น่านเหนือในหน้าฝน กับคนเดินทาง ด้วยจักรยานทัวร์ริ่ง


              อมยิ้ม01 สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิป วันนี้ผมมีเรื่องรามการเดินทางท่องเที่ยวด้วยจักรยานทัวร์ริ่งมาฝากกันอีกแล้วนะครับ หลังจากทริปปั่นเดี่ยวเที่ยวหลวงพระบางที่ผมไปมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ต้นปีที่ผ่านมา ก็เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องเก็บตัวตัวกับบ้านมานานหลายเดือน ไอ้ความที่อยากจะออกทริปอยู่เรื่อยๆ ก็ต้องอดทน ทนรอเวลา และแล้ว วันนี้ก็มาถึง วันที่สถานการณ์ผ่อนคลาย การท่องเที่ยวเริ่มกลับมา หลังจากที่ทนกันมานาน

          เดือนกรกฎาคม 2563 มาตรการคลายล็อกของทางภาครัฐ จึงทำให้เกิดทริปนี้ แต่ว่าหน้าฝนแบบนี้ ที่ไหนในเมืองไทยดีล่ะ  ที่ไหนเหมาะกับจักรยานเส้นทางสวยๆ อากาศดีๆ บรรยากาศแจ่มๆ คนไม่พลุกพล่านแออัด.... 
เพี้ยนหืมหลังจากปรึกษาหารือกันในกลุ่ม สรุป ไปน่านกันดีกว่า เริ่มปั่นจาก อ.ปัว ขึ้นดอยภูคา ลงบ่อเกลือ ปั่นไปเรื่อย สำรวจเส้นทางให้ไปถึงห้วยโก๋นเลย  ใจจริงอยากจะปั่นเป็นวงกลม วนกลับมาที่ อ.ปัว  แต่ลางานได้เท่านี้จริงๆ ด้วยเวลาที่มีจำกัด โปรแกรมจึงถูกวางให้จบวันสุดท้ายที่ ห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ นั้นเอง

                เม่านักช้อปมาคราวนี้ มีเพื่อนที่ร่วมทริปไปด้วยกันอีก 3 คน รวมผมเป็น 4 คน  ทุกคนล้วนแต่ถูกจองจำมาในช่วงโควิดกันหมด มาคราวนี้เหมือนออกจากคุก โดนปลดปล่อยให้เป็นอิสรภาพ ความอึดอัดจึงต้องถูกนำมาระบาย ที่น่านไง 
                      อมยิ้ม44และนี่คือโฉมหน้าผู้ร่วมชะตากรรมในทริปนี้ครับ จากซ้ายไปขวา เสือต้อม (เสื้อดำ) เสือเบิร์ด เสื้อแดง)
เสือเอ (เสื้อเทา ตัวผมเจ้าของกระทู้ครับ) และพี่บุญมี (เสื้อฟ้า)ครับ
                 กำหนดการเดินทาง ถูกกำหนดขึ้น ระหว่าง วันที่18-21 ก.ค.63  ซึงก็เป็นช่วงหน้าฝนพอดี ป่าไม้คงเขียวขจี ในนาข้าวก็คงเขียวเช่นกัน  “ จ.น่าน เขาว่ากันว่า หน้าฝนน่าเที่ยวที่สุด...จริงไหม” เดี๋ยวรู้กัน

                        พวกเราได้รับการบริการจากน้องที่ปั่นจักรยานในกลุ่ม ชื่อเสือซัง ขับรถกระบะมาส่งพวกเราที่ อ.ปัว เสร็จแล้ว เสือซังก็จะปลีกตัวไปร่อนเร่ไปเที่ยวที่ต่างๆ ใน จ.น่าน ก่อนจะมารอรับเรากลับในวันสุดท้าย ที่ด่านชายแดนห้วยโก๋น อ.เฉลิมพระเกียรติ 

    เม่าออกรถวันศุกร์ที่ 17 ก.ค.63 เวลา 12.00 น. พวกเราออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เวลา 22.00 น.ถึง อ.ปัว จ.น่าน
คืนนี้ พวกเราอาศัยนอนกันที่บ้านญาติของเพื่อนรุ่นน้องที่ทำงานเดียวกับผม ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีครับ ยังไงก็ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาศนี้อีกครั้งนะครับ  บ้านสมัยใหม่ ใหญ่โตกว้างขาว เจ้าบ้านน้ำใจงาม เลือกเอาใครอยากจะนอนมุมไหน
เสือเบิร์ด ชอบธรรมชาติ ขอระเบียงชมวิวล่ะกัน
ผมกับพวกที่เหลือ ขอนอนในบ้านครับ 
เช้าๆตื่นขึ้นมา ตรงที่เสือเบิร์ดนอน วิวระเบียงสวยงามมากครับ
พาพันปั่นจักรยานเช้าวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.63 วันแรกของการเดินทาง ( 39 กม.) 
พวกเราตื่นแต่เช้า ทำกิจส่วนตัว แล้วเก็บข้าวของ  ออกเดินทางทันที จากบ้านพักเราปั่นเข้าเมืองปัวไปอีก 6 กม. ก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนสาย อ.ปัว – อ.บ่อเกลือ ผ่านวัดพระธาตุเบ็งสกัด แวะถ่ายรูปกับกำแพงเมืองเวียงวรนครหรือเมืองพลัวเป็นปฐมฤกษ์ก่อนออกเดินทางอย่างเป็นทางการ
เรามุ่งหน้าเข้าสู่ถนน อ.ปัว – อ.บ่อเกลือ (1256) ทันที เป้าหมายของเราในวันนี้คือลานดูดาว อช.ภูคา 
ซึ่งตามโปรแกรมที่กำหนดมาในทริปนี้ วันแรกที่ปั่นขึ้นดอยภูคาคงจะหนักสุดแล้วล่ะ 
ระหว่างทางก่อนขึ้นดอยภูคา พวกเราไม่ลืมที่จะหาอาหารตามสั่งริมทางกินเพื่อเติมพลังกัน  


                       09.00 น. พ้นเขตเทศบาลเมืองปัว เส้นทางสองข้างทางมองเห็นนาขาวเขียวขจีแลดุสวยงามยิ่งนัก ขนาดยังไม่ได้ขึ้นเขาไปเห็นนาขั้นบันได ยังงามขนาดนี้แล้ว ไกลตาเห็นทิวเขาทอดยาวคลอเคลียด้วยสายหมอก ช่วงนี้ฝนตกไม่ขาดช่วงแทบจะทุกคืน อากาศยังสบายๆ ไม่มีแดด แม้จะเป็นช่วงสายเก้าโมงแล้วก็ตาม ชาวบ้านหลายคนช่วยกันดำนาตามแปลงต่างๆ ถ้าพูดถึงปัว หลายคนนึกถึงนาข้าวในหน้าฝน  ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ครับ
 

                    พวกเราปั่นผ่านหลายต่อหลายหมู่บ้าน ปั่นกันไปเรื่อยๆ ถนนลาดยังอย่างดี รถรามีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ก็มีแต่รถชาวบ้านในพื้นที่ ที่วิ่งกันตามถนน ทั้งมอเตอร์ไซด์ รถกระบะต่างๆ ผมพยายามซึมซับบรรยากาศให้ได้มากที่สุด เสียงเพลงเบาๆที่ดังมาจากลำโพงที่ติดกับแฮนด์จักรยานทำให้รสชาติในการเสพบรรยากาศดูเพลิดเพลินยิ่งขึ้น

               ไม่นานนัก พอข้ามสะพานลำน้ำย่อเราก็เริ่มขึ้นเนินเผชิญเขาทันที เสียงสับเกียร์จักรยานค่อยๆดังออกมาจากแต่ละคัน ช่วงนี้ยังแค่เนินซึมๆครับ พอได้ออกแรงกันบ้าง  ซักพักก็ไหลลงมายังสะพานข้ามลำน้ำขว้างบ้านนาแล ก่อนจะขึ้นเนินกันต่อไป

                      ซึ่งต่อจากนี้ไปล่ะครับ สนุก ทางมีแต่ขึ้น ขึ้น ขึ้น ขึ้นอย่างเดียว เหงื่อเป็นเม็ดๆ ออกมาท่วมกาย ขาก็ซอยบันไดจักรยานไปเรื่อยๆ
เสือเบิร์ดขาแรงในกลุ่ม รั้งหลังให้พวกเรา  เพื่อให้จะได้ไปพร้อมๆกัน แต่ถ้าลองให้แกปั่นนำ รับรองไม่เห็นหลังครับ 
               พี่บุญมีดูจะมีความสุขมาก เสียงหัวเราะ เสียงตะโกน ดังออกมาเป็นระยะ ในกลางป่ากลางเขาเช่นนี้ ก็คงมีแต่กลุ่มเราล่ะครับ ที่มาบ้าปั่นจักรยานขึ้นดอยให้เหนื่อยกันอยู่ แต่ว่ามันคือความสุขครับ สุขมันมาหมดครับ ทั้งสุขใจ และสุขภาพ แต่อาจจะไม่สุขสบายก็แค่นั้นเองครับ
                ไม่นานเราก็มาถึงโค้งพับผ้า หักไปหักมาเสมือนผ้าที่พับไว้ เสือเบิร์ดเริ่มซอยหนีไป พี่บุญมีตามไปติดๆ  ผมกับเสือต้อมก็ยังคลานต้วมเตี้ยมกันไปเรื่อยๆ ช่วงนี้รถยนต์นักท่องเที่ยวเริ่มวิ่งขึ้นดอยภูคากันมากขึ้น พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวังครับ แถมยังเจอแมลงวี่หรือแมลงอะไรก็ไม่รู้ มันชอบบินมาตอมหน้าตอมตา ปั่นไป ต้องใช้มือปัดไล่มันไปเรื่อย เหมือนมันมาตอมเหงื่อบนใบหน้าครับ พ้นจากโค้งพับผ้ามาไม่นาน เห็น เสือเบิร์ดกับพี่บุญมี จอดรออยู่โดยมีรถมอเตอร์ไซด์ขายไอศรีมจอดอยู่ด้วย ผมเห็นรถไอครีมขับทักทายตอนที่ผ่านผมมาแล้วเห็นแกชูนิ้งโป้งให้ บอกเยี่ยมๆ  ก็ไม่คิดอะไร เพราะปกติเวลาปั่นทัวร์ริ้งท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ก็จะเจอคนให้กำลังใจแบบนี้เป็นประจำอยู่แล้ว     
 พวกเราจอดแวะพักกินไอศรีมกัน พร้อมพูดคุยกับคนขายไอศรีม  จึงรู้ว่าแกเป็นสิงห์นักปั่นทัวร์ริ่งคนหนึ่งเหมือนกัน แกซื่อ ลุงนิด อายุ 60 กว่าๆ แล้วครับ....เอ้า  เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์แล้วซิ  แกบอกแกใช้จักรยานRITอยู่ ...แหม แบรนด์ดังเสียด้วย ว่างๆแกก็ปั่นจักรยานไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่ตลอด แถมแกยังมีน้ำใจ ถามว่าพรุ้งนี้ พวกเรานอนไหนกัน แกจะติดเสบียงมาฝาก  เพราะแกมาขายถึงบ้านสะปันทุกวัน พวกเราพูดคุยกันอย่างถูกคอ แกมีความรู้เรื่องจักรยานเยอะนะครับ ไม่ธรรมดาเลยลุงนี่ ก่อนที่พวกเราจะจากลาก็ได้แลกเฟสฯกันไว้ ได้เพื่อนใหม่อีกหนึ่งคนแล้วเรา

พวกเราออกปั่นต่อไป ไต่เขากันมาเรื่อยๆจนมาถึงบ้านแจลงพัฒนา แวะพักศาลาริมทางตรงทางเข้าหมู่บ้าน 
เพี้ยนกินมาม่า
                    ได้เวลาอาหารกลางวันแระ  ครัวเคลื่อนที่กับการต้มมาม่าใส่ปลากระป๋อง เสริมด้วยข้าวเหนียวไก่ทอดของเสือต้อม ถูกนำมาเติมพลังในตอนนี้ เสียงหัวเราะพูดคุยดังกันทั่วศาลา บ่งบอกถึงความสนุกสนานและความชื่นชอบที่จากบ้านมาตกระกำลำบาก 5555++  ศาลาแห่งนี้ดีแฮะ ใช้บังแดดบังฝนให้กับคนเดินทางพักจร แถมยังมีก๊อกน้ำประปาภูเขาที่อยู่ข้างๆศาลาให้ใช้ล้างถ้วยล้างชาม ล้างหน้าล้างตากันอีกด้วย

            เสร็จกิจ พวกเราก็เดินทางกันต่อ หนทางข้างหน้าก็ยังคงเป็นเขา ที่ยังคงความชันมิมีเปลี่ยนแปลง
หลังจากหลุดความชันมาก็ไหลลงยาวเข้าสู่เส้นทางลอยฟ้า สองข้างทางเห็นทิวทัศน์สวยงาม ทิวเขาเมืองน่านถ้าไม่ใช่ป่าก็จะเป็นนาข้าวหรือแปลงข้าวโพด อากาศเย็นสบาย โดยเฉพาะช่วงไหลลงนี่ สายลมพัดกระทบผิวกายแสนสะท้านจริงๆ 

                นานาจักรยานพวกเราเริ่มปั่นกระจัดกระจายกันไปแระ ไม่สามารถเกาะกลุ่มกันได้ แต่ก็รู้กันครับ ว่าคนข้างหน้าเดี๋ยวเขาก็ไปรอเรา ตามจุดต่างๆ ไอ้ผมเองก็ปั่นประคองตัวไปเรื่อยๆ ตรงไหนวิวสวยอาศัยแวะจอดพักถ่ายรูปไปในตัว ส่วนเสือต้อมเองก็ปั่นรั้งหลังมากับผมตลอด
 
               ผมก้มหน้าก้มตางัดดอยจนมาถึงพระสถูปเจดีย์สมเด็จพระมหามุนีศรีภูคา ก็เห็นเสือเบิร์ดกับพี่บุญมีมาดักรออยู่  พอผมลงจากอานจักรยานเท่านั้นแหละ ตะคริวก็เริ่มเข้ามาถามหาเลย ผมลงมายืดขายืดแข้งสกัดดักตะคริวไว้ก่อน สงสัยงานจะเข้า 
                 พวกเราแวะพักเหนื่อยที่บริเวณพระสถูปเจดีย์ฯกันพักใหญ่ ก่อนออกปั่นกันต่อ แต่ก็คงยังต้องงัดเนินกันอีก จนในที่สุดก็ไหลลงมาถึงทางเข้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติภูคาในเวลาประมาณบ่ายสองโมง 
                พวกเราแวะเก็บภาพกับป้ายหน้าทางเข้าอุทยานฯ ก่อนที่จะไหลลงเขายาวเลยทีนี้ 

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่