(ขอบอกก่อนเลยนะคะว่าเราเป็นคนที่เขียนเล่าการเดินทางยาวมากก ใครขี้เกียจอ่านก็เลื่อนดูรูปเฉยๆก็ได้นะคะ5555)
**เดินทางเมื่อเดือนกค. ปีที่แล้วนะคะ
ห่างหายจากการไปเที่ยวต่างประเทศมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมืองโอซาก้าและเกียวโต ส่วนที่มาที่ไปของการเที่ยวครั้งนี้เริ่มจากการมีปิดเทอมที่น้อยเพียง7วัน จึงต้องตัดสินใจไปเที่ยวในเวลาที่จำกัด วางแผนเที่ยวและจองตั๋วเครื่องบินภายใน 7 วันก่อนวันเดินทาง น่าเสียดายที่ครั้งนี้เราไม่ได้มีโอกาสวางแผนเที่ยวมากนักเพราะอยู่ในช่วงสอบ งานนี้เพื่อนเราอีกคนเลยเป็นคนทำหน้าที่วางแพลนเที่ยวให้ ทริปนี้จะเรียกว่าทริปฉุกเฉินก็ได้
เพราะฉุกเฉินจริงๆ สอบเสร็จสี่โมงเย็น ก็ต้องไปขึ้นเครื่องบินคืนนี้แล้ว
และเพราะฉุกเฉินจริงๆ อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้ว
เดินทางมาถึงสนามบินคันไซ เรากับเพื่อนก็เดินหาร้านขายบัตร JR Pass
เพื่อซื้อบัตร Icoca เป็นบัตรเติมเงิน ไปถึงเจ้าหน้าที่ก็จะขอพาสพอร์ตเราไปดูด้วยก่อนซื้อ บัตรที่ได้มามีให้เลือกสามลายตอนเราไปตอนนั้นก็มีลายคิตตี้ด้วยนะ
-ค่าบัตรIcoca Haruka 2000 เยน -มีเงินอยู่ในนั้น 1500 เยน
-มัดจำอีก 500 เยน และเติมเงินค่าโดยสารตามจำนวนที่เราต้องการ
หลังจากซื้อบัตรโดยสารและตั๋วไป-กลับระหว่าง Airport กับ Shin Osaka
เป็นราคาทั้งหมด 4600 เยนเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถไฟจากสนามบินไปสถานี Shin Osaka เพื่อเอาของไปเก็บที่พัก
รถไฟมาจอดรอที่ชานชาลามาแล้ว
ตั๋วที่เราซื้อมาเป็นแบบ non reserved เราต้องเข้าแถวให้ตรงกับช่อง non-reserved ด้วย
ไม่อย่างงั้นพนักงานก็จะบอกให้เราไปเข้าให้ถูกช่องอยู่ดี
เข้ามาข้างในก็เห็นความสะอาดและการออกแบบให้ที่ทันสมัยแต่ดูแล้วเรียบง่ายของรถไฟที่นี่
ภายในรถไฟมีที่เก็บสัมภาระเอาไว้ให้สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวจากสนามบินที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
ประตูเปิด-ปิด อัตโนมัติ
อีกฟากหนึ่งของขบวนรถไฟเป็นห้องน้ำซึ่งจะแบ่งเป็นสองฟากคือถ้าหันหน้าไปข้างหลังรถไฟฝั่งซ้ายของมือจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งขวามือเป็นอ่างล้างมือ
เมื่อรถไฟออกไปสักพักก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเดินตรวจเช็คตั๋วรถไฟ
เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับรถไฟกับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเค้าบอกว่าอยากให้การโดยสารรถไฟเป็นการท่องเที่ยวไปด้วยในตัว ด้วยคอนเสปนี้เองทำให้มีการออกแบบภายนอกให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะขบวนใครเห็นก็อยากขึ้นมาให้รู้ว่าข้างในจะเป็นอย่างไร
ออกแบบภายในรถไฟที่สวยงามนั่งสบาย เมื่อที่นั่งสบายคนนั่งก็มีอารมณ์มองออกไปดูวิวนอกหน้าต่างเห็นทิวทัศน์บ้านเมืองเพลิดเพลินเหมือนได้ท่องเที่ยวไปด้วยนั่นเอง
พวกเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีจากสนามบินคันไซก็ถึงแล้วสถานี Shin Osaka สถานีใหญ่ประกอบไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ดูป้ายทางออกดีๆล่ะ อย่างตอนนั้นเรากับเพื่อนก็ใช้เวลาหาทางออกเกือบ 20 นาที
นึกแล้วก็ตลก การหลงทางเวลาไปเที่ยวมันกลายเป็นเรื่องปกติของเราไปแล้วสินะ
พวกเราใช้เวลาเดินไปสถานีประมาณ 10 นาทีก็ถึงโรงแรม Via inn shin Osaka west
ชั้น reception อยู่ชั้นสอง พนักงานต้อนรับดูแลดี ก่อนหน้านี้เรากดจองห้องผิด เผลอไปกดจองห้อง smoking ตอนนั้นเราเลยโทรมาขอเปลี่ยนเป็น non smoking พนักงานที่รับสายก็เปลี่ยนให้ โดยเราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ พนักงานที่คุยกับเราพูดฟังชัดเจน ทำให้การสื่อสารไม่มีปัญหา
เราเลยรู้สึกประทับใจตั้งแต่ก่อนมาแล้ว
ในห้องขนาดไม่ใหญ่มาก เตียงที่เลือกไว้สำหรับนอนสองคนค่อนข้างเล็กแต่โชคดีที่เรากับเพื่อนตัวไม่ใหญ่มาก นอกนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกก็ดูสะอาดน่าใช้หมด
บรรยากาศแถวโรงแรม
เมื่อเอาของไปเก็บที่ห้องเรียบร้อยแล้วก็นั่งรถไฟไป Namba station เพื่อไปเดินเล่นแถวย่าน Shinsibashi
ภายในรถไฟ
ไม่นานก็มาถึงย่านชินไซบาชิ เป็นย่านที่มีร้านอาหารชื่อดังมากมาย ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ รวมถึงอีกร้านที่เห็นเยอะไม่แพ้กันก็คือร้าน drug store ที่จะขายของทั่วไปอย่างยาสามัญ แผ่นแปะแก้ปวดหลัง ขนม ของใช้ราคาไม่แพง ร้านประเภทนี้คนจะเยอะมากแต่ละคนที่เข้าไปซื้อก็ซื้อของเหมาๆกันเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนเราไปซื้อแค่ยาหยอดตาไม่กี่อัน เลยไปต่อเข้าคิวที่แยกไว้สำหรับซื้อของไม่กี่ชิ้นที่ราคาไม่ถึงจำนวนที่เค้ากำหนดว่าขอ tax refund ได้และสำหรับแถวที่ขอ tax refund ได้คนจะเยอะมาก
ป้ายกูลิโกะ แลนด์มาร์กชื่อดังของที่นี่ใครๆมาถึงก็ต้องถ่ายรูปคู่
มองมาอีกฝั่งของป้ายกูลิโกะ ที่เห็นน้ำไหลผ่านตามทางนี้ จะมีเรือที่รับนักท่องเที่ยวได้นั่งชมความวุ่นวายและแสงไฟที่สวยงามของย่านนี้ด้วย
ร้านปูชื่อดัง โดดเด่นด้วยปูยักษ์ขนาดใหญ่ และด้วยทำเลที่ดีของร้านที่ไม่ไกลจากป้ายกูลิโกะบวกกับความสดใหม่ของปูร้านนี้ทำให้ไม่แปลกเลยที่จะเห็นคนต่อคิวกันยาว
ราคามันปูประมาณ500 เยน ขาปู 900 เยน รสชาติมันปูอร่อยแต่มีไม่เยอะนะ รู้สึกถึงความสดจากทะเลด้วยกลิ่นของมัน
ร้านซูชิ สายพาน
เราเดินไปสักพักสะดุดกับป้ายคาเฟ่หมาชิบะ ชื่อร้าน Mameshiba Cafe Osaka
ไหนๆก่อนมาที่ญี่ปุ่นเรามี mission ว่าอยากเจอหมาชิบะซักตัว เราเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไป ค่าเข้า 880 เยน เราเดินขึ้นไปซื้อตั๋วซึ่งอยู่ชั้นสอง ได้ตั๋วมาแล้วในตั๋วเขียนว่าให้รอคิวประมาณ45นาที
เหมือนตึกนี้จะมีให้เลือกสองแบบคือคาเฟ่แมวหรือชิบะ ซึ่งจะอยู่คนละชั้น
ทางร้านจะมีกฎให้อ่านว่าห้ามอุ้ม อย่าเอาอาหารให้กิน เก็บของให้ดีอะไรประมาณนี้
เรามีเวลาเล่นแค่สามสิบนาทีเอง คาเฟ่ที่นี่ดูไม่เหมือนที่ไทยเลย เหมือนมานั่งชมหมาเล่นกัน ดูไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาเล่นเท่าไหร่ และก็ไม่ได้มีอาหารให้เข้าไปกินหรือป้อนชิบะด้วย
ชิบะร้านนี้เป็นชิบะที่ยังเด็กๆและซนกันหมดเลย มาดูความน่ารักของเหล่าชิบะกัน
เห็นคนที่นั่งเป็นแถวเหมือนรอชมขบวนพาเหรดชิบะจอมซนเล่นกันไหม
ลงมาชั้นสอง มีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับชิบะด้วย
หลังจากออกจากคาเฟ่ก็เดินไปหาเพื่อน เพื่อนเรานัดเจอเพื่อนญี่ปุ่น อยู่เมืองนี้ เค้าอาสามาเดินพาพวกเราเที่ยว
ร้านอาหารที่เธอแนะนำเป็นร้าน ที่ local สุดๆ เธอบอกว่าร้านนี้ส่วนใหญ่จะมีแค่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่มากิน นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทางเดินเข้ามาก็เป็นซอยเล็กๆแคบๆในย่านซินไชบาชิเนี่ยแหละ

ซายากะซังเธอเคยเป็นตัวแทนของมหาลัยเธอมาเข้าร่วมการแข่งขันซิมปิคที่ศิริราช เลยได้รู้จักกับเพื่อนของเราเพราะเพื่อนเราเรียนศิริราช เธอเรียนอยู่ปีสามคณะแพทย์
เธอแนะนำเมนูอร่อยๆของทางร้านให้เรากินอย่างดี อย่างโอโกโนมิยากิ อาหารขึ้นชื่อของร้านนี้ ก็จัดว่ารสชาติเด็ดมาก
กินเสร็จก็หาร้านขนมกินกัน เธอตามใจเราที่บอกว่าอยากกินแพนเค้ก เธอก็พยายามหาร้านที่มีแพนเค้กและพาพวกเรามา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้สามทุ่มครึ่งทางร้านบอกว่าหมดแล้ว เราเลยสั่งเมนูง่ายๆอย่างไอติม และพายแอปเปิ้ลมากินกัน
ตอนสุดท้ายเธอเดินมาส่งพวกเรากลับถึงโรงแรมในเวลาเกือบเที่ยงคืน พวกเราล่ำลากัน ซายากะโบกมือลาพวกเราจนลับสายตา เรายินดีมากๆที่ได้รู้จักเธอ
เป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกว่าโลกได้เหวี่ยงเรามาเจอกันในระยะเวลาสั้นๆ แต่ช่างรู้สึกมีความหมายเหลือเกิน คำว่ามิตรภาพ
บรรยากาศโรงแรมตอนเที่ยงคืน ข้างๆมีเซเว่น รู้แล้วว่าจะฝากท้องไว้ที่ไหนดี
ทริปฉุกเฉินไปญี่ปุ่น (No plan in Japan)
**เดินทางเมื่อเดือนกค. ปีที่แล้วนะคะ
ห่างหายจากการไปเที่ยวต่างประเทศมาได้ประมาณหนึ่งปีแล้ว ครั้งนี้ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่น เมืองโอซาก้าและเกียวโต ส่วนที่มาที่ไปของการเที่ยวครั้งนี้เริ่มจากการมีปิดเทอมที่น้อยเพียง7วัน จึงต้องตัดสินใจไปเที่ยวในเวลาที่จำกัด วางแผนเที่ยวและจองตั๋วเครื่องบินภายใน 7 วันก่อนวันเดินทาง น่าเสียดายที่ครั้งนี้เราไม่ได้มีโอกาสวางแผนเที่ยวมากนักเพราะอยู่ในช่วงสอบ งานนี้เพื่อนเราอีกคนเลยเป็นคนทำหน้าที่วางแพลนเที่ยวให้ ทริปนี้จะเรียกว่าทริปฉุกเฉินก็ได้
เพราะฉุกเฉินจริงๆ สอบเสร็จสี่โมงเย็น ก็ต้องไปขึ้นเครื่องบินคืนนี้แล้ว
และเพราะฉุกเฉินจริงๆ อีกไม่กี่วันก็เปิดเทอมแล้ว
เดินทางมาถึงสนามบินคันไซ เรากับเพื่อนก็เดินหาร้านขายบัตร JR Pass
เพื่อซื้อบัตร Icoca เป็นบัตรเติมเงิน ไปถึงเจ้าหน้าที่ก็จะขอพาสพอร์ตเราไปดูด้วยก่อนซื้อ บัตรที่ได้มามีให้เลือกสามลายตอนเราไปตอนนั้นก็มีลายคิตตี้ด้วยนะ
-ค่าบัตรIcoca Haruka 2000 เยน -มีเงินอยู่ในนั้น 1500 เยน
-มัดจำอีก 500 เยน และเติมเงินค่าโดยสารตามจำนวนที่เราต้องการ
หลังจากซื้อบัตรโดยสารและตั๋วไป-กลับระหว่าง Airport กับ Shin Osaka
เป็นราคาทั้งหมด 4600 เยนเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็ขึ้นรถไฟจากสนามบินไปสถานี Shin Osaka เพื่อเอาของไปเก็บที่พัก
รถไฟมาจอดรอที่ชานชาลามาแล้ว
ตั๋วที่เราซื้อมาเป็นแบบ non reserved เราต้องเข้าแถวให้ตรงกับช่อง non-reserved ด้วย
ไม่อย่างงั้นพนักงานก็จะบอกให้เราไปเข้าให้ถูกช่องอยู่ดี
เข้ามาข้างในก็เห็นความสะอาดและการออกแบบให้ที่ทันสมัยแต่ดูแล้วเรียบง่ายของรถไฟที่นี่
ภายในรถไฟมีที่เก็บสัมภาระเอาไว้ให้สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวจากสนามบินที่มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่
ประตูเปิด-ปิด อัตโนมัติ
อีกฟากหนึ่งของขบวนรถไฟเป็นห้องน้ำซึ่งจะแบ่งเป็นสองฟากคือถ้าหันหน้าไปข้างหลังรถไฟฝั่งซ้ายของมือจะเป็นห้องน้ำ ฝั่งขวามือเป็นอ่างล้างมือ
เมื่อรถไฟออกไปสักพักก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเดินตรวจเช็คตั๋วรถไฟ
เราเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับรถไฟกับการท่องเที่ยวในญี่ปุ่นเค้าบอกว่าอยากให้การโดยสารรถไฟเป็นการท่องเที่ยวไปด้วยในตัว ด้วยคอนเสปนี้เองทำให้มีการออกแบบภายนอกให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะขบวนใครเห็นก็อยากขึ้นมาให้รู้ว่าข้างในจะเป็นอย่างไร
ออกแบบภายในรถไฟที่สวยงามนั่งสบาย เมื่อที่นั่งสบายคนนั่งก็มีอารมณ์มองออกไปดูวิวนอกหน้าต่างเห็นทิวทัศน์บ้านเมืองเพลิดเพลินเหมือนได้ท่องเที่ยวไปด้วยนั่นเอง
พวกเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีจากสนามบินคันไซก็ถึงแล้วสถานี Shin Osaka สถานีใหญ่ประกอบไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ดูป้ายทางออกดีๆล่ะ อย่างตอนนั้นเรากับเพื่อนก็ใช้เวลาหาทางออกเกือบ 20 นาที
นึกแล้วก็ตลก การหลงทางเวลาไปเที่ยวมันกลายเป็นเรื่องปกติของเราไปแล้วสินะ
พวกเราใช้เวลาเดินไปสถานีประมาณ 10 นาทีก็ถึงโรงแรม Via inn shin Osaka west
ชั้น reception อยู่ชั้นสอง พนักงานต้อนรับดูแลดี ก่อนหน้านี้เรากดจองห้องผิด เผลอไปกดจองห้อง smoking ตอนนั้นเราเลยโทรมาขอเปลี่ยนเป็น non smoking พนักงานที่รับสายก็เปลี่ยนให้ โดยเราสื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ พนักงานที่คุยกับเราพูดฟังชัดเจน ทำให้การสื่อสารไม่มีปัญหา
เราเลยรู้สึกประทับใจตั้งแต่ก่อนมาแล้ว
ในห้องขนาดไม่ใหญ่มาก เตียงที่เลือกไว้สำหรับนอนสองคนค่อนข้างเล็กแต่โชคดีที่เรากับเพื่อนตัวไม่ใหญ่มาก นอกนั้นสิ่งอำนวยความสะดวกก็ดูสะอาดน่าใช้หมด
บรรยากาศแถวโรงแรม
เมื่อเอาของไปเก็บที่ห้องเรียบร้อยแล้วก็นั่งรถไฟไป Namba station เพื่อไปเดินเล่นแถวย่าน Shinsibashi
ภายในรถไฟ
ไม่นานก็มาถึงย่านชินไซบาชิ เป็นย่านที่มีร้านอาหารชื่อดังมากมาย ร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ รวมถึงอีกร้านที่เห็นเยอะไม่แพ้กันก็คือร้าน drug store ที่จะขายของทั่วไปอย่างยาสามัญ แผ่นแปะแก้ปวดหลัง ขนม ของใช้ราคาไม่แพง ร้านประเภทนี้คนจะเยอะมากแต่ละคนที่เข้าไปซื้อก็ซื้อของเหมาๆกันเสียส่วนใหญ่ แต่ตอนเราไปซื้อแค่ยาหยอดตาไม่กี่อัน เลยไปต่อเข้าคิวที่แยกไว้สำหรับซื้อของไม่กี่ชิ้นที่ราคาไม่ถึงจำนวนที่เค้ากำหนดว่าขอ tax refund ได้และสำหรับแถวที่ขอ tax refund ได้คนจะเยอะมาก
ป้ายกูลิโกะ แลนด์มาร์กชื่อดังของที่นี่ใครๆมาถึงก็ต้องถ่ายรูปคู่
มองมาอีกฝั่งของป้ายกูลิโกะ ที่เห็นน้ำไหลผ่านตามทางนี้ จะมีเรือที่รับนักท่องเที่ยวได้นั่งชมความวุ่นวายและแสงไฟที่สวยงามของย่านนี้ด้วย
ร้านปูชื่อดัง โดดเด่นด้วยปูยักษ์ขนาดใหญ่ และด้วยทำเลที่ดีของร้านที่ไม่ไกลจากป้ายกูลิโกะบวกกับความสดใหม่ของปูร้านนี้ทำให้ไม่แปลกเลยที่จะเห็นคนต่อคิวกันยาว
ราคามันปูประมาณ500 เยน ขาปู 900 เยน รสชาติมันปูอร่อยแต่มีไม่เยอะนะ รู้สึกถึงความสดจากทะเลด้วยกลิ่นของมัน
ร้านซูชิ สายพาน
เราเดินไปสักพักสะดุดกับป้ายคาเฟ่หมาชิบะ ชื่อร้าน Mameshiba Cafe Osaka
ไหนๆก่อนมาที่ญี่ปุ่นเรามี mission ว่าอยากเจอหมาชิบะซักตัว เราเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไป ค่าเข้า 880 เยน เราเดินขึ้นไปซื้อตั๋วซึ่งอยู่ชั้นสอง ได้ตั๋วมาแล้วในตั๋วเขียนว่าให้รอคิวประมาณ45นาที
เหมือนตึกนี้จะมีให้เลือกสองแบบคือคาเฟ่แมวหรือชิบะ ซึ่งจะอยู่คนละชั้น
ทางร้านจะมีกฎให้อ่านว่าห้ามอุ้ม อย่าเอาอาหารให้กิน เก็บของให้ดีอะไรประมาณนี้
เรามีเวลาเล่นแค่สามสิบนาทีเอง คาเฟ่ที่นี่ดูไม่เหมือนที่ไทยเลย เหมือนมานั่งชมหมาเล่นกัน ดูไม่ค่อยมีใครกล้าเข้ามาเล่นเท่าไหร่ และก็ไม่ได้มีอาหารให้เข้าไปกินหรือป้อนชิบะด้วย
ชิบะร้านนี้เป็นชิบะที่ยังเด็กๆและซนกันหมดเลย มาดูความน่ารักของเหล่าชิบะกัน
เห็นคนที่นั่งเป็นแถวเหมือนรอชมขบวนพาเหรดชิบะจอมซนเล่นกันไหม
ลงมาชั้นสอง มีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับชิบะด้วย
หลังจากออกจากคาเฟ่ก็เดินไปหาเพื่อน เพื่อนเรานัดเจอเพื่อนญี่ปุ่น อยู่เมืองนี้ เค้าอาสามาเดินพาพวกเราเที่ยว
ร้านอาหารที่เธอแนะนำเป็นร้าน ที่ local สุดๆ เธอบอกว่าร้านนี้ส่วนใหญ่จะมีแค่คนญี่ปุ่นเท่านั้นที่มากิน นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทางเดินเข้ามาก็เป็นซอยเล็กๆแคบๆในย่านซินไชบาชิเนี่ยแหละ
ซายากะซังเธอเคยเป็นตัวแทนของมหาลัยเธอมาเข้าร่วมการแข่งขันซิมปิคที่ศิริราช เลยได้รู้จักกับเพื่อนของเราเพราะเพื่อนเราเรียนศิริราช เธอเรียนอยู่ปีสามคณะแพทย์
เธอแนะนำเมนูอร่อยๆของทางร้านให้เรากินอย่างดี อย่างโอโกโนมิยากิ อาหารขึ้นชื่อของร้านนี้ ก็จัดว่ารสชาติเด็ดมาก
กินเสร็จก็หาร้านขนมกินกัน เธอตามใจเราที่บอกว่าอยากกินแพนเค้ก เธอก็พยายามหาร้านที่มีแพนเค้กและพาพวกเรามา แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้สามทุ่มครึ่งทางร้านบอกว่าหมดแล้ว เราเลยสั่งเมนูง่ายๆอย่างไอติม และพายแอปเปิ้ลมากินกัน
ตอนสุดท้ายเธอเดินมาส่งพวกเรากลับถึงโรงแรมในเวลาเกือบเที่ยงคืน พวกเราล่ำลากัน ซายากะโบกมือลาพวกเราจนลับสายตา เรายินดีมากๆที่ได้รู้จักเธอ
เป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกว่าโลกได้เหวี่ยงเรามาเจอกันในระยะเวลาสั้นๆ แต่ช่างรู้สึกมีความหมายเหลือเกิน คำว่ามิตรภาพ
บรรยากาศโรงแรมตอนเที่ยงคืน ข้างๆมีเซเว่น รู้แล้วว่าจะฝากท้องไว้ที่ไหนดี