มีเรื่องอึดอัดใจอยากสอบถามเพื่อนๆ ในพันทิปค่ะ........
ขอเล่าย้อนอดีตไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เป็นมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มมีเงินใช้จ่ายเองโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ แล้วก้อเริ่มสมัครบัตรเครดิต จากใบแรก มีใบสอง ใบสาม ตามมาด้วยใบสี่ แน่นอนค่ะ เราเริ่มเป็นหนี้ เนื่องจากการใช้เงินเกินตัวนั่นเอง
ด้วยฐานเงินเดือนที่ไม่มากสำหรับเด็กเพิ่งจบใหม่ แต่อยู่ในวงวารของวิ่งล่อตาล่อใจเยอะ ทำให้ใช้เงินไม่ยั้งคิด ไม่มีสติ จนกระทั่งเริ่มไม่ไหว มันต้องใช้หนี้วนไปวนมา ไม่มีความสุข และสุดท้าย เราเลยติดบูโรค่ะ

เพราะชำระหนี้ไม่ไหว หลังจากรู้ว่าเราติดบูโร ไม่ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจ เราโทรหาธนาคารเพื่อประนอมหนี้ และเริ่มกลับมาจ่ายอย่างมีวินัยอีกครั้ง เพราะรู้ว่าการติดบูโร จะทำให้เรามีปัญหาในภายภาคหน้า ถ้าเราไม่แก้ไข เราปรึกษาที่บ้านค่ะว่าเราเป็นหนี้ แน่นอนค่ะว่าถูกตำหนิอย่างรุนแรง แต่เมื่อปัญหาเกิดแล้ว ทางบ้านก็ช่วยเหลือเราเต็มที่ จนเราไม่มีหนี้ค้างกับธนาคารไหนอีกเลย เป็นไทในที่สุด
หลังจากหลุดพ้นจากวงโคจรหนี้ เราเลิกใช้บัตรเครดิตอีกเลย เพราะคิดว่าการไม่มีหนี้ เป็นสิ่งที่สบายใจที่สุด เราใช้เงินสดในการใช้จ่ายมาตลอด มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย จนเวลาล่วงเลยมาเป็น 10 กว่าปี จนถึงตอนนี้ .....
เราเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้เรียกได้ว่าไม่เดือดร้อนในการใช้ชีวิต แต่.... เรื่องราวไม่ใช่จะสวยหรูเสมอไปค่ะ เนื่องจากบ้านเราอยู่ชานเมือง และที่ทำงานอยู่ในเมือง ทำให้การเดินทางไปทำงานไม่ค่อยสะดวก เพราะต้องฝ่ารถติด ไปกลับบ้านและที่ทำงาน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมงในขาไปและขากลับ ด้วยภาระหน้าที่ที่มีมากขึ้น ทำให้เรารับผิดชอบงานมากขึ้น เราเริ่มพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะต้องเสียเวลาไปกับการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน เราจึงต้องสินใจหาคอนโดที่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก ซึ่งแน่นอน เป็นการเช่าค่ะ เพราะคิดว่าเรามีบ้านพ่อแม่อยู่แล้ว อันนี้คือการอยู่อาศัยชั่วคราว ไม่เป็นไรหรอก คิดซะว่านี่คือค่าเสียเวลา แลกกับการพักผ่อนของเรา
เราอยู่ที่นี่มาเกือบ 2 ปีแล้วค่ะ และคิดว่าสะดวกสบายดี จนกระทั่งมีเพื่อนๆ หลายคนบอกว่า ไม่ควรมาเสียเงินกับค่าเช่าราคาแพงขนาดนี้ (ค่าเช่า 5 หลักต่อเดือน) น่าจะเอาเงินนี้มาผ่อนคอนโดเองเลย เราก้อเลยมานั่งคิด เออ...มันก้อจริงเนอะ เลยเริ่มที่จะเสาะแสวงหาคอนโดที่คิดว่าน่าจะใช่สำหรับเรา เรื่องราวฟังดูดีไม่มีอะไร แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตอนกู้นี่แร๊ะค่ะ
พอเราเลือกคอนโดที่ต้องการได้แล้ว เราเริ่มส่งเอกสารเพื่อยื่นกู้ ทุกคนมีแต่บอกว่าเราผ่านฉลุยแน่นอน ทั้งเซลส์ ทั้งตัวแทนธนาคาร เพราะเราไม่มีหนี้สินอะไรเลย มันควรจะจบลงด้วยดีใช่มั้ยคะ แต่...... เรายื่นกู้ไม่ผ่านค่ะ

เรายื่นไปทั้งหมด 5 ธนาคาร ซึ่งคำตอบที่ได้คือ เพราะคุณลูกค้าไม่มีประวัติสินเชื่อในระบบ ทำให้ชื่อขึ้นเป็น Ungrade บางธนาคารคือ Reject เลย แต่บางธนาคารยังมีทางเลือกให้เรา คือต้องหาคนมากู้ร่วมเท่านั้น ถึงจะกู้ได้ค่ะ ประเด็นคือ...... นี่มันคือสิ่งที่เราต้องการให้เป็นทรัพย์สมบัติของเรา เราจำเป็นต้องหาคนมากู้ร่วมจริงๆ หรือ ????? คือมีแฟนนะคะ แต่แฟนก็มีภาระเช่นกัน ไหนจะรถ ไหนจะบ้านที่ซื้อให้พ่อแม่อีก คือเราคิดว่า ไม่สมควรที่จะเอาเปรียบกัน ถึงแม้จะเป็นแค่ขอยืมชื่อมากู้ร่วมก็ตาม
พนักงานธนาคารแนะนำว่า ให้เราลองยื่นทำบัตรเครดิตก่อน ใช้ซัก 6 เดือน หลังจากนั้นค่อยยื่นกู้สินเชื่อบ้านอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า มันก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ เออ.... ให้ชื่อมันอยู่ในระบบก่อน เราเลยสมัครบัตรเครดิตดูค่ะ สมัครไป 2 ธนาคาร ที่แรกคือที่ที่เราใช้เป็นบัญชีสำหรับเงินเดือน ซึ่งธนาคารนี้เราใช้มายาวนานมากกว่า 20 ปี ไม่เคยเปลี่ยนเลยค่ะ คือคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยน ก็ใช้มาตั้งแต่เด็กยันโต จนทำงาน อีกที่ที่ยื่นไป เนื่องจากเห็นโปรโมชั่นบัตรน่าสนใจ เลยลองส่งใบสมัครไปดู

ทุกคนคงคิดว่าเรื่องราวจบด้วยดีแล้วใช่มั้ยคะ แต่มันไม่ใช่เลยค่ะ เราถูกปฏิเสธการสมัครบัตรเครดิต ด้วยเหตุผลเดียวกันกับการยื่นขอสินเชื่อบ้าน เพราะชื่อคุณไม่อยู่ในระบบ?????? What?????
ตอนแรกเราเข้าใจว่าน่าจะเป็นที่เราเคยติดบูโรรึป่าว เราเลยไปเช็คบูโร แต่ปรากฎว่า เราไม่มีประวัติติดค้างเลยค่ะ ทุกอย่างเป็น 0 นั่นแปลว่าทุกอย่างควรจะผ่านใช่มั้ยคะ แต่ทำไมไม่ผ่าน เราสงสัยในจุดนี้มากเลยค่ะ เลยอยากสอบถามพนักงานธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อในทุกประเภท รบกวนตอบให้หายสงสัยได้มั้ยคะ ??? ถ้าคำตอบของคุณคือการบอกว่า เพราะคุณลูกค้าไม่มีชื่ออยู่ในระบบ จึงทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่า คุณมีหลักประกันที่มั่นคงหรือไม่ แต่การที่ยื่นเอกสารชำระเสียภาษีในนามบริษัท ไม่ใช่แค่ปีเดียว แต่ย้อนหลังไปถึง 2 ปี นั่นยังไม่เพียงพอกับหลักประกันในหน้าที่การงานที่มั่นคงอีกหรือคะ แม้ในขณะที่อยู่ในภาวะ COVID-19 ทางบริษัท ยังจ่ายเงินเดือนพนักงานปรกติ คุณไม่ฉุกคิดถึงความมั่นคง และใช้วิจารณญานเลยหรอคะ ??? อีกเรื่องคือ ถ้าคุณๆ ไม่อนุมัติให้ผ่าน จะทำให้ชื่อสามารถเข้าไปอยู่ในระบบได้หรอคะ
เราสงสัยในวิจารณญานและหลักการของธนาคารมากเลยค่ะ การที่คุณเอาอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วมาตัดสิน มันเหมือนคุณลงดาบว่าเค้ามีคดีอุกฉกรรจ์ติดตัวไปจนตาย การเป็นหนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไปฆ่าใคร คุณแค่ไม่มีวินัยทางการเงิน ซึ่งมากกว่า 80% ของคนเริ่มต้นทำงานใหม่ เราคิดว่าเป็นแบบนี้กัน แต่.... เราเป็นหนี้แล้วจ่าย เราเป็นหนี้แล้วไม่หนี และมันเป็นเรื่องราวในอดีต เมื่อคุณโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น คุณจะแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำซ้ำอีก การที่สถาบันการเงินปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลแบบนี้ คุณคิดว่าสมควรมั้ยคะ ในการปิดกั้นโอกาสให้คนที่ต้องการมีที่อยู่กลายเป็นคนไร้บ้าน ฟังดูเหมือนพูดเกินจริง แต่คุณลองคิดดูนะคะ ในช่วงที่คุณมีกำลังทรัพย์ในการผ่อน คุณสามารถทำงานหาเงินได้ คุณผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และทำงานจนเกษียณอายุ คุณมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง อาศัยยามแก่เฒ่า แต่ในทางกลับกัน เมื่อสถาบันการเงินตัดโอกาสในขณะที่คุณยังมีความสามารถ เมื่อคุณแก่ตัวลง คุณไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวเลย เพราะคุณต้องเช่าบ้านอยู่ 30-40 ปี จนเลิกทำงาน เมื่อคุณไม่มีรายได้ คุณต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ คือสถานสงเคราะห์รึป่าวค่ะ หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมองว่าโอเว่อร์ไปมั้ย แค่ยื่นไม่ผ่านเอง จะอะไรนักหนา อยู่ๆ ไปเหอะ แต่ถ้าคุณจะมองกันระยะยาว มันคือการปิดกั้นโอกาสค่ะ มันคือการเสียสิทธิโดยไม่ชอบธรรม ใจเค้าใจเรานะคะ ลองคิดกลับกัน ถ้าเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินเป็นเจ้าของกระทู้และโดนปฏิเสธแบบนี้ จะมีความคิดเห็นอย่างไร เลยอยากจะถามถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รบกวนชี้แจงเหตุผลและหลักการในการพิจารณาหน่อยค่ะ
#ธนาคารสีเขียว #ธนาคารสีม่วง
คนที่เคยติดเครดิตบูโรจะไม่สามารถทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินได้ตลอดชีวิตเลยหรือ ?
ขอเล่าย้อนอดีตไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เป็นมนุษย์เงินเดือนที่เริ่มมีเงินใช้จ่ายเองโดยไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ แล้วก้อเริ่มสมัครบัตรเครดิต จากใบแรก มีใบสอง ใบสาม ตามมาด้วยใบสี่ แน่นอนค่ะ เราเริ่มเป็นหนี้ เนื่องจากการใช้เงินเกินตัวนั่นเอง
ด้วยฐานเงินเดือนที่ไม่มากสำหรับเด็กเพิ่งจบใหม่ แต่อยู่ในวงวารของวิ่งล่อตาล่อใจเยอะ ทำให้ใช้เงินไม่ยั้งคิด ไม่มีสติ จนกระทั่งเริ่มไม่ไหว มันต้องใช้หนี้วนไปวนมา ไม่มีความสุข และสุดท้าย เราเลยติดบูโรค่ะ
หลังจากหลุดพ้นจากวงโคจรหนี้ เราเลิกใช้บัตรเครดิตอีกเลย เพราะคิดว่าการไม่มีหนี้ เป็นสิ่งที่สบายใจที่สุด เราใช้เงินสดในการใช้จ่ายมาตลอด มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย จนเวลาล่วงเลยมาเป็น 10 กว่าปี จนถึงตอนนี้ .....
เราเริ่มอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวันนี้เรียกได้ว่าไม่เดือดร้อนในการใช้ชีวิต แต่.... เรื่องราวไม่ใช่จะสวยหรูเสมอไปค่ะ เนื่องจากบ้านเราอยู่ชานเมือง และที่ทำงานอยู่ในเมือง ทำให้การเดินทางไปทำงานไม่ค่อยสะดวก เพราะต้องฝ่ารถติด ไปกลับบ้านและที่ทำงาน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมงในขาไปและขากลับ ด้วยภาระหน้าที่ที่มีมากขึ้น ทำให้เรารับผิดชอบงานมากขึ้น เราเริ่มพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะต้องเสียเวลาไปกับการจราจรที่ติดขัดบนท้องถนน เราจึงต้องสินใจหาคอนโดที่ไม่ไกลจากที่ทำงานมากนัก ซึ่งแน่นอน เป็นการเช่าค่ะ เพราะคิดว่าเรามีบ้านพ่อแม่อยู่แล้ว อันนี้คือการอยู่อาศัยชั่วคราว ไม่เป็นไรหรอก คิดซะว่านี่คือค่าเสียเวลา แลกกับการพักผ่อนของเรา
เราอยู่ที่นี่มาเกือบ 2 ปีแล้วค่ะ และคิดว่าสะดวกสบายดี จนกระทั่งมีเพื่อนๆ หลายคนบอกว่า ไม่ควรมาเสียเงินกับค่าเช่าราคาแพงขนาดนี้ (ค่าเช่า 5 หลักต่อเดือน) น่าจะเอาเงินนี้มาผ่อนคอนโดเองเลย เราก้อเลยมานั่งคิด เออ...มันก้อจริงเนอะ เลยเริ่มที่จะเสาะแสวงหาคอนโดที่คิดว่าน่าจะใช่สำหรับเรา เรื่องราวฟังดูดีไม่มีอะไร แต่ประเด็นมันอยู่ที่ตอนกู้นี่แร๊ะค่ะ
พอเราเลือกคอนโดที่ต้องการได้แล้ว เราเริ่มส่งเอกสารเพื่อยื่นกู้ ทุกคนมีแต่บอกว่าเราผ่านฉลุยแน่นอน ทั้งเซลส์ ทั้งตัวแทนธนาคาร เพราะเราไม่มีหนี้สินอะไรเลย มันควรจะจบลงด้วยดีใช่มั้ยคะ แต่...... เรายื่นกู้ไม่ผ่านค่ะ
พนักงานธนาคารแนะนำว่า ให้เราลองยื่นทำบัตรเครดิตก่อน ใช้ซัก 6 เดือน หลังจากนั้นค่อยยื่นกู้สินเชื่อบ้านอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า มันก็เป็นวิธีที่น่าสนใจ เออ.... ให้ชื่อมันอยู่ในระบบก่อน เราเลยสมัครบัตรเครดิตดูค่ะ สมัครไป 2 ธนาคาร ที่แรกคือที่ที่เราใช้เป็นบัญชีสำหรับเงินเดือน ซึ่งธนาคารนี้เราใช้มายาวนานมากกว่า 20 ปี ไม่เคยเปลี่ยนเลยค่ะ คือคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยน ก็ใช้มาตั้งแต่เด็กยันโต จนทำงาน อีกที่ที่ยื่นไป เนื่องจากเห็นโปรโมชั่นบัตรน่าสนใจ เลยลองส่งใบสมัครไปดู
ตอนแรกเราเข้าใจว่าน่าจะเป็นที่เราเคยติดบูโรรึป่าว เราเลยไปเช็คบูโร แต่ปรากฎว่า เราไม่มีประวัติติดค้างเลยค่ะ ทุกอย่างเป็น 0 นั่นแปลว่าทุกอย่างควรจะผ่านใช่มั้ยคะ แต่ทำไมไม่ผ่าน เราสงสัยในจุดนี้มากเลยค่ะ เลยอยากสอบถามพนักงานธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการอนุมัติสินเชื่อในทุกประเภท รบกวนตอบให้หายสงสัยได้มั้ยคะ ??? ถ้าคำตอบของคุณคือการบอกว่า เพราะคุณลูกค้าไม่มีชื่ออยู่ในระบบ จึงทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่า คุณมีหลักประกันที่มั่นคงหรือไม่ แต่การที่ยื่นเอกสารชำระเสียภาษีในนามบริษัท ไม่ใช่แค่ปีเดียว แต่ย้อนหลังไปถึง 2 ปี นั่นยังไม่เพียงพอกับหลักประกันในหน้าที่การงานที่มั่นคงอีกหรือคะ แม้ในขณะที่อยู่ในภาวะ COVID-19 ทางบริษัท ยังจ่ายเงินเดือนพนักงานปรกติ คุณไม่ฉุกคิดถึงความมั่นคง และใช้วิจารณญานเลยหรอคะ ??? อีกเรื่องคือ ถ้าคุณๆ ไม่อนุมัติให้ผ่าน จะทำให้ชื่อสามารถเข้าไปอยู่ในระบบได้หรอคะ
เราสงสัยในวิจารณญานและหลักการของธนาคารมากเลยค่ะ การที่คุณเอาอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วมาตัดสิน มันเหมือนคุณลงดาบว่าเค้ามีคดีอุกฉกรรจ์ติดตัวไปจนตาย การเป็นหนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณไปฆ่าใคร คุณแค่ไม่มีวินัยทางการเงิน ซึ่งมากกว่า 80% ของคนเริ่มต้นทำงานใหม่ เราคิดว่าเป็นแบบนี้กัน แต่.... เราเป็นหนี้แล้วจ่าย เราเป็นหนี้แล้วไม่หนี และมันเป็นเรื่องราวในอดีต เมื่อคุณโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น คุณจะแยกแยะได้ว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำซ้ำอีก การที่สถาบันการเงินปฏิเสธลูกค้าด้วยเหตุผลแบบนี้ คุณคิดว่าสมควรมั้ยคะ ในการปิดกั้นโอกาสให้คนที่ต้องการมีที่อยู่กลายเป็นคนไร้บ้าน ฟังดูเหมือนพูดเกินจริง แต่คุณลองคิดดูนะคะ ในช่วงที่คุณมีกำลังทรัพย์ในการผ่อน คุณสามารถทำงานหาเงินได้ คุณผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และทำงานจนเกษียณอายุ คุณมีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง อาศัยยามแก่เฒ่า แต่ในทางกลับกัน เมื่อสถาบันการเงินตัดโอกาสในขณะที่คุณยังมีความสามารถ เมื่อคุณแก่ตัวลง คุณไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรติดตัวเลย เพราะคุณต้องเช่าบ้านอยู่ 30-40 ปี จนเลิกทำงาน เมื่อคุณไม่มีรายได้ คุณต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ คือสถานสงเคราะห์รึป่าวค่ะ หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมองว่าโอเว่อร์ไปมั้ย แค่ยื่นไม่ผ่านเอง จะอะไรนักหนา อยู่ๆ ไปเหอะ แต่ถ้าคุณจะมองกันระยะยาว มันคือการปิดกั้นโอกาสค่ะ มันคือการเสียสิทธิโดยไม่ชอบธรรม ใจเค้าใจเรานะคะ ลองคิดกลับกัน ถ้าเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินเป็นเจ้าของกระทู้และโดนปฏิเสธแบบนี้ จะมีความคิดเห็นอย่างไร เลยอยากจะถามถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รบกวนชี้แจงเหตุผลและหลักการในการพิจารณาหน่อยค่ะ
#ธนาคารสีเขียว #ธนาคารสีม่วง