เรื่องเกิดมาสักประมาณเกือบ 1 ปี ได้ค่ะ
วันนั้นเรา 2 คน คือ แม่ลูกออกไปทำธุระตามปกติ แม่ได้พูดกับเราว่า ' แม่เหมือนหน้ามืดไม่ค่อยสบายยังไม่รู้ และเจ็บที่ขาเหมือนมีอะไรมาขีดข่วนให้เจ็บแสบ' ในระหว่างการเดินทางไปทำธุระ เราก็เลยตัดสินใจรีบทำธุระและกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านได้ยินแม่บ่นพรึมพร่ำอะไรสักอย่างน้ำเย็นและเจ็บแสบที่ขา และเดินออกจากบ้าน เพื่อไปหาซื้อน้ำหวานเย็นๆอย่างที่พรึมพร่ำไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ร้านขายของชำก็ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก เพราะเราไม่ได้ตั้งใจฟังอะไรและเก็บของสัมภาระทุกอย่างที่หอบหิ้วมา สักพักใหญ่ มีป้าคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ในซอยถัดไปออกมาเห็นแม่ร้องตะโกนเสียงดัง ให้มาช่วยหน่อยเร็วมีคนเป็นลม ร้องเรียกถึงสองครั้งและเรียกคนในบ้านเราให้มาช่วยพยุงเข้าบ้าน เราจึงวิ่งออกไปโดยไม่ได้ใส่รองเท้าและเห็นแม่นั่งอยู่ข้างเสาป้ายบอกซอย พึ่งมี 50/6 ตรงหัวมุม ยังเดินไปไม่ถึงร้านของชำเลย ถ้าเดินก็อีก 3 - 4 ก้าวเท่านั้น ก็เลยพยุงแม่ขึ้นมายืน
แม่บอกว่า ' แม่ไหวแค่หน้ามืด มันเจ็บที่ขาก้มลงไปดูสักหน่อยว่าเจ็บอะไรหนักหนาและจะเอามือลูบขาบริเวณที่เจ็บสักหน่อย ก็หน้ามืดไปซะงั้น '
เราพูดว่า ' ก็รู้ว่ามีอาการอย่างนี้ยังจะออกมาอีก '
แม่พูดว่า ' ก็ตอนที่ออกมามันรู้สึกดีขึ้นนะสิ ก็เลยจะเดินไปซื้อของนะสักหน่อย'
เรากับยืนคุยกันอยู่ตรงเสาป้ายบอกซอยนั้นไม่ถึง 5 นาที รถกระบะติดตั้ง-ล้างแอร์ ขายกล้องวงจรปิดตรงข้ามบ้าน หักเลียวพุงตัวรถตั้งตรงบริเวณหน้าร้านขายของชำ เพื่อจะเข้าจอดรถเข้าบ้าน แต่ขอประทานโทษค่ะ หักเลียวไม่พ้นเข้าบ้าน แต่มันเกือบเฉียวแม่กับเราไปแล้ว ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัดถ้าตอนนั้นเราไม่พยุงแม่ขึ้นมายืนก่อนก็คงได้นอนเล่นๆอยู่ใต้ท้องรถไปแล้ว ถ้าเรากับแม่ไม่ยืนตรงนั้นอย่าจะชนเสาป้ายบอกซอยเต็มๆรถก็ได้ เพราะดูยังไงการหักเลียวเข้าจอดรถมันไม่พ้นเลยจริงๆ แต่กระนั้นจะไม่ให้โมโหหรือเจ็บแค้นได้ยังไง เมื่อเรามองไปข้างในรถกระบะคันนั้นติดกระใส เห็นผู้ชายสองคนที่อยู่ข้างในรถหัวเราะกัน อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ไม่ลงมาดูสิ่งที่ตนเองทำ ไม่ลงมาขอโทษสักคำถึงแม้เจตนาหรือไม่ก็ตาม เรากัดฟันโกรธมากพาแม่เข้าบ้าน ด้วยความโมโหและโกรธมากเลยระเบิดคำด่าสารพัดออกไปโดยไม่สนใจว่าใครจะได้ยินไม่ได้ยินก็ช่างด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เป็นแม่ใครใครก็รัก เรามีแม่อยู่คนเดียว เจ้าของบ้านหลังนั้นหรือหัวหน้างานอะไรก็ช่างไม่มีคำกล่าวขอโทษหรือรับผิดชอบหรือแสดงความรู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นก็เริ่มมีวัยรุ่นย้ายมาอยู่แถวบ้านผิดปกติ ช่วงประมาณ 19.00 น. และ 23.00 น. เป็นต้นไป จะมีกลุ่มวันรุ่นมานั่งเป็นกลุ่มหรือสังสรรค์ยามวิกาล บ่อยครั้งเริ่มจะบิดเครื่องยนต์ให้เกิดเสียงดังบ่อยครั้ง เป็นต้น และวันหนึ่งเป็นช่วงกลางคืนเรายืนล้างจานหน้าบ้าน คาดว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่บ้านตรงข้ามขับรถมอเตอร์ไซค์มาจอดตรงที่เคยเกิดเรื่อง ได้เอยปากลอยกับเพื่อนในกลุ่มว่า 'เอาเปล่า รออยู่นะ' เราได้ยินดังนั้นจึงรีบฮึดแอบดูว่าลักษณะท่าทางของกลุ่มวัยรุ่นนักเลงนั้นมีอะไรเด่นให้จำได้บ้าง พอจดจำได้บางนิดหน่อยก็เดินเข้าบ้าน และอีกครั้งกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดิม ได้เอยลอยๆ อีกครั้ง ' เอาไหมๆ' เราก็จำขึ้นใจแต่ก็ไม่โพรงพราง เราอยากทราบว่าจะเอาความผิดได้ไหม และไม่ได้แจ้งความตั้งแต่ตอนนั้น โกรธมากขาดสติ คิดไม่ถึงเรื่องแจ้ง ทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ ท่านใดทราบช่วยแนะนำหน่อยค่ะ นับวันสังคมยิ่งแย่ อยู่ตรงข้ามกันแท้ๆทั้งที่ไม่เคยคุยกันอะไรทั้งนั้น เขาเพิ่งย้ายบ้านมาอยู่แถวบ้านเราแท้ๆ ไม่เท่าไรออกลายเสือลายพรางให้เห็นแล้ว
รถกระบะติดตั้ง ล้างแอร์ ขายแอร์ กล้องวงจรปิด ตรงข้ามบ้าน พนักงานขับรถกระบะเฉียดเฉียวแม่ทำอย่างไรดีค่ะ
วันนั้นเรา 2 คน คือ แม่ลูกออกไปทำธุระตามปกติ แม่ได้พูดกับเราว่า ' แม่เหมือนหน้ามืดไม่ค่อยสบายยังไม่รู้ และเจ็บที่ขาเหมือนมีอะไรมาขีดข่วนให้เจ็บแสบ' ในระหว่างการเดินทางไปทำธุระ เราก็เลยตัดสินใจรีบทำธุระและกลับบ้าน เมื่อถึงบ้านได้ยินแม่บ่นพรึมพร่ำอะไรสักอย่างน้ำเย็นและเจ็บแสบที่ขา และเดินออกจากบ้าน เพื่อไปหาซื้อน้ำหวานเย็นๆอย่างที่พรึมพร่ำไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ร้านขายของชำก็ไม่ได้อยู่ไกลกันมาก เพราะเราไม่ได้ตั้งใจฟังอะไรและเก็บของสัมภาระทุกอย่างที่หอบหิ้วมา สักพักใหญ่ มีป้าคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ในซอยถัดไปออกมาเห็นแม่ร้องตะโกนเสียงดัง ให้มาช่วยหน่อยเร็วมีคนเป็นลม ร้องเรียกถึงสองครั้งและเรียกคนในบ้านเราให้มาช่วยพยุงเข้าบ้าน เราจึงวิ่งออกไปโดยไม่ได้ใส่รองเท้าและเห็นแม่นั่งอยู่ข้างเสาป้ายบอกซอย พึ่งมี 50/6 ตรงหัวมุม ยังเดินไปไม่ถึงร้านของชำเลย ถ้าเดินก็อีก 3 - 4 ก้าวเท่านั้น ก็เลยพยุงแม่ขึ้นมายืน
แม่บอกว่า ' แม่ไหวแค่หน้ามืด มันเจ็บที่ขาก้มลงไปดูสักหน่อยว่าเจ็บอะไรหนักหนาและจะเอามือลูบขาบริเวณที่เจ็บสักหน่อย ก็หน้ามืดไปซะงั้น '
เราพูดว่า ' ก็รู้ว่ามีอาการอย่างนี้ยังจะออกมาอีก '
แม่พูดว่า ' ก็ตอนที่ออกมามันรู้สึกดีขึ้นนะสิ ก็เลยจะเดินไปซื้อของนะสักหน่อย'
เรากับยืนคุยกันอยู่ตรงเสาป้ายบอกซอยนั้นไม่ถึง 5 นาที รถกระบะติดตั้ง-ล้างแอร์ ขายกล้องวงจรปิดตรงข้ามบ้าน หักเลียวพุงตัวรถตั้งตรงบริเวณหน้าร้านขายของชำ เพื่อจะเข้าจอดรถเข้าบ้าน แต่ขอประทานโทษค่ะ หักเลียวไม่พ้นเข้าบ้าน แต่มันเกือบเฉียวแม่กับเราไปแล้ว ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งไม้บรรทัดถ้าตอนนั้นเราไม่พยุงแม่ขึ้นมายืนก่อนก็คงได้นอนเล่นๆอยู่ใต้ท้องรถไปแล้ว ถ้าเรากับแม่ไม่ยืนตรงนั้นอย่าจะชนเสาป้ายบอกซอยเต็มๆรถก็ได้ เพราะดูยังไงการหักเลียวเข้าจอดรถมันไม่พ้นเลยจริงๆ แต่กระนั้นจะไม่ให้โมโหหรือเจ็บแค้นได้ยังไง เมื่อเรามองไปข้างในรถกระบะคันนั้นติดกระใส เห็นผู้ชายสองคนที่อยู่ข้างในรถหัวเราะกัน อย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย ไม่ลงมาดูสิ่งที่ตนเองทำ ไม่ลงมาขอโทษสักคำถึงแม้เจตนาหรือไม่ก็ตาม เรากัดฟันโกรธมากพาแม่เข้าบ้าน ด้วยความโมโหและโกรธมากเลยระเบิดคำด่าสารพัดออกไปโดยไม่สนใจว่าใครจะได้ยินไม่ได้ยินก็ช่างด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เป็นแม่ใครใครก็รัก เรามีแม่อยู่คนเดียว เจ้าของบ้านหลังนั้นหรือหัวหน้างานอะไรก็ช่างไม่มีคำกล่าวขอโทษหรือรับผิดชอบหรือแสดงความรู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นก็เริ่มมีวัยรุ่นย้ายมาอยู่แถวบ้านผิดปกติ ช่วงประมาณ 19.00 น. และ 23.00 น. เป็นต้นไป จะมีกลุ่มวันรุ่นมานั่งเป็นกลุ่มหรือสังสรรค์ยามวิกาล บ่อยครั้งเริ่มจะบิดเครื่องยนต์ให้เกิดเสียงดังบ่อยครั้ง เป็นต้น และวันหนึ่งเป็นช่วงกลางคืนเรายืนล้างจานหน้าบ้าน คาดว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่บ้านตรงข้ามขับรถมอเตอร์ไซค์มาจอดตรงที่เคยเกิดเรื่อง ได้เอยปากลอยกับเพื่อนในกลุ่มว่า 'เอาเปล่า รออยู่นะ' เราได้ยินดังนั้นจึงรีบฮึดแอบดูว่าลักษณะท่าทางของกลุ่มวัยรุ่นนักเลงนั้นมีอะไรเด่นให้จำได้บ้าง พอจดจำได้บางนิดหน่อยก็เดินเข้าบ้าน และอีกครั้งกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดิม ได้เอยลอยๆ อีกครั้ง ' เอาไหมๆ' เราก็จำขึ้นใจแต่ก็ไม่โพรงพราง เราอยากทราบว่าจะเอาความผิดได้ไหม และไม่ได้แจ้งความตั้งแต่ตอนนั้น โกรธมากขาดสติ คิดไม่ถึงเรื่องแจ้ง ทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ ท่านใดทราบช่วยแนะนำหน่อยค่ะ นับวันสังคมยิ่งแย่ อยู่ตรงข้ามกันแท้ๆทั้งที่ไม่เคยคุยกันอะไรทั้งนั้น เขาเพิ่งย้ายบ้านมาอยู่แถวบ้านเราแท้ๆ ไม่เท่าไรออกลายเสือลายพรางให้เห็นแล้ว