😁📝🤡 THE GLOVES 2020 ถุงมือเรื่องสั้น # 13 สัปดาห์ที่ 6 : 3-6 กรกฎาคม "บันทึกของคนบ้า" โดย ถุงมือภาพปริศนา 🤡📝😁

กระทู้คำถาม
แล้วก็ได้เวลา สำหรับ ถุงมือเรื่องสั้น ครับ สัปดาห์นี้ก็จัดให้ 3 เรื่อง 3 ถุงมือ ^^

เรื่องแรกนี้ เป็นแนวคนมีอาการทางจิตซึ่งหลุดโลกไปไกลสุดกู่ครับ

จิตแพทย์คนหนึ่ง อ่านบันทึกของคนไข้คนหนึ่งของเขาผู้ "สติเฟื่อง" เรื่องราวหลากหลายในบันทึกนั้น แน่ละ มันบ้าเกินกว่าจะเชื่อได้ พออ่านจบ พยาบาลผู้ช่วยก็มาเรียกตัวเขาให้ไปตรวจคนไข้คนนั้น...

ปรากฏว่า พอหมอและพยาบาลไปถึง คนไข้สติเฟื่องคนนั้น หายไปไหนก็ไม่รู้

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ???

ตามมาดูกันครับ ^^ อมยิ้ม36อมยิ้ม50

ในขณะที่อ่านบันทึกฉบับนี้ หมอคงกำลังหัวเราะด้วยอารมณ์ขบขัน เพราะนึกว่ากำลังอ่านนิยายแฟนตาซีอยู่ คำว่า คนบ้า คงผุดขึ้นมาในห้วงความคิดไม่ต่างจากคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่ผมรู้ว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ผมก็ยังอยากบอกให้ใครสักคนได้รับรู้เรื่องราวของผมอยู่ดี

    อันที่จริง ก่อนหน้านี้ผมก็เหมือนคนเดินถนนธรรมดาๆ ทั่วไป ตื่นแต่เช้า นั่งรถสาธารณะไปทำงาน ขังตัวเองอยู่ในห้องที่เรียกว่าออฟฟิศ ตีตรวนตัวเองไว้กับโต๊ะทำงาน รอเวลาให้หมดวัน และเดินทางกลับไปขังตัวเองต่อที่ห้อง ไม่สะดวกสบายมากมาย แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนขัดสนเรื่องการใช้ชีวิตสักนิด

    เป็นชีวิตที่ดูเหมือนจะธรรมดาและน่าเบื่อไปนิด แต่ก็น่าจะพอใจได้เมื่อเทียบกับอีกหลายๆ คนใช่ไหมครับหมอ ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ก็แค่จนกระทั่งถึงวันที่ผมได้บังเอิญไปอ่านบทความทางวิชาการเจ๋งๆ เข้าให้นั่นละครับ แต่หมออย่าถามเชียว ว่าเป็นบทความอะไรหรือทฤษฎีของใคร ผมไม่รู้และจำไม่ได้หรอก ก็ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์นี่ครับ

    เราไม่สามารถวัดคุณสมบัติและตำแหน่งได้อย่างแม่นยำพร้อมๆ กัน หากวัดคุณสมบัติก็ไม่อาจทราบตำแหน่งที่ถูกต้อง หากวัดตำแหน่งก็ไม่อาจทราบคุณสมบัติที่ถูกต้อง ในหนังสือไม่ได้เขียนข้อความไร้ชั้นเชิงแบบนี้หรอกนะครับ ต้องขออภัยล่วงหน้าที่อาจทำให้หมอขัดใจอยู่บ้าง ก็อย่างที่บอกไปในไม่กี่บรรทัดก่อน ผมไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ หวังว่าคงพออนุโลมกันได้นะครับ

    แค่บทความสั้นๆ แต่หมอเชื่อไหมว่ามันเวิร์ค ทันทีที่ได้อ่าน ก็คล้ายใครมาจุดดวงไฟแห่งปัญญาและการตื่นรู้ในสมองของผม มันทำให้ผมฉุกคิดถึงการใช้ชีวิตที่ผ่านๆ มาของตัวเอง เพราะยึดติดกับสถานะและตัวตน มัวแต่คิดถึงความอยู่รอด โดยการเหนี่ยวรั้งกับการเป็นพนักงานออฟฟิศไว้แน่น ผมจึงไม่สามารถหลุดจากตำแหน่งเดิม ก้าวข้ามเส้นแบ่งของเวลาได้

    ในเวลานั้นเอง ผมเริ่มปลดปล่อยตัวเองให้ข้ามพ้นสิ่งที่เรียกว่าสถานะและตัวตน ตอนนั้นเองที่ผมพบว่า ผมสามารถเป็นอะไรก็ได้

    หมอรู้ใช่ไหมครับ ว่าผมจะทำอะไรต่อไป ใช่ครับ หมอเดาถูก ผมรู้ว่าหมอคิดแบบเดียวกันกับผม พอผมเริ่มเลิกยึดติดกับตำแหน่งที่อยู่ของตัวเอง ผมก็พบว่าตัวเองสามารถไปที่ไหนก็ได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือแม้แต่อยู่ทุกที่ในเวลาเดียวกันก็ยังกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ

    ในขณะที่เพื่อนหน้าเดิมๆ กำลังเห็นผมนั่งทำงานในออฟฟิศ ผมก็กำลังแบกถุงปูนอยู่ในไซต์งานก่อสร้าง ชนชั้นสูงกำลังละเลียดตับห่านเลิศรสด้วยฝีมือการปรุงของผมที่ฝรั่งเศสในตอนนั้น และก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ผมกำลังเรียบเรียง คิดค้นทฤษฎีและนวัตกรรมใหม่ เพื่อใช้กับยานซึ่งจะถูกส่งไปสำรวจกาแลกซี่อันโดรเมด้าในอนาคตอันใกล้ที่นาซ่า

    เมื่อไม่วัดคุณสมบัติและตำแหน่ง ผมก็จะไม่เป็นอะไรสักอย่าง ไม่อยู่ที่ไหนเลยสักแห่ง และนั่นก็เท่ากับ ผมจะเป็นอะไร จะอยู่ที่ไหนก็ได้ ใช่ไหมล่ะครับหมอ แม้จะขัดสามัญสำนึกโดยทั่วไปของคนปกติ แต่ผมรู้ว่าหมอเข้าใจ

    อ่านมาถึงบรรทัดนี้ หมอคงเชื่อหมดใจว่าผมบ้าเต็มขั้นแน่ๆ ผมไม่ได้หวังจะให้หมอเชื่อสิ่งที่ผมเขียนในทันที แต่หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป หมอลองเปิดใจสักนิด เพิ่มความเชื่อเข้าไปอีกหน่อย แล้วลองก้าวข้ามผ่านสามัญสำนึกปกติที่ผ่านๆ มา หมอจะพบกับอะไรบางอย่างที่อาจไม่มีวันได้พบเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา

    สุดท้ายนี้ ผมอยากบอกหมอว่า อยู่ที่นี่ผมมีความสุขดี แต่ผมคงต้องไปแล้ว หากมีเวลาหรือวาสนา พวกเราคงได้พบกันอีกนะครับ

............................

    ผมปิดบันทึกคนไข้ในมือที่ได้อ่านมาแล้วหลายรอบ ก่อนจะโยนมันทิ้งรวมกับแฟ้มคนไข้รายอื่นบนโต๊ะทำงาน พักสายตาโดยการหลับตาและใช้นิ้วมือนวดหัวคิ้วทั้งสองเบาๆ

    “ท่าจะบ้าจริงๆ เรียกว่าบ้าจนกู่ไม่กลับแล้วแบบนี้” ผมพูดกับอากาศธาตุรอบตัว

    นึกไปถึงวันที่ได้พบกับคนไข้รายนี้เมื่อเดือนก่อน เขาอยู่ในห้องเช่าโกโรโกโส ที่ในนั้นมีเฟอร์นิเจอร์อยู่เพียงไม่กี่ชิ้น ด้วยท่านั่งขัดสมาธิไม่ไหวติง ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไร้การตอบสนอง จึงทำให้สิ่งที่รู้เกี่ยวกับเขาทั้งหมด มาจากบันทึกเล่มนี้ที่วางอยู่ข้างๆ ตัวเขาเท่านั้น

    ตั้งแต่พาเขามาที่นี่ ก็มีเรื่องน่าแปลกใจนิดหน่อย ตรงที่เขาไม่ขยับร่างกายเลยสักนิด แถมไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่นอน อีกต่างหาก แต่ร่างกายของเขาก็กลับยังเปล่งปลั่งเป็นปกติดีทุกอย่างอย่างน่าเหลือเชื่อ จนบางครั้งผมก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือจะมีเรื่องแบบนั้นอยู่จริง ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

    แน่ละ เรื่องแบบนั้นมันบ้าเกินไป และเรื่องที่บ้าเกินไป ก็มีแต่คนบ้าเข้าขั้นเท่านั้นที่จะเข้าใจ ซึ่งนั่นไม่ใช่ผมอย่างแน่นอน อาการของคนไข้ที่คิดได้ตอนนี้ ก็คงมีเพียง เขาจิตหลุด ล่องลอยเพ้อฝันอยู่ในโลกของตัวเอง จนไม่อาจกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงได้ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ส่วนเรื่องที่ไม่กินไม่ดื่ม ก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องที่ยังทำความเข้าใจไม่ได้ต่อไปตามหลักวิทยาศาสตร์

    คิดอะไรเพลินๆ ก็ได้ยินเสียงเคาะประตู หันไปมองก็พบว่าเป็นพยาบาลที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

    “ได้เวลาตรวจคนไข้ห้องสี่ศูนย์สองแล้วค่ะ หมอ”

    เสียงหวานๆ ของเธอ ทำให้ผมต้องชำเลืองมองนาฬิกาบนผนังห้อง ใกล้ถึงเวลาตรวจอาการรอบเที่ยงแล้ว พยักหน้าให้ หยิบจับอะไรนิดหน่อย แล้วก็เดินตามกันออกมาเพื่อไปหาคนไข้ห้องสี่ศูนย์สอง ซึ่งก็คือคนที่เขียนบันทึกพิลึกโลก ที่ผมเพิ่งอ่านไปเมื่อสักครู่นี้นี่เอง

    “วันนี้อาการคนไข้เป็นอย่างไรบ้างครับ”

    “ก็เหมือนวันก่อนๆ ค่ะ ไม่ขยับ ไม่กิน ไม่ดื่ม”

    ผมถามพยาบาลสาวสวยไปอย่างนั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะได้รับคำตอบอย่างไร แต่บางที การปฏิสัมพันธ์แบบนี้ก็ต้องมีบ้าง

    เราเดินกันต่อไปเงียบๆ หลังจากนั้น จนถึงหน้าห้องสี่ศูนย์สอง น้องพยาบาลเคาะประตูสองสามครั้งตามมารยาทที่ดีแล้วจึงเปิดประตู เมื่อเธอเดินผ่านพ้นประตูห้องเข้าไป ผมจึงก้าวขาตามเข้าไปบ้าง แต่แล้วก็ต้องพบกับความประหลาดใจ ที่ในห้องว่างเปล่า ทั้งๆ ที่มันควรจะมีร่างหนึ่งนั่งขัดสมาธินิ่งอยู่อย่างเช่นทุกวัน

    “หมอคะ คนไข้ คนไข้หายไปไหน”

    แววตาและท่าทางประหลาดใจระคนตกใจของเธอ ทำให้ผมเริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมาบ้าง สมองพยายามนึกถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดที่อาจเกิดขึ้น สวนหย่อมหน้าโรงพยาบาล ห้องน้ำ ห้องตรวจไข้ หรือว่าจะมีญาติมาพาเขากลับบ้านไปแล้ว

    ไม่หรอก ไม่มีทางเป็นไปได้ ก็ผมเป็นเจ้าของไข้ ไม่มีทางที่ผมจะไม่รู้หรอก

    แล้วเขาหายไปไหน หายไปได้อย่างไรกันล่ะ

    เสี้ยววินาทีนั้น ข้อความจากบันทึกที่เพิ่งอ่านไปเมื่อสักครู่ก็แล่นเข้ามาในหัวสมอง คล้ายประกายไฟจากการสปาร์คของเครื่องยนต์ ก่อนที่มันจะค่อยๆ ลุกลามขยายใหญ่จนอาบไปทั่วห้องแห่งมโนสำนึก

    “หมอคะ หมอ”

    เสียงพยาบาลสาวสวยที่เรียกไม่ขาดปากค่อยๆ เบาบางจนเงียบหายไป ภาพรอบกายเลือนหายกลายเป็นสีขาวทั่วถึง แล้วเงาร่างหนึ่งก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นมาท่ามกลางความเจิดจ้า

    “ผมรู้อยู่แล้วว่าหมอต้องเข้าใจ ยินดีต้อนรับสู่โลกอีกใบครับ”

......................................................

    ผมปิดบันทึกคนไข้ในมือ และโยนมันรวมเอาไว้กับบันทึกอื่นๆ ถอดแว่นตาวางไว้บนโต๊ะทำงาน เอนหลังไปกับพนักพิงเก้าอี้เพื่อคลายความเมื่อยล้า

    คนไข้ห้องสี่ศูนย์สองเคยเป็นหมอของที่นี่มาก่อน ไม่มีประวัติการป่วยไข้ใดๆ เป็นพิเศษ โดยเฉพาะไม่เคยมีอาการทางจิตเภท จู่ๆ วันหนึ่งที่เขาไปตรวจคนไข้คนก่อนที่ห้องนั้น เขาก็นิ่งจนกลายเป็นไร้ความรู้สึกไปเสียเฉยๆ

    ไม่มีใครที่นี่เคยเห็นหมอผู้นั้นขยับเคลื่อนไหวตั้งแต่วันนั้น ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่เข้าห้องน้ำ ดังนั้น นอกจากข้อมูลและประวัติที่ได้จากคนรอบข้างแล้ว ก็ไม่อาจทราบอะไรอื่นจากเจ้าตัวเอง

    “เรื่องแบบนี้มันมีจริงด้วยหรือนี่ ท่าจะบ้า” ผมพูดกับอากาศธาตุรอบตัว ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหลียวมองไปทางนาฬิกาติดผนัง ก็พอดีกับได้ยินเสียงเคาะประตูจากภายนอกห้อง

    “ได้เวลาตรวจคนไข้ที่ห้องสี่ศูนย์สองแล้วค่ะ หมอ”

/// จบ ///


รายชื่อให้เลือกตอบครับ
1. Chi River
2. Christian Trevelyan Grey
3. KTHc
4. Ladylongleg - 2326325 (คุณเล็ก)
5. Lady Star 919
6. Psycho G
7. ruennara
8. Soul Master
9. TOSHARE - 5212378
10. WANG JIE (กรรมการ)
11. แจ๊คในสวนถั่ว
12. ดินสอสีน้ำ
13. นลินมณี
14. ป้ามล - 3650985
15. ยัยตัวร้ายมุกอันดา
16. รัชต์สารินท์
17. ลุงแผน
18. ลูนาติก
19. วนิล - 3188982
20. ส.สัตยา
21. สวนดอก
22. สิงห์ริมถนน 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่