ประวัติโดยย่อของ นักดนตรี/นักทรัมเป็ต ชื่อดัง เชต เบเคอร์(Chet Baker)


        เชต เบเคอร์ (Chet Baker) หรือชื่อเต็มของเขาคือ Chesney Henry Baker เกิดเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมปี 1929 เป็นชาวอเมริกัน เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 1988 เป็นนักทรัมเป็ตและนักร้องเพลงแจ๊สชาวอเมริกัน ด้วยเสียงที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยความธรรมดาและอ่อนแอของเขา ไม่ว่าจะทั้งเสียงร้องและโซโล่ทรัมเป็ตของเขา ก็ทำให้แลดูโหยหวนและเศร้าใจได้ทุกครั้ง เขาเป็นเหมือนตัวแทน ไอดอล หรือบุคคลตัวอย่างของใครหลายๆคน ที่พยายามต่อสู้กับยาเสพติดในอาชีพที่มีแนวโน้มเป็นอย่างมากอย่างอาชีพนักดนตรี  
         เขาเกิดในรัฐโอคลาโฮมา และเติบโตในแคลิฟอร์เนีย จนถึงอายุได้ 10 ปี เชตได้เริ่มเป่าทรัมเป็ตในวงดนตรีของโรงเรียน และได้เล่นในกองทัพบกของสหรัฐอเมริกาในฐานะรั้วของชาติในช่วงปี 1946 - 1948 และ 1950- 1952 และได้ร่วมวงดนตรีแจ๊สในเขตซานฟรานซิสโกในช่วงต้นยุค 50 และยังได้เล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักดนตรีท่านอื่นๆ อย่าง ชาร์ลี พาร์กเกอร์ อีกด้วย ต่อมาเขาได้แจ้งเกิดในปี 1952 ในฐานะ สมาชิกวงดนตรี 4 คนไร้เปียโนของ เจอร์รี มัลลิแกน (Gerry Mulligan) หรือในภาษาอังกฤษว่า Gerry Mulligan’s pianoless quartet เช่นในผลงานเพลง “Walkin’ Shoes,”  “Bernie’s Tune,” และ   “My Funny Valentine(หนึ่งในผลงานเพลงชิ้นเอกของเขา)”

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

          ผลงานเหล่านี้ถูกเติมเต็มความไพเราะด้วยฝีมือของเขา เบเคอร์ในยุคนี้เขาค่อนข้างที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับวัฒนธรรมดนตรีแจ๊สในยุคนั้นเลยทีเดียว ซึ่งเขาเคยปรากฎในหน้าปกแมคกาซีน Metronome โดยติดอันดับมือทรัมเป็ตในปี 1953 และเขาได้เริ่มก่อตั้งวงดนตรี 4 คนหรือ quartet ของตัวเองในปีเดียวกันนั้นเอง หลายๆผลงานของเขาจากปี 1950 ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานที่เขาลงมือร้องเอง ด้วยเสียงที่คล้ายกับนักร้องหญิงและไร้การสั่นเสียง ของเขานี่เองทำให้เขาถูกจัดอยู่ในประเภท Cool School ของเหล่านักร้อง เช่น เมล ทอร์ม (Mel Tormé) และ จูน คริสตี้ (June Christy) ผลงานเพลง   “Let’s Get Lost ” ในปี 1954 ของเขาจัดว่าเป็นเพลงบัลลาดโรแมนติกที่ขับร้องโดยเสียงร้องของ เชต เบเคอร์ ทำให้เพลงนี้เต็มไปด้วยความพิศวง และยังเป็นผลงานเพลงที่มีความเกี่ยวข้องกับเขามากที่สุดอีกด้วย
         แฟนเพลงและนักวิจารณ์ส่วนใหญ่ได้มีความรู้สึกว่า เชตเองนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังและด้วยความที่เขานั้นหน้าตาดี นั้นทำให้เขาสามารถที่จะเป็นดารานักแสดงได้อย่างสบายๆ ในการทัวร์คอนเสิร์ตที่ยุโรปในปี 1955 และ 1956 นั้นทำให้เขาได้รับชื่อเสียง และยังมีผลงานเพลงที่ดีอีกด้วย ณ ช่วงเวลานี้จึงขึ้นชื่อได้ว่าเป็นช่วงขาขึ้นของเชต หรือช่วงที่ดีที่สุดในช่วงต้นอาชีพนักดนตรีของเขา หลังจากนั้นชีวิตของเขาเริ่มเกิดความสั่นคลอนเป็นอย่างมาก ในช่วงปลายยุค 50 ในขณะที่เขาเริ่มติดเฮโรอีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทริปทัวร์ยุโรปครั้งต่อมาในช่วงต้นยุค 60 ของเขาส่งผลให้เขาก่อคดีมากมาย ลักษณะนิสัยการเสพยาของเขานำไปสู่การถูกจับกุมและการถูกคุมขังในโรงบำบัดยาเสพติด การเล่นดนตรีของเขาเริ่มตกมาตรฐานตลอดเวลาที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังได้รับแรงใจที่สำคัญจากแฟนๆ ผู้ที่รู้สึกว่าเบเกอร์มักได้รับการยกย่องในเรื่องความสวยงามของน้ำเสียงของเขา แต่บ่อยครั้งที่ความสามารถของเขาถูกจำกัดด้วยเทคนิคทางดนตรีของเขาเอง
       ด้วยการรักษาด้วยเมทาโดน เบเกอร์ ได้กลับมาเยือนยังวงการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงปี 1970 หลังจากหลายปีที่ผ่านมา การติดยาเสพติดทำให้เสียงร้องของเขาแหลมขึ้นและมีเสียงดังขึ้น ซึ่งไร้ระเบียบและฟังดูมอมแมมมากขึ้น แต่นักวิจารณ์หลายๆคนกลับไม่คิดแบบนั้น พวกเขากลับคิดว่าเสียงทรัมเป็ตของเขายังคงยอดเยี่ยมจนถึงวาระสุดท้ายของเขา ซึ่งมาจากประสบการณ์ของเขาที่มีมากขึ้นผ่านกาลเวลา 
        สุดท้ายแล้วในปี 1977-88 เขาเป็นศิลปินที่มีฐานะคนหนึ่งในวงการดนตรี หลังจากที่เขาได้อยู่จุดสูงสุดของวงการดนตรีแล้ว เขาถูกพบเสียชีวิตจากการตกจากหน้าต่างห้องพักของเขาเองที่อัมสเตอร์ดัม ในวันที่ 13 พฤษภาคม 1988 ถึงแบบนั้นแฟนเพลงของเขากลับเพิ่มขึ้นหลังจากการปล่อยสารคดีที่กำกับโดย บรูซ  วีเบอร์ส (Bruce Weber) ชื่อว่า Let’s Get Lost (1988) และบันทึกส่วนตัวของ เชต เบเกอร์ เอง As Though I Had Wings (1997).
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่