเสริมของ บทที่ 747 "สันติ 100 ปี"
หนังสือ ประวัติของเย่ชิงเหม่ย
ผู้เขียน ฟ่านเสียน
รัชสมัย ... ปีที่ ...
ประวัติของเย่ชิงเหม่ย
หากข้าจะกล่าวถึง ประวัติของ "เย่ชิงเหม่ย"
ย่อมต้องเล่าถึง ประวัติของพระวิหารเสียก่อน
พระวิหารคืออะไร?
ข้าคงต้องเล่าย้อน ไปถึงในอดีตกาล ที่นานแสนนาน
เล่าถึงคนรุ่นก่อนหน้า ที่จะเกิดมีคนรุ่นเรา เราในปัจจุบัน
ข้ามิได้หมายถึง ปู่ย่าตาทวดของพวกเรา แต่อย่างใด
แต่ข้าหมายถึง คนรุ่นก่อนหน้า ในอดีตอันแสนนาน
ที่ที่ข้าเคยกล่าวถึงว่า เป็นแดนเชียน
คนรุ่นนั้น
มีความเจริญ ด้านวิทยาการ มากกว่าเราตอนนี้ เป็นพันๆปี
คนรุ่นนั้นได้สร้าง สิ่งที่ดีๆ และสิ่งที่วิเศษ ขึ้นมามากมาย
แต่ก็ได้สร้างอาวุธอันตราย ไว้มากมายด้วยเช่นกัน
โดยในท้ายสุด ได้เกิดขัดแย้งกันเอง ทำสงครามกัน
จนโลกถูกทำลาย ประชาชนล้มตาย จนเกือบหมด
ในภายหลัง ผู้ทรงปัญญา ที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้สร้างพระวิหารขึ้น
(เหตุการในช่วงนี้ เมื่อถูกเล่าต่อๆกันมา จึงได้เปลื่ยนเป็นตำนาน การสร้างโลกของเรา)
พระวิหาร
จะมีหน้าที่คอยเฝ้าดู ไม่ให้เราทำลายตนเอง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
และจะคอย ถ่ายทอดวิทยาการ ให้เราเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม
เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้า ให้คนรุนนี้ โดยผ่านทางเทวะทูต
เทวะทูตผู้เป็นอมตะ
จะปรากฎกาย ในรูปลักษณ์ ของชายชุดดำ สวมผ้าผูกตา มีอาวุธเป็นเหล็กแหลม
เทวะทูตได้มาถ่ายทอด วิทยาการให้เรา อยู่เสมอทุกสองสามร้อยปี มาหลายพันปีแล้ว
แต่จะอย่างไรก็ตาม อมตะที่แท้จริงย่อมไม่มี พระวิหารได้สูญเสีย เทวทูตหลายตน
ไปกับภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม... จนในภายหลัง ได้เหลือเทวะทูต เพียงตนเดียว
พระวิหาร
จึงได้ สร้างเทวทูตในรูปแบบใหม่ขึ้นมา ในรูปลักษณ์เช่นเดียวกับมนุษย์
(ไม่เป็นอมตะ)
แต่ได้บรรจุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ของคนรุ่นก่อน และวิทยาการต่างๆ ไว้ในความทรงจำ
เพื่อทำหน้าที่ แทนเทวทูตรุ่นเดิม ตัวอย่างเช่นโบเออร์กับฟูโบ และตนล่าสุดก็คือ "เย่ชิงเหม่ย"
ซึ่งในภายหลัง เราเรียกขานเทวทูตแบบนี้ว่า "เทียนไมย"
เทียนไมย
เย่ชิงเหม่ย ที่รอการตื่น จากหลับไหล ได้ตี่นขึ้นก่อนกำหนดหลายปี
เนื่องจากการมาถึงของ กู่เหอและเสียวเอิน ที่หน้าประตู ของพระวิหาร
แต่นางก็มิได้ลืมภาระกิจแต่อย่างใด นางได้นำสิ่งของต่างๆ ตำหรับตำรา
ออกจากพระวิหารมา นางได้พบกับ กู่เหอและเสียวเอิน ที่หน้าประตู
ต่อมากู่เหอและเสียวเอิน ได้ยกย่อง และเรียกนางเป็น "นางเซียนน้อย"
นางได้มอบตำรายุทธแก่กู่เหอ และยังมอบยาอายุวัฒนะแก่เสียวเอิน
เป็นของขวัญ แล้วจึงแยก จากกันไป
หลังจากนั้น
เย่ชิงเหม่ยได้กลับไปยังพระวิหาร และได้นำเทวทูตผู้อมตะตนสุดท้าย
ออกมาด้วย ไว้เป็นผู้คุ้มกัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ในการทำภาระกิจนี้
(นางตื่นมาก่อนกำหนด อาจเด็กไปที่จะทำภาระกิจ แต่เพียงตนเดียว)
นางเดินทางผ่านภาคเหนือ มายังนครตงอี้ ได้พบปะผู้คนมากมาย
ได้พบซือกู้เจียนในวัยเด็ก และได้มอบตำรายุทธให้ไว้
เดินทางไปต้านโจว ได้พบองค์ชายหนุ่ม ผู้ทรงปัญญา
และนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้น ของความเจริญอย่างรวดเร็ว
ของกระกูลเย่เก่า และอาณาจักรชิ่ง ในเวลาต่อมา
ณ. อาณาจักรชิ่ง
นอกจากนางจะสนับสนุน องค์ชายผู้ที่เป็นที่รักของนาง
ให้เป็นใหญ่ นางยังหวังที่จะใช้รัฐชิ่ง ให้เป็นศูนย์กลาง
ในการเผยแผ่ วิทยาการต่างๆ ต่อชนชาวโลกอีกด้วย
นางสนับสนุนทั้งด้านการเงิน วิทยการ และการลอบสังหาร
จนในที่สุด พระบิดาขององค์ชายองค์นั้น ได้เป็นฮ่องเต้
และองค์ชายองค์นั้น ได้เป็นไท้จือ
ในภายหลัง
ถึงตอนนี้ ข้าคงไม่ต้องกล่าวถึง ความยิ่งใหญ่ ความเจริญ ทรัพย์สมบัติ
และวิทยาการต่างๆ ของตระกูลเย่เก่า เพราะทุกคน คงยังจำได้ดี
แต่เมื่อ เวลาผันเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนผัน
องค์ชายผู้ทรงปัญญา ได้กลายเป็นฮ่องเต้ ผู้ทรงอำนาจ
แทนที่จะรวมโลก ด้วยวิทยาการ ความก้าวหน้าที่เหนือกว่า
ที่ได้รับจากพระวิหาร อย่างที่เยชิงเหม่ยหวังไว้
พระองค์กลับคิดใช้ วิทยาการความก้าวหน้า และกำลังทรัพย์ของนาง
ในการก่อสงคราม ทำลายแคว้นอื่นๆ เพื่อควบคุมโลกนี้แทน
และแน่นอน ในมุมมองของพระวิหาร และเย่ชิงเหม่ยนั้น
วิทยาการเหล่านั้น ย่อมไม่ใช่ของรัฐชิ่ง หรือของพระองค์ แต่เพียงผู้เดียว
ฮ่องเต้จึงได้วางแผน และสนับสนุนให้ผู้อื่น ลอบสังหารภรรยาตนเอง
ในวันที่ นางคลอดบุตรชาย ให้แก่พระองค์นั้นเอง
พระองค์แกล้งประกาศว่า ตระกูลเย่นั้นก่อกบฎ เพื่อที่จะได้ยึดทรัพย์สินไว้
แต่ก็ให้เฉินผิงผิง ตามแก้แค้น ให้เย่ชิงเหม่ย เพื่อที่จะซื้อใจผู้คน
และแน่นอนจนถึงบัดนี้ ย่อมพิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วว่า
ตระกูลเย่เก่านั้น ไม่เคยก่อกบฎเลย
ผลที่ตามมา
ข้าคิดว่าผู้ใดที่กล้าสังหาร "เทียนไมย" ก็ย่อมต้องกล้า ที่จะยอมรับผลที่ตามมา
แน่นอนว่าเทียนไมยนั้น ย่อมไม่ต้องก้มหัว ให้ผู้ใดในโลก รวมถึงฮ่องเต้
แต่ฮ่องเต้ของทุกแคว้น ยังคงต้องยอม ก้มศรีษะแก่เทียนไมย
สุดท้ายเมื่อแม้แต่ "เฉินผิงผิง" ยังมีความกล้า ที่จะแก้แค้นแทนนาง
ข้าผู้ซึ่งเป็นบุตรอกตัญญู จึงได้แต่ จำต้องปฎิบัติตาม...
แม้พระองค์จะเป็น ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นฮ่องเต้ หรือเป็นพระบิดา
ข้าก็ต้องขอลงมือ ต่อพระองค์ ซึ่งๆหน้า สักครา
(ตามข้อตกลง ระหว่างเรา ว่าเราจะฆ่ากันซึ่งๆหน้า โดยจะไม่ลงมือ
ต่อญาติมิตรและบริวาร ที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในการต่อสู้ตอนนั้น)
เหตุการวันนั้น
หลังจากข้ากลับจากพระวิหาร และได้นำเทวทูตผู้เป็นอมตะ กลับมาด้วย
ข้า เงาของข้า และเทวทูตตนเดิม ที่เคยคุ้มครองเทียนไมย "เย่ชิงเหมย"
ได้แยกย้ายกัน บุกเข้าไปในวัง เพื่อต่อสู้ ตัดสินเป็นตาย ครั้งสุดท้าย
กับพระองค์ ผู้คุ้มกันของพระองค์ และทหารรักษาวัง อีกนับหมื่นนาย
การต่อสู้นั้น สยดสยองนองเลือด และเหลือผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน
ในท้ายที่สุด แม้พระองค์จะทรง ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
แต่พระองค์ ก็ยังทรงยืนหยัดได้ โดยไม่พ่ายแพ้
สมกับที่เป็นฮ่องเต้ และปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยแท้
ท้ายที่สุด
อาจเป็นด้วยความชรา อาการบาดเจ็บที่เรื้อรังสะสม และหรือด้วยความท้อแท้
พระองค์จึงได้ทรงตัดสินใจ ที่จะจบชีวิตของพระองค์เอง ในกองเพลิงของวังไทจิ
ที่ลุกใหม้ขึ้นมา จากไฟที่แผ่พุ่งออกมา จากดวงตาของเทวทูตตนนั้น
ข้า เงาของข้า และเทวทูตฯ จึงได้จากไป

ปล. ส่งท้ายจากผู้แต่ง
แน่นอนว่าหนังสือ "ประวัติของเย่ชิงเหม่ย" นั้นย่อมต้องมีการปกบิด ปิดเบือนประวัติศาสตร์
ผมผู้ที่แต่งแทน คิดว่าตัวฟ่านเสียนเอง ก็คงต้องตกแต่งประวัติศาสตร์ หลายส่วนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะย่อมได้สิทธิ เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ แต่เพียงฝ่ายเดียว
และย่อมต้องเขียน เพื่อสร้างความชอมธรรม ให้แก่ตนเองเสมอ
[SPOIL] หาญท้าชะตาฟ้า ปริศนายุทธจักร บทเสริม ของบทที่ 747 ผมแต่งเพิ่มเองครับ!
://pantip.com/topic/39619564
บทเสริมของ บทที่ 747 "สันติ 100 ปี"
หนังสือ ประวัติของเย่ชิงเหม่ย
ผู้เขียน ฟ่านเสียน
รัชสมัย ... ปีที่ ...
ประวัติของเย่ชิงเหม่ย
หากข้าจะกล่าวถึง ประวัติของ "เย่ชิงเหม่ย"
ย่อมต้องเล่าถึง ประวัติของพระวิหารเสียก่อน
พระวิหารคืออะไร?
ข้าคงต้องเล่าย้อน ไปถึงในอดีตกาล ที่นานแสนนาน
เล่าถึงคนรุ่นก่อนหน้า ที่จะเกิดมีคนรุ่นเรา เราในปัจจุบัน
ข้ามิได้หมายถึง ปู่ย่าตาทวดของพวกเรา แต่อย่างใด
แต่ข้าหมายถึง คนรุ่นก่อนหน้า ในอดีตอันแสนนาน
ที่ที่ข้าเคยกล่าวถึงว่า เป็นแดนเชียน
คนรุ่นนั้น
มีความเจริญ ด้านวิทยาการ มากกว่าเราตอนนี้ เป็นพันๆปี
คนรุ่นนั้นได้สร้าง สิ่งที่ดีๆ และสิ่งที่วิเศษ ขึ้นมามากมาย
แต่ก็ได้สร้างอาวุธอันตราย ไว้มากมายด้วยเช่นกัน
โดยในท้ายสุด ได้เกิดขัดแย้งกันเอง ทำสงครามกัน
จนโลกถูกทำลาย ประชาชนล้มตาย จนเกือบหมด
ในภายหลัง ผู้ทรงปัญญา ที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้สร้างพระวิหารขึ้น
(เหตุการในช่วงนี้ เมื่อถูกเล่าต่อๆกันมา จึงได้เปลื่ยนเป็นตำนาน การสร้างโลกของเรา)
พระวิหาร
จะมีหน้าที่คอยเฝ้าดู ไม่ให้เราทำลายตนเอง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา
และจะคอย ถ่ายทอดวิทยาการ ให้เราเป็นระยะๆ ตามความเหมาะสม
เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้า ให้คนรุนนี้ โดยผ่านทางเทวะทูต
เทวะทูตผู้เป็นอมตะ
จะปรากฎกาย ในรูปลักษณ์ ของชายชุดดำ สวมผ้าผูกตา มีอาวุธเป็นเหล็กแหลม
เทวะทูตได้มาถ่ายทอด วิทยาการให้เรา อยู่เสมอทุกสองสามร้อยปี มาหลายพันปีแล้ว
แต่จะอย่างไรก็ตาม อมตะที่แท้จริงย่อมไม่มี พระวิหารได้สูญเสีย เทวทูตหลายตน
ไปกับภัยธรรมชาติ แผ่นดินไหว น้ำท่วม... จนในภายหลัง ได้เหลือเทวะทูต เพียงตนเดียว
พระวิหาร
จึงได้ สร้างเทวทูตในรูปแบบใหม่ขึ้นมา ในรูปลักษณ์เช่นเดียวกับมนุษย์ (ไม่เป็นอมตะ)
แต่ได้บรรจุวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ของคนรุ่นก่อน และวิทยาการต่างๆ ไว้ในความทรงจำ
เพื่อทำหน้าที่ แทนเทวทูตรุ่นเดิม ตัวอย่างเช่นโบเออร์กับฟูโบ และตนล่าสุดก็คือ "เย่ชิงเหม่ย"
ซึ่งในภายหลัง เราเรียกขานเทวทูตแบบนี้ว่า "เทียนไมย"
เทียนไมย
เย่ชิงเหม่ย ที่รอการตื่น จากหลับไหล ได้ตี่นขึ้นก่อนกำหนดหลายปี
เนื่องจากการมาถึงของ กู่เหอและเสียวเอิน ที่หน้าประตู ของพระวิหาร
แต่นางก็มิได้ลืมภาระกิจแต่อย่างใด นางได้นำสิ่งของต่างๆ ตำหรับตำรา
ออกจากพระวิหารมา นางได้พบกับ กู่เหอและเสียวเอิน ที่หน้าประตู
ต่อมากู่เหอและเสียวเอิน ได้ยกย่อง และเรียกนางเป็น "นางเซียนน้อย"
นางได้มอบตำรายุทธแก่กู่เหอ และยังมอบยาอายุวัฒนะแก่เสียวเอิน
เป็นของขวัญ แล้วจึงแยก จากกันไป
หลังจากนั้น
เย่ชิงเหม่ยได้กลับไปยังพระวิหาร และได้นำเทวทูตผู้อมตะตนสุดท้าย
ออกมาด้วย ไว้เป็นผู้คุ้มกัน เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ในการทำภาระกิจนี้
(นางตื่นมาก่อนกำหนด อาจเด็กไปที่จะทำภาระกิจ แต่เพียงตนเดียว)
นางเดินทางผ่านภาคเหนือ มายังนครตงอี้ ได้พบปะผู้คนมากมาย
ได้พบซือกู้เจียนในวัยเด็ก และได้มอบตำรายุทธให้ไว้
เดินทางไปต้านโจว ได้พบองค์ชายหนุ่ม ผู้ทรงปัญญา
และนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้น ของความเจริญอย่างรวดเร็ว
ของกระกูลเย่เก่า และอาณาจักรชิ่ง ในเวลาต่อมา
ณ. อาณาจักรชิ่ง
นอกจากนางจะสนับสนุน องค์ชายผู้ที่เป็นที่รักของนาง
ให้เป็นใหญ่ นางยังหวังที่จะใช้รัฐชิ่ง ให้เป็นศูนย์กลาง
ในการเผยแผ่ วิทยาการต่างๆ ต่อชนชาวโลกอีกด้วย
นางสนับสนุนทั้งด้านการเงิน วิทยการ และการลอบสังหาร
จนในที่สุด พระบิดาขององค์ชายองค์นั้น ได้เป็นฮ่องเต้
และองค์ชายองค์นั้น ได้เป็นไท้จือ
ในภายหลัง
ถึงตอนนี้ ข้าคงไม่ต้องกล่าวถึง ความยิ่งใหญ่ ความเจริญ ทรัพย์สมบัติ
และวิทยาการต่างๆ ของตระกูลเย่เก่า เพราะทุกคน คงยังจำได้ดี
แต่เมื่อ เวลาผันเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนผัน
องค์ชายผู้ทรงปัญญา ได้กลายเป็นฮ่องเต้ ผู้ทรงอำนาจ
แทนที่จะรวมโลก ด้วยวิทยาการ ความก้าวหน้าที่เหนือกว่า
ที่ได้รับจากพระวิหาร อย่างที่เยชิงเหม่ยหวังไว้
พระองค์กลับคิดใช้ วิทยาการความก้าวหน้า และกำลังทรัพย์ของนาง
ในการก่อสงคราม ทำลายแคว้นอื่นๆ เพื่อควบคุมโลกนี้แทน
และแน่นอน ในมุมมองของพระวิหาร และเย่ชิงเหม่ยนั้น
วิทยาการเหล่านั้น ย่อมไม่ใช่ของรัฐชิ่ง หรือของพระองค์ แต่เพียงผู้เดียว
ฮ่องเต้จึงได้วางแผน และสนับสนุนให้ผู้อื่น ลอบสังหารภรรยาตนเอง
ในวันที่ นางคลอดบุตรชาย ให้แก่พระองค์นั้นเอง
พระองค์แกล้งประกาศว่า ตระกูลเย่นั้นก่อกบฎ เพื่อที่จะได้ยึดทรัพย์สินไว้
แต่ก็ให้เฉินผิงผิง ตามแก้แค้น ให้เย่ชิงเหม่ย เพื่อที่จะซื้อใจผู้คน
และแน่นอนจนถึงบัดนี้ ย่อมพิสูจน์ได้แน่ชัดแล้วว่า
ตระกูลเย่เก่านั้น ไม่เคยก่อกบฎเลย
ผลที่ตามมา
ข้าคิดว่าผู้ใดที่กล้าสังหาร "เทียนไมย" ก็ย่อมต้องกล้า ที่จะยอมรับผลที่ตามมา
แน่นอนว่าเทียนไมยนั้น ย่อมไม่ต้องก้มหัว ให้ผู้ใดในโลก รวมถึงฮ่องเต้
แต่ฮ่องเต้ของทุกแคว้น ยังคงต้องยอม ก้มศรีษะแก่เทียนไมย
สุดท้ายเมื่อแม้แต่ "เฉินผิงผิง" ยังมีความกล้า ที่จะแก้แค้นแทนนาง
ข้าผู้ซึ่งเป็นบุตรอกตัญญู จึงได้แต่ จำต้องปฎิบัติตาม...
แม้พระองค์จะเป็น ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นฮ่องเต้ หรือเป็นพระบิดา
ข้าก็ต้องขอลงมือ ต่อพระองค์ ซึ่งๆหน้า สักครา
(ตามข้อตกลง ระหว่างเรา ว่าเราจะฆ่ากันซึ่งๆหน้า โดยจะไม่ลงมือ
ต่อญาติมิตรและบริวาร ที่ไม่ได้ร่วมอยู่ในการต่อสู้ตอนนั้น)
เหตุการวันนั้น
หลังจากข้ากลับจากพระวิหาร และได้นำเทวทูตผู้เป็นอมตะ กลับมาด้วย
ข้า เงาของข้า และเทวทูตตนเดิม ที่เคยคุ้มครองเทียนไมย "เย่ชิงเหมย"
ได้แยกย้ายกัน บุกเข้าไปในวัง เพื่อต่อสู้ ตัดสินเป็นตาย ครั้งสุดท้าย
กับพระองค์ ผู้คุ้มกันของพระองค์ และทหารรักษาวัง อีกนับหมื่นนาย
การต่อสู้นั้น สยดสยองนองเลือด และเหลือผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คน
ในท้ายที่สุด แม้พระองค์จะทรง ได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก
แต่พระองค์ ก็ยังทรงยืนหยัดได้ โดยไม่พ่ายแพ้
สมกับที่เป็นฮ่องเต้ และปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยแท้
ท้ายที่สุด
อาจเป็นด้วยความชรา อาการบาดเจ็บที่เรื้อรังสะสม และหรือด้วยความท้อแท้
พระองค์จึงได้ทรงตัดสินใจ ที่จะจบชีวิตของพระองค์เอง ในกองเพลิงของวังไทจิ
ที่ลุกใหม้ขึ้นมา จากไฟที่แผ่พุ่งออกมา จากดวงตาของเทวทูตตนนั้น
ข้า เงาของข้า และเทวทูตฯ จึงได้จากไป
ปล. ส่งท้ายจากผู้แต่ง
แน่นอนว่าหนังสือ "ประวัติของเย่ชิงเหม่ย" นั้นย่อมต้องมีการปกบิด ปิดเบือนประวัติศาสตร์
ผมผู้ที่แต่งแทน คิดว่าตัวฟ่านเสียนเอง ก็คงต้องตกแต่งประวัติศาสตร์ หลายส่วนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะย่อมได้สิทธิ เป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ แต่เพียงฝ่ายเดียว
และย่อมต้องเขียน เพื่อสร้างความชอมธรรม ให้แก่ตนเองเสมอ