Yaris Ativ ปรับไมเนอร์เชนจ์สู้ City-Almera ขอหล่อครั้งสุดท้ายก่อนเปลี่ยนโฉม

กระทู้สนทนา
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

ก็นำมาพูดถึงสักหน่อยนะครับ ข่าวช้าไปนิด แต่ก็ต้องพูดถึง
Yaris Ativ ไมเนอร์เชนจ์นี้จะแสดงให้เห็นถึง
การดิ้นรนแบบสุดๆในการต่อสู้ในตลาดอีโคคาร์ที่มีการแข่งขันดุเดือด
แต่ก็เป็นการดิ้นรนในแบบประหยัดสุดๆของ Toyota เช่นกัน

มาลองดูกันครับว่าพวกเขาทำยังไง
ปล.ในคลิป กับที่ผมพิมพ์ในกระทู้นี้จะไม่เหมือนกันนะครับ เพื่อไม่ให้เสียอรรถรส สำหรับคนที่อ่านด้วยดูคลิปด้วยครับ



ถ้าไม่นับว่า Toyota ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ในประเทศแถบภูมิภาคนี้อยู่แล้ว
ก็ต้องนับว่า Toyota ไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไปอย่างง่ายๆแน่นอน
หลังจากที่คู่แข่งใหญ่ทั้ง Honda และ Nissan ปล่อยรถอีโคคาร์รุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์ระดับสมรรถนะสูง
ที่มีอัตราสิ้นเปลืองเป็นอันดับต้นๆในกลุ่มอีโคคาร์

เมื่อมองตามเนื้อผ้า ตามตัวเลขในตารางแล้ว ใครจะกลับมาซื้อ Yaris/Yaris Ativ ใช่ไหมล่ะครับ
แต่ที่ผ่านมาเราก็เห็นแล้วว่า Toyota สามารถรอดจากสงครามที่ศัตรูตั้งใจมาเชือดนิ่มๆได้อย่างไร
พวกเขายังมีก๊อกที่เรียกว่าการอัดฉีดส่งเสริมยอดขาย แบบที่คู่แข่งทั่วไปยากที่จะทำได้

มันก็กลายเป็นความสมดุลที่ลงตัวสำหรับลูกค้า ที่ยังคงทำให้ลูกค้าเต็มใจที่จะควักเงินซื้อ
Yaris/Yaris Ativ ที่หน้าดูยิ้มๆ (แถมดูเหมือนฟันหลอ) พร้อมกับส่วนลดของแถมที่ทำให้ลูกค้าแฮปปี้
พารถรุ่นใหม่กลับบ้าน แม้ว่าจะเป็นรุ่นที่ทั้งพื้นฐานบอดี้ ทั้งเครื่องยนต์ เก่ามากแล้วก็ตาม


แต่อย่างไรก็แล้วแต่ การไมเนอร์เชนจ์ในช่วงเวลานี้ มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง 
ก็ที่คู่แข่งก็จะเข้าสู่เกมการอัดฉีดด้วยเช่นกัน เมื่อพวกเขาเปิดตัวรถรุ่นใหม่มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
การเปลี่ยนหน้าตาใหม่ เพื่อให้ตัวรถดูน่าตื่นเต้นขึ้นจึงบังเกิดขึ้น

โดยวันที่ 25 ก.ค. 63 ที่ผ่านมา ก็เป็นฤกษ์ยามงามดีของ Toyota ฟิลิปปินส์ที่จะเปิดตัว
วีออส ไมเนอร์เชนจ์ ซึ่งก็คือ Yaris Ativ ของบ้านเรานั่นเอง ซึ่งพวกเขามีขายทั้งเครื่อง 1.5 กับ 1.3
โดยมีสีให้เลือกโค ตรเยอะ มากถึง 9 สี อุต๊ะ!! โค ตรเจ๋งว่ ะ



กับการไมเนอร์เชนจ์คราวนี้ Toyota ไทยแลนด์ก็คงยังใช้เครื่อง 1.2 dual VVT-i ต่อไปที่อัพแรงม้ามาแล้ว
จาก 86 เป็น 92 แรงม้า สร้างความเชื่อมั่นทางด้านจิตวิทยาว่าอีกนิดเดียวกับจะถึง 100 แรงม้า ... มันแค่หย่อนลงมานิดเดียว
ซึ่งยอดขายก็แสดงให้เห็นแล้วว่าลูกค้ารับได้กับเครื่องยนต์ตัวนี้ แม้ว่ามันจะไม่ได้มีเรี่ยวแรงดีขึ้นอะไรมากมายก็ตาม

ความประหยัดของการไมเนอร์เชนจ์ในคราวนี้ก็คือ การเปลี่ยนรายละเอียดของไฟหน้า และกันชนหน้ากับส่วนที่อยู่บนกันชนหน้าทั้งหมดเท่านั้น
โดยเลือกธีมให้แม่ มหล่อสุดๆ คือถ้าสังเกตดูหน้าแบบนี้ ปกติจะอยู่ในรถรุ่นใหญ่ๆ แพงๆ ของค่ายเท่านั้น
โดยจะมองเห็นความดุดันของรถมาตั้งแต่ 5 กิโล เพราะเป็นกระจังหน้าเดี๋ยวทรงปากบึ้งขนาดใหญ่ 
แน่นอนว่า พวกกระจังหน้าเดี๋ยวใหญ่ๆ มักมากับพวก Audi, Lexus และรถท๊อปๆ ของยี่ห้อต่างๆ ไม่นับเบนซ์ บีเอ็มเท่านั้น



ถ้าถามว่าทรวดทรงของ Ativ กับ Yaris มันขี้ริ่วขี้เหร่หรือไม่ ก็ต้องตอบเลยว่าไม่ 
มันไม่ได้ดีเว่อร์หรือเลวร้ายอะไร มันอยู่ในระดับมาตรฐานที่ฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่รับได้ 
จะมีก็แต่ภายในที่ดูจืดชืดไปมากแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ Toyota ไม่ถนัดมาตลอด
และปล่อยให้ Honda เอาลูกค้าไปกินเพราะเรื่องนี้อยู่เสมอ ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งในหลายส่วน



สำหรับการเปิดตัวในไทยนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ที่เราจะได้เห็นทั้งสองตัวถังเปิดตัวพร้อมกัน
ถ้าบอกว่า City 5 ประตูจะมาช่วงปลายปีนี้ สมมติว่าเดือน 11 
ทาง Toyota ก็อาจจะออกมาเร็วก่อนหน้านั้นสัก 2 เดือน อาจจะอยู่ในช่วงเดือน 8 เดือน 9 นี้ก็เป็นไปได้
ซึ่งก็คือในเดือนสองเดือนนี้เท่านั้นเอง!  

เพราะทุกฝ่ายปฎิเสธไม่ได้ว่า City 5 ประตู หรือ Jazz ใหม่นั้น น่าจะเปิดตัวเรียกกระแสความสนใจของคนส่วนใหญ่
ได้แบบเว่อร์วังอลังการไม่น้อยไปกว่าตอนที่ City turbo เปิดตัวแน่ๆ 

ในความเห็นส่วนตัวของผม ถ้า Toyota สามารถเปิดตัว Yaris/Ativ ให้ลูกค้าทั่วไปสามารถติดในภาพหล่อๆให้ได้
ก็อาจจะพอต้านทาน City ทั้งสองตัวถังได้ การไมเนอร์เชนจ์คราวนี้ก็จะไม่เสียของ 
แฟนๆ ก็คงเชียร์ให้ TMT ใจป้ำ จัดระเบียบ option มาให้ดีงาม ให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเขามีแต่ได้ 
มากกว่ารู้สึกว่า ได้ แต่ได้แบบขาดๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเราจะหวังกับ TMT ได้มากขนาดไหน แต่ดูจากลักษณะนิสัยที่ผ่านๆมา
บางทีพวกเขาก็ดูมั่นใจตัวเองเกินเหตุ จนต้องเสียศูนย์ให้กับคู่แข่ง ก็เห็นมาบ่อยเช่นกัน

จากรูปที่ Toyota ปล่อยๆมา ผมว่ารูปสตูดิโอ ส่วนใหญ่ 
ถ่ายมาไม่สวยเลย แต่พอจะเห็นรูปที่เหมือนตัวจริง ถือว่าหล่อเลย
คนใช้รุ่นปัจจุบันก็ซื้อกันชนเปลี่ยนหน้าได้เลย ถ้าเบื่อหน้าเก่า 
ก็ถือว่าเป็นข้องดี เหมือนเราเปลี่ยนปลอกมือถือได้
อย่าง Revo นี่ก็ถือว่าดี เปลี่ยนหน้าตารถได้ง่าย แต่เปลี่ยนแล้วเหมือนเปลี่ยนเยอะ
ทำให้เจ้าของรู้สึกซู่ซ่ากับรถเดิมที่ใช้อยู่ได้ ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ที่การเปลี่ยนรถใหม่ ไม่ค่อยจะเหมาะนัก

แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่