สวัสดีค่ะ มีเรื่องอยากปรึกษานิดหนึ่ง คือเราท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว แต่มีปัญหาคือลาหยุดได้ 1 เดือน และเราไม่สามารถลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกได้ เราเลยจำเป็นที่จะต้องหาคนเลี้ยงลูกให้ ที่นี้ตอนแรกแฟนเคยบอกว่าถ้าแต่งงานแล้วจะให้ย้ายไปอยู่ที่บ้านเค้า แต่ด้วยความที่ตอนแรกเรายังไม่ค่อยสนิทกับที่บ้านแฟน เรากับแฟนเลยมาอาศัยอยู่คอนโด ยังไม่ได้ไปอยู่ที่บ้าน แต่แฟนเราบอกว่าถ้าตอนท้องใกล้คลอดแล้วต้องไปอยู่ที่บ้านเค้านะ เค้ากลัวไม่มีคนดูเราตอนเจ็บท้อง แล้วหลังคลอดจะได้มีคนช่วยเราดูลูกช่วงพักฟื้น เพราะเราไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กเลย
ที่นี่ตอนเราท้องได้ 7 เดือนกว่า แม่เราถามว่าตอนใกล้คลอดจะทำยังไง จะไปอยู่ที่บ้านแฟน จะให้แม่ขึ้นมาอยู่ที่คอนโดเป็นเพื่อน หรือจะลาออกกลับมาอยู่บ้านสักพัก หลังคลอดค่อยหางานใหม่ แต่ด้วยความที่แฟนเราไม่มั่นคง ถ้าเราออกจาก
งานคงมีปัญหาเรื่องเงิน เราเลยบอกแม่ว่าจะขอทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคลอด แต่จะให้แม่มาอยู่ด้วยก็เกรงใจ เพราะแม่เราอยู่ต่างจังหวัด ส่วนบ้านแฟนอยู่กรุงเทพ เราเลยถามแฟนเราว่าจะเอายังไง แม่ถามมา เค้าก็บอกว่าจะให้เราไปนอนห้องเล็ก ซึ่งเราก็แปลกใจนิดหน่อย ลืมเล่าไปค่ะ ว่าที่บ้านแฟนเรามีคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาอยู่ด้วย เห็นแฟนเราเล่าว่าแม่เค้าช่วยไว้ตอนที่แม่เด็กถูกสามีทิ้ง ทีนี้ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นมีลูกสาว ที่บ้านเค้าเลยให้สองแม่ลูกอยู่ห้องนอนห้องใหญ่สุดของบ้านซึ่งมีห้องน้ำในตัว เพราะอยากให้มีความเป็นส่วนตัว
ต่อมาแฟนเราบอกว่าหลังแต่งงาน พวกเราจะต้องไปอยู่ห้องนั้น เพราะมีความเป็นส่วนตัวและมีสัดส่วนเหมาะกับครอบครัว เราเคยถามแฟนว่าไม่น่าเกลียดหรอที่จะให้เค้าย้ายออก แฟนเราบอกว่าที่บ้านเค้าคุยกันแล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่มีใครมีปัญหา เราก็เกรงใจ แต่ก็คิดว่าถ้าได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก็ค่อนข้างจะสะดวกกับตัวเราในหลายๆ ด้าน เช่น การเลี้ยงลูกหลังจากที่เราต้องกลับไปทำงาน ไม่ต้องไปฝาก nursery กลับจากทำงานสามารถไปดูลูกได้เลย จะเลิกงานช้าก็ยังวางใจ อีกอย่างเราค่อนข้างมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวในการเข้าห้องน้ำ ถ้าได้ห้องที่มีห้องน้ำในตัวเราก็ค่อนข้างสบายใจ แต่เราก็ยังติดเรื่องคนที่อยู่ก่อนว่าเค้าอาจมองเราไม่ดีหรือเปล่า เราเลยถามย้ำกับแฟนเราว่ายังไง เราจะได้วางแผนเรื่องเลี้ยงลูก เค้าก็ยืนยันว่าที่บ้านเค้ารู้ว่าเราเป็นคนยังไง เค้าคุยกันแล้ว ทุกคนเข้าใจ เค้าบอกเราว่าไม่ต้องคิดอะไร เดี๋ยวจัดการเอง
ที่นี้อย่างที่เราเล่าไปตอนต้นว่าตอนที่เราท้องได้ 7 เดือนกว่าๆ เราเข้าใจว่าสถานะเราคือไตรมาสสุดท้ายซึ่งใกล้คลอดแล้ว แต่เรายังไม่เห็นที่บ้านเค้าจัดการอะไรให้ เราก็แบบช่างมัน เดี๋ยวเค้าคงคุยกัน พอแม่เราถาม นิสัยแม่เราคือชอบจี้ อยากรู้เลย เราก็เลยตัดสินใจถาม ก็ได้คำตอบมาว่าให้ไปนอนห้องเล็ก เราก็แปลกใจเพราะห้องนั้นเคยเป็นห้องเค้าที่ยกให้ญาติอีกคนไปแล้ว จะให้ญาติคนนั้นย้ายออกหรอ แล้วอีก 2 คนที่ไม่ใช่ญาติ คือ? เราก็เริ่มไม่ค่อยโอเคเท่าไรแล้ว เค้าบอกว่าถ้าให้ 2 คนแม่ลูกนั่นย้ายออกตอนนี้จะน่าเกลียด เราก็เริ่มไม่เข้าใจว่าจะน่าเกลียดยังไง ก็ไหนบอกว่าคุยกันแล้ว หรือท้อง 7 เดือนไม่ได้เรียกว่าใกล้คลอด เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วอีกอย่าง 2 คนนั้นเคยช่วยแม่เค้าไว้ตอนที่ไม่สบาย เค้าก็เกรงใจ อันนี้เราก็เข้าใจนะเรื่องบุญคุณ แต่ตอนนั้นมาพูดกับเราแบบนั้นทำไม เราไม่เข้าใจ คำว่าทุกคนรู้หน้าที่ ทุกคนจะเคลียร์เอง คืออะไร เราเป็นคนไม่ชอบคนพูดกลับไปกลับมา เราเลยเริ่มรู้สึกว่าที่แฟนเราเคยพูดว่าที่บ้านยินดีต้อนรับคงไม่จริง การเอาเราเข้าไปอยู่คงเป็นการไปเพิ่มภาระให้บ้านเค้า
จากนั้นเราเลยบอกกับแฟนว่าเราคงไม่ไป เราไม่สะดวกใจที่จะไปแล้ว คือปกติเราก็มีปัญหาเรื่องห้องน้ำ ถ้าไปอยู่ห้องเล็ก ต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งหลังคลอดเราต้องมีปัญหาแน่นอน อย่างที่ 2 เราเกรงใจญาติคนที่เค้ายกห้องให้อยู่ไปแล้ว และเราไม่เข้าใจว่าทำไมคนเป็นญาติเค้าต้องเป็นคนเสียสละที่อยู่ให้เรา เราเลยตัดสินใจว่าจะเอาลูกกลับไปเลี้ยงที่บ้านช่วงที่เราได้หยุด 1 เดือน จากนั้นค่อยคิดอีกทีว่าจะเอาลูกไว้ให้แม่เราเลี้ยง หรือหา nursery ใกล้ๆ ที่ทำงานเราให้อยู่ เพื่อจะได้สะดวกกับเรา เราทะเลาะกับแฟนหนักมาก เพราะเค้าอยากให้ไปอยู่บ้านเค้า เราบอกว่าเราเคยอยากไป เพราะอยากเลี้ยงลูกเอง แต่ถ้าเป็นแบบนี้เราก็ไม่โอเค เราอึดอัด เค้าก็บอกว่าเธอก็เข้าไปใช้ห้องน้ำในห้องใหญ่ได้ เราก็แบบ คิดได้ไง มีคน 2 คนนอนอยู่ ให้เปิดประตูไปใช้หรอ ตลกไหม เราทะเลาะกันจนเราขอเลิก เราบอกแฟนเราว่าถ้าไม่เข้าใจเรา เรายินดีเลี้ยงลูกคนเดียว เรารับไม่ได้กับการพูดกลับไปกลับมา พอตกเย็น แฟนเรามาบอกว่าที่บ้านเริ่มเตรียมห้องให้เธอแล้ว ไม่ใช่ไม่ทำอะไร เด็กคนนั้นก็เริ่มเก็บของไปนอนคอนโดแล้ว เดี๋ยวแม่ของเด็กคนนั้นจะย้ายไปนอนกับแม่เค้าเพราะสนิทกัน เราเลยถามว่าเธอไปพูดอะไร เค้าก็บอกว่าเปล่า ที่บ้านคุยกันแล้ว ก็ปิดประเด็นไป
จนมาเดือนนี้ เราท้องได้ 8 เดือนกว่า ท้องเริ่มแข็งบ่อย ใกล้คลอดแล้ว เราก็ไม่เห็นแฟนเราพูดอะไรอีก จนวันนั้นเรามีโอกาสไปบ้านเค้า เราเห็นว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ห้องที่เคยบอกว่าจะให้เราอยู่ก็สภาพเดิม (เราไม่ได้ไปเปิดดูนะคะ แต่บ้านเค้าตอนกลางวันจะไม่ปิดประตูห้อง แล้วเวลาไปเข้าห้องน้ำเราเห็นจากสายตา ไม่ได้เข้าไปสำรวจค่ะ) ที่นี้เราขี้เกียจมีปัญหา เราเลยตัดสินใจว่าจะไม่ไปอยู่แล้ว เราเลยกำลังคุยกับแม่เราอยู่ว่าจะเอายังไงดี แม่บอกเดี๋ยวช่วงพัก 1 เดือนค่อยคิด เราก็โอเค ต่อมาแฟนเราไปคุยกับแม่เรา ว่าแม่เค้าเตรียมห้องไว้ให้ เดี๋ยวแม่เค้าจะไปนอนกับญาติเค้าอีกคน ซึ่งญาติคนนั้นป่วยอยู่ แม่เค้าจะไปนอนเฝ้า แต่อยู่ในบ้านหลังเดียวกันนะคะ แม่เราก็มาเล่าให้ฟังว่าแฟนเราว่ายังงี้ เราก็รู้ได้ทันทีเลยว่าแม่เค้าจะเสียสละห้องนอนตัวเองให้ เราก็แบบอะไรวะ (ขอโทษที่หยาบค่ะ) มีปัญหาอะไรกับห้องใหญ่นักหนา 2 แม่ลูกนั้นเคยมีบุญคุณ เราเข้าใจ แต่บ้านเค้าก็มีบุญคุณกับ 2 คนนั้น แฟนเราบอกว่าให้ 2 คนนั้นย้ายออกตอนนี้น่าเกลียด อ้าวววว... เดือนที่แล้วพูดว่าเด็ก (เด็กอายุน่าจะ 26-27 ปี แล้วค่ะ) กำลังจะไปอยู่คอนโด แม่เด็กจะย้ายไปนอนกับแม่เค้า ไปๆ มาๆ ตอนนี้ 2 แม่ลูกอยู่ห้องเดิม แต่แม่เค้าจะยกห้องให้แทน อะไรนักหนา เราเลยบอกว่าเราไม่ไปแล้ว ไม่อยากไปเป็นภาระใคร อย่าดึงเราไปยุ่งเกี่ยวกับบ้านเธออีก เราถามว่าบ้านเธอเป็นอะไรกัน เกรงใจคนมาอาศัยอยู่ ให้อยู่สบาย มีห้องส่วนตัว มีห้องน้ำส่วนตัว แต่ให้คนที่เป็นเจ้าของบ้านย้ายไปย้ายมา แฟนเราก็บอกว่า 2 คนนั้นก็เหมือนญาติ แล้วก็บอกเราว่าเธอเข้าใจหน่อย ถ้าให้ย้ายห้องเด็กผู้หญิงคนนั้นจะไปนอนห้องไหน อีกอย่างของเด็กคนนั้นเยอะ ย้ายไปก็ไม่มีที่เก็บ ถ้าเป็นแม่เค้าย้าย แม่เค้ายังไปนอนรวมห้องใหญ่ได้ ตอนนี้เราเลยได้แต่คิดว่าสรุปแล้วแฟนเรารักเด็กคนนั้นหรือเคยมีอะไรกันมาก่อนหรือเปล่า แต่เด็กคนนั้นไม่ยอมคบด้วย ถึงได้เห็นใจ เกรงใจกันขนาดนี้ เราเลยบอกแฟนเราว่าเราเข้าใจ ไม่อยากทะเลาะ และจากที่เค้าพูดมาทั้งหมด เรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอก งั้นในเมื่อเธอทำอย่างที่พูดไม่ได้ เธอก็ต้องทำตามที่เราต้องการ
ต่อมาแฟนเราก็มาบอกว่าใจเย็นๆ หน่อย ไปอยู่ห้องแม่เค้าก่อน เดี๋ยวพอเด็กผู้หญิงคนนั้นแต่งงานออกไป แม่ของเด็กคนนั้นก็จะย้ายออกไปนอนห้องแม่เค้า เราก็จะได้ย้ายเข้าไปนอนในห้องใหญ่ WTF!!!! สรุปคือสิ่งที่พูดมาทั้งหมดคืออะไร สรุปคือเคลียร์ห้องไม่ได้ เพราะเด็กคนนั้นกับแม่ไม่คิดจะย้ายออกแต่แรก แล้วที่บ้านเค้าก็เกรงใจกันไม่กล้าพูด คนในบ้านเลยต้องเสียสละตัวเองสินะ เรากับที่บ้านเรารับไม่ได้มาก เพราะสำหรับครอบครัวเราโตมาแบบคนในบ้านสำคัญที่สุด ยิ่งถ้าเป็นเราแล้ว แม่สำคัญมาก จะให้มาย้ายห้องไปย้ายห้องมา เราคงไม่ยอม ต่อให้แม่เป็นคนเสนอเอง แต่เราจะเห็นความสบายของแม่เราเป็นหลัก จากตอนแรกเฉยๆ ตอนนี้เราอคติกับคนอาศัยสุดๆ ไหนว่าคุยกันแล้ว ไหนว่ารู้หน้าที่ ไหนว่าเตรียมตัว เราประกาศชัดเจนกับแฟนเราไปว่า คนรู้หน้าที่จะไม่เป็นแบบนี้ ถ้าเราเป็นคนอาศัย เราจะเสนอตัวเก็บของย้ายออกเองด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อต่างคนต่างความคิด เราไม่ใช่เค้า เราไปบังคับให้ใครคิดเหมือนเราไม่ได้ เพราะงั้นถ้าจะอยู่ด้วยกัน เราไม่ไปบ้านเค้า และเราจะไม่ให้คนอาศัยในบ้านเค้ามามีบุญคุณกับลูกเราเด็ดขาด เรางี่เง่าเกินไปไหมคะ
ป.ล. 1 เราไม่ได้อยากไปอยู่ห้องใหญ่ค่ะ แต่เรามีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวเวลาใช้ห้องน้ำ เราไม่ค่อยชอบใช้ห้องน้ำรวมค่ะ ยิ่งหลังคลอดเรายิ่งกังวล เราเลยตัดสินใจจะพักที่คอนโดกับลูกช่วงพักฟื้น แต่เค้ามาพูดว่าถ้าแม่เค้ามาดูเราที่คอนโดเราต้องยอมรับได้นะ แต่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่าแม่เค้าก็ไม่ค่อยแข็งแรง เอิ่มมมม... ให้แม่ย้ายห้องไปดูคนป่วย ทั้งที่ไม่ค่อยแข็งแรง แล้วทำไมไม่ให้ผู้อาศัย 2 คนไปช่วยดูแลคนป่วยล่ะ
ป.ล.2 เราไม่ชอบการพูดกลับกลอกไปมา ยิ่งคำที่แฟนเราพูดแต่ละคำ เช่น ให้เค้าย้ายออกตอนนี้น่าเกลียด หรือ น้องจะไปนอนไหน คือเราไม่ได้ท้อง 1 เดือนแล้วคลอด เราท้อง 9 เดือน แล้วเวลา 9 เดือนนี่คือไม่วางแผนอะไรเลยหรอ
ป.ล.3 ถ้าแฟนเราจะบังคับให้ไปจริงๆ เราจะขอเลิก เพราะเรารับไม่ได้ เราเกลียดคำพูดแฟนเราที่ว่าถ้าเราไปอยู่บ้านเค้า 2 แม่ลูกนั้นจะช่วยได้เยอะ เรารู้ว่าบางครั้งการพึ่งพาคนอื่นสำคัญ แต่บ้านเรามักจะพยายามพึ่งพาตัวเองก่อนที่จะพึ่งคนอื่นเสมอ
ป.ล.4 ถ้าเราเลิกกับแฟน เราคงเอาลูกไว้กับแม่ที่ต่างจังหวัด จังหวัดที่แม่เราอยู่ไม่ไกลกรุงเทพมาก สามารถไป-กลับได้ทุกอาทิตย์ อยากรู้ว่ามีวิธีส่งนมไปไม่ให้เสียไหม ช่วงที่ลูกเรายังต้องกินนมเราอยู่
ตั้งใจจะขอคำปรึกษา แต่เกริ่นยาวไปหน่อย เราอยากทราบว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบเรา จะแก้ไขสถานการณ์ยังไงดีคะ เราคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ เราอยากได้หลายๆ ความเห็น หลายๆ มุมมอง มาเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ เราเป็นคนใจร้อน เรากลัวว่าเราอาจจะอคติจนตัดสินใจพลาดไป อ้อ อีกเรื่อง เงินเดือนเราไม่ได้สูงมาก แต่สามารถเลี้ยงเด็กคนเดียวได้โดยไม่ทำให้เดือดร้อน จะเดือดร้อนเรื่องเดียวคือเราต้องประหยัดค่า shopping มากขึ้นแค่นั้นเองค่ะ 😅😅
อีกเรื่องคือหลังจากตอนทะเลาะกัน แฟนเราบอกเราว่าเราผิดเองที่ไม่ยอมไปอยู่ตั้งแต่หลังแต่ง ตอนนั้นเราเกรงใจ และคิดว่าการไปอยู่เลยคือการไปไล่เค้าออก เราเลยตกลงกับแฟนว่าช่วงใกล้คลอดค่อยไป ซึ่งมีเวลาอีกหลายเดือนให้เตรียมตัว แต่สุดท้ายกลายเป็นความผิดเรา ซึ่งเราไม่เข้าใจว่าอยู่หลังแต่งกับอยู่ตอนใกล้คลอดมันเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายห้องยังไง และเราค่อนข้างไม่โอเคกับคำพูดแฟนเรามาก เรากลายเป็นคนผิด ทั้งที่เค้าเป็นคนบอกเราเองว่าไม่ต้องคิดอะไร ที่บ้านเค้าจะจัดการเอง
ตอนนี้เราไม่ได้กังวลว่าครอบครัวจะต้องสมบูรณ์แล้ว เรายินดีเป็น Single mom เราเชื่อว่าเราสามารถเลี้ยงลูกเราให้โตมาเป็นเด็กที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องมีพ่อ เราเสียความรู้สึกกับคำพูดและการกระทำของแฟนเรามากจนเราไม่ไหวแล้ว อีกอย่างเรามีแพลนแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่เราท้องก่อนแต่ง ทำให้เราต้องกำหนดวันแต่งเร็วขึ้น ที่บ้านเค้าคงคิดว่าเราทำตัวไร้ค่าเอง แต่เราป้องกันทุกครั้ง ไม่เคยพลาดสักครั้ง ที่บ้านเค้าอาจจะกลัวว่าเราจะไปเกาะเค้ากิน ไปเป็นภาระให้เค้า แต่ที่พยายามจะหาที่อยู่ให้ก็คงเป็นเพราะเห็นแก่เด็กที่จะเกิดมา แต่ถึงยังไงเรื่องห้องที่พูดถึง แฟนเราคุยกับเราตั้งแต่ก่อนจะมีแพลนแต่งงานอีกค่ะ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ใส่ใจ พึ่งมาสนใจตอนท้องนี่แหละค่ะ
ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ เราไม่ได้จะเอาลูกไว้กับแม่เลย คุยกันแล้วว่าพอลูกเราเข้าเรียน เราจะพามาเข้าเรียนใกล้ที่ทำงานเรา เรากังวลแค่ช่วงที่ลูกยังเล็ก จะเอาไปฝาก nursery ก็กังวลทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งการดูแลลูกเรา หรือจริงๆ เราควรไปอยู่บ้านแฟน แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอก ซึ่งเราก็เป็นคนนอกจริงๆ เราไม่รู้ว่าจะปรับ Mindset ยังไงดีให้ยอมรับกับความประหลาดนี้ได้ ถ้าเขียนงงๆ ก็ขอโทษด้วยนะคะ เราพยายามเล่าสิ่งที่เราเจอมาทั้งหมด อยากให้เข้าใจว่าเราเจออะไรมาบ้าง
กำลังจะคลอดลูก แต่ตกลงกับสามีไม่ได้ว่าจะไปพักที่ไหน ขอคำแนะนำหน่อยค่ะ
งานคงมีปัญหาเรื่องเงิน เราเลยบอกแม่ว่าจะขอทำงานไปเรื่อยๆ จนกว่าจะคลอด แต่จะให้แม่มาอยู่ด้วยก็เกรงใจ เพราะแม่เราอยู่ต่างจังหวัด ส่วนบ้านแฟนอยู่กรุงเทพ เราเลยถามแฟนเราว่าจะเอายังไง แม่ถามมา เค้าก็บอกว่าจะให้เราไปนอนห้องเล็ก ซึ่งเราก็แปลกใจนิดหน่อย ลืมเล่าไปค่ะ ว่าที่บ้านแฟนเรามีคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวมาอยู่ด้วย เห็นแฟนเราเล่าว่าแม่เค้าช่วยไว้ตอนที่แม่เด็กถูกสามีทิ้ง ทีนี้ด้วยความที่ผู้หญิงคนนั้นมีลูกสาว ที่บ้านเค้าเลยให้สองแม่ลูกอยู่ห้องนอนห้องใหญ่สุดของบ้านซึ่งมีห้องน้ำในตัว เพราะอยากให้มีความเป็นส่วนตัว
ต่อมาแฟนเราบอกว่าหลังแต่งงาน พวกเราจะต้องไปอยู่ห้องนั้น เพราะมีความเป็นส่วนตัวและมีสัดส่วนเหมาะกับครอบครัว เราเคยถามแฟนว่าไม่น่าเกลียดหรอที่จะให้เค้าย้ายออก แฟนเราบอกว่าที่บ้านเค้าคุยกันแล้ว ทุกคนรู้หน้าที่ ไม่มีใครมีปัญหา เราก็เกรงใจ แต่ก็คิดว่าถ้าได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ ก็ค่อนข้างจะสะดวกกับตัวเราในหลายๆ ด้าน เช่น การเลี้ยงลูกหลังจากที่เราต้องกลับไปทำงาน ไม่ต้องไปฝาก nursery กลับจากทำงานสามารถไปดูลูกได้เลย จะเลิกงานช้าก็ยังวางใจ อีกอย่างเราค่อนข้างมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวในการเข้าห้องน้ำ ถ้าได้ห้องที่มีห้องน้ำในตัวเราก็ค่อนข้างสบายใจ แต่เราก็ยังติดเรื่องคนที่อยู่ก่อนว่าเค้าอาจมองเราไม่ดีหรือเปล่า เราเลยถามย้ำกับแฟนเราว่ายังไง เราจะได้วางแผนเรื่องเลี้ยงลูก เค้าก็ยืนยันว่าที่บ้านเค้ารู้ว่าเราเป็นคนยังไง เค้าคุยกันแล้ว ทุกคนเข้าใจ เค้าบอกเราว่าไม่ต้องคิดอะไร เดี๋ยวจัดการเอง
ที่นี้อย่างที่เราเล่าไปตอนต้นว่าตอนที่เราท้องได้ 7 เดือนกว่าๆ เราเข้าใจว่าสถานะเราคือไตรมาสสุดท้ายซึ่งใกล้คลอดแล้ว แต่เรายังไม่เห็นที่บ้านเค้าจัดการอะไรให้ เราก็แบบช่างมัน เดี๋ยวเค้าคงคุยกัน พอแม่เราถาม นิสัยแม่เราคือชอบจี้ อยากรู้เลย เราก็เลยตัดสินใจถาม ก็ได้คำตอบมาว่าให้ไปนอนห้องเล็ก เราก็แปลกใจเพราะห้องนั้นเคยเป็นห้องเค้าที่ยกให้ญาติอีกคนไปแล้ว จะให้ญาติคนนั้นย้ายออกหรอ แล้วอีก 2 คนที่ไม่ใช่ญาติ คือ? เราก็เริ่มไม่ค่อยโอเคเท่าไรแล้ว เค้าบอกว่าถ้าให้ 2 คนแม่ลูกนั่นย้ายออกตอนนี้จะน่าเกลียด เราก็เริ่มไม่เข้าใจว่าจะน่าเกลียดยังไง ก็ไหนบอกว่าคุยกันแล้ว หรือท้อง 7 เดือนไม่ได้เรียกว่าใกล้คลอด เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วอีกอย่าง 2 คนนั้นเคยช่วยแม่เค้าไว้ตอนที่ไม่สบาย เค้าก็เกรงใจ อันนี้เราก็เข้าใจนะเรื่องบุญคุณ แต่ตอนนั้นมาพูดกับเราแบบนั้นทำไม เราไม่เข้าใจ คำว่าทุกคนรู้หน้าที่ ทุกคนจะเคลียร์เอง คืออะไร เราเป็นคนไม่ชอบคนพูดกลับไปกลับมา เราเลยเริ่มรู้สึกว่าที่แฟนเราเคยพูดว่าที่บ้านยินดีต้อนรับคงไม่จริง การเอาเราเข้าไปอยู่คงเป็นการไปเพิ่มภาระให้บ้านเค้า
จากนั้นเราเลยบอกกับแฟนว่าเราคงไม่ไป เราไม่สะดวกใจที่จะไปแล้ว คือปกติเราก็มีปัญหาเรื่องห้องน้ำ ถ้าไปอยู่ห้องเล็ก ต้องใช้ห้องน้ำรวม ซึ่งหลังคลอดเราต้องมีปัญหาแน่นอน อย่างที่ 2 เราเกรงใจญาติคนที่เค้ายกห้องให้อยู่ไปแล้ว และเราไม่เข้าใจว่าทำไมคนเป็นญาติเค้าต้องเป็นคนเสียสละที่อยู่ให้เรา เราเลยตัดสินใจว่าจะเอาลูกกลับไปเลี้ยงที่บ้านช่วงที่เราได้หยุด 1 เดือน จากนั้นค่อยคิดอีกทีว่าจะเอาลูกไว้ให้แม่เราเลี้ยง หรือหา nursery ใกล้ๆ ที่ทำงานเราให้อยู่ เพื่อจะได้สะดวกกับเรา เราทะเลาะกับแฟนหนักมาก เพราะเค้าอยากให้ไปอยู่บ้านเค้า เราบอกว่าเราเคยอยากไป เพราะอยากเลี้ยงลูกเอง แต่ถ้าเป็นแบบนี้เราก็ไม่โอเค เราอึดอัด เค้าก็บอกว่าเธอก็เข้าไปใช้ห้องน้ำในห้องใหญ่ได้ เราก็แบบ คิดได้ไง มีคน 2 คนนอนอยู่ ให้เปิดประตูไปใช้หรอ ตลกไหม เราทะเลาะกันจนเราขอเลิก เราบอกแฟนเราว่าถ้าไม่เข้าใจเรา เรายินดีเลี้ยงลูกคนเดียว เรารับไม่ได้กับการพูดกลับไปกลับมา พอตกเย็น แฟนเรามาบอกว่าที่บ้านเริ่มเตรียมห้องให้เธอแล้ว ไม่ใช่ไม่ทำอะไร เด็กคนนั้นก็เริ่มเก็บของไปนอนคอนโดแล้ว เดี๋ยวแม่ของเด็กคนนั้นจะย้ายไปนอนกับแม่เค้าเพราะสนิทกัน เราเลยถามว่าเธอไปพูดอะไร เค้าก็บอกว่าเปล่า ที่บ้านคุยกันแล้ว ก็ปิดประเด็นไป
จนมาเดือนนี้ เราท้องได้ 8 เดือนกว่า ท้องเริ่มแข็งบ่อย ใกล้คลอดแล้ว เราก็ไม่เห็นแฟนเราพูดอะไรอีก จนวันนั้นเรามีโอกาสไปบ้านเค้า เราเห็นว่าทุกอย่างเหมือนเดิม ห้องที่เคยบอกว่าจะให้เราอยู่ก็สภาพเดิม (เราไม่ได้ไปเปิดดูนะคะ แต่บ้านเค้าตอนกลางวันจะไม่ปิดประตูห้อง แล้วเวลาไปเข้าห้องน้ำเราเห็นจากสายตา ไม่ได้เข้าไปสำรวจค่ะ) ที่นี้เราขี้เกียจมีปัญหา เราเลยตัดสินใจว่าจะไม่ไปอยู่แล้ว เราเลยกำลังคุยกับแม่เราอยู่ว่าจะเอายังไงดี แม่บอกเดี๋ยวช่วงพัก 1 เดือนค่อยคิด เราก็โอเค ต่อมาแฟนเราไปคุยกับแม่เรา ว่าแม่เค้าเตรียมห้องไว้ให้ เดี๋ยวแม่เค้าจะไปนอนกับญาติเค้าอีกคน ซึ่งญาติคนนั้นป่วยอยู่ แม่เค้าจะไปนอนเฝ้า แต่อยู่ในบ้านหลังเดียวกันนะคะ แม่เราก็มาเล่าให้ฟังว่าแฟนเราว่ายังงี้ เราก็รู้ได้ทันทีเลยว่าแม่เค้าจะเสียสละห้องนอนตัวเองให้ เราก็แบบอะไรวะ (ขอโทษที่หยาบค่ะ) มีปัญหาอะไรกับห้องใหญ่นักหนา 2 แม่ลูกนั้นเคยมีบุญคุณ เราเข้าใจ แต่บ้านเค้าก็มีบุญคุณกับ 2 คนนั้น แฟนเราบอกว่าให้ 2 คนนั้นย้ายออกตอนนี้น่าเกลียด อ้าวววว... เดือนที่แล้วพูดว่าเด็ก (เด็กอายุน่าจะ 26-27 ปี แล้วค่ะ) กำลังจะไปอยู่คอนโด แม่เด็กจะย้ายไปนอนกับแม่เค้า ไปๆ มาๆ ตอนนี้ 2 แม่ลูกอยู่ห้องเดิม แต่แม่เค้าจะยกห้องให้แทน อะไรนักหนา เราเลยบอกว่าเราไม่ไปแล้ว ไม่อยากไปเป็นภาระใคร อย่าดึงเราไปยุ่งเกี่ยวกับบ้านเธออีก เราถามว่าบ้านเธอเป็นอะไรกัน เกรงใจคนมาอาศัยอยู่ ให้อยู่สบาย มีห้องส่วนตัว มีห้องน้ำส่วนตัว แต่ให้คนที่เป็นเจ้าของบ้านย้ายไปย้ายมา แฟนเราก็บอกว่า 2 คนนั้นก็เหมือนญาติ แล้วก็บอกเราว่าเธอเข้าใจหน่อย ถ้าให้ย้ายห้องเด็กผู้หญิงคนนั้นจะไปนอนห้องไหน อีกอย่างของเด็กคนนั้นเยอะ ย้ายไปก็ไม่มีที่เก็บ ถ้าเป็นแม่เค้าย้าย แม่เค้ายังไปนอนรวมห้องใหญ่ได้ ตอนนี้เราเลยได้แต่คิดว่าสรุปแล้วแฟนเรารักเด็กคนนั้นหรือเคยมีอะไรกันมาก่อนหรือเปล่า แต่เด็กคนนั้นไม่ยอมคบด้วย ถึงได้เห็นใจ เกรงใจกันขนาดนี้ เราเลยบอกแฟนเราว่าเราเข้าใจ ไม่อยากทะเลาะ และจากที่เค้าพูดมาทั้งหมด เรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอก งั้นในเมื่อเธอทำอย่างที่พูดไม่ได้ เธอก็ต้องทำตามที่เราต้องการ
ต่อมาแฟนเราก็มาบอกว่าใจเย็นๆ หน่อย ไปอยู่ห้องแม่เค้าก่อน เดี๋ยวพอเด็กผู้หญิงคนนั้นแต่งงานออกไป แม่ของเด็กคนนั้นก็จะย้ายออกไปนอนห้องแม่เค้า เราก็จะได้ย้ายเข้าไปนอนในห้องใหญ่ WTF!!!! สรุปคือสิ่งที่พูดมาทั้งหมดคืออะไร สรุปคือเคลียร์ห้องไม่ได้ เพราะเด็กคนนั้นกับแม่ไม่คิดจะย้ายออกแต่แรก แล้วที่บ้านเค้าก็เกรงใจกันไม่กล้าพูด คนในบ้านเลยต้องเสียสละตัวเองสินะ เรากับที่บ้านเรารับไม่ได้มาก เพราะสำหรับครอบครัวเราโตมาแบบคนในบ้านสำคัญที่สุด ยิ่งถ้าเป็นเราแล้ว แม่สำคัญมาก จะให้มาย้ายห้องไปย้ายห้องมา เราคงไม่ยอม ต่อให้แม่เป็นคนเสนอเอง แต่เราจะเห็นความสบายของแม่เราเป็นหลัก จากตอนแรกเฉยๆ ตอนนี้เราอคติกับคนอาศัยสุดๆ ไหนว่าคุยกันแล้ว ไหนว่ารู้หน้าที่ ไหนว่าเตรียมตัว เราประกาศชัดเจนกับแฟนเราไปว่า คนรู้หน้าที่จะไม่เป็นแบบนี้ ถ้าเราเป็นคนอาศัย เราจะเสนอตัวเก็บของย้ายออกเองด้วยซ้ำ แต่ในเมื่อต่างคนต่างความคิด เราไม่ใช่เค้า เราไปบังคับให้ใครคิดเหมือนเราไม่ได้ เพราะงั้นถ้าจะอยู่ด้วยกัน เราไม่ไปบ้านเค้า และเราจะไม่ให้คนอาศัยในบ้านเค้ามามีบุญคุณกับลูกเราเด็ดขาด เรางี่เง่าเกินไปไหมคะ
ป.ล. 1 เราไม่ได้อยากไปอยู่ห้องใหญ่ค่ะ แต่เรามีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัวเวลาใช้ห้องน้ำ เราไม่ค่อยชอบใช้ห้องน้ำรวมค่ะ ยิ่งหลังคลอดเรายิ่งกังวล เราเลยตัดสินใจจะพักที่คอนโดกับลูกช่วงพักฟื้น แต่เค้ามาพูดว่าถ้าแม่เค้ามาดูเราที่คอนโดเราต้องยอมรับได้นะ แต่ปิดท้ายด้วยประโยคที่ว่าแม่เค้าก็ไม่ค่อยแข็งแรง เอิ่มมมม... ให้แม่ย้ายห้องไปดูคนป่วย ทั้งที่ไม่ค่อยแข็งแรง แล้วทำไมไม่ให้ผู้อาศัย 2 คนไปช่วยดูแลคนป่วยล่ะ
ป.ล.2 เราไม่ชอบการพูดกลับกลอกไปมา ยิ่งคำที่แฟนเราพูดแต่ละคำ เช่น ให้เค้าย้ายออกตอนนี้น่าเกลียด หรือ น้องจะไปนอนไหน คือเราไม่ได้ท้อง 1 เดือนแล้วคลอด เราท้อง 9 เดือน แล้วเวลา 9 เดือนนี่คือไม่วางแผนอะไรเลยหรอ
ป.ล.3 ถ้าแฟนเราจะบังคับให้ไปจริงๆ เราจะขอเลิก เพราะเรารับไม่ได้ เราเกลียดคำพูดแฟนเราที่ว่าถ้าเราไปอยู่บ้านเค้า 2 แม่ลูกนั้นจะช่วยได้เยอะ เรารู้ว่าบางครั้งการพึ่งพาคนอื่นสำคัญ แต่บ้านเรามักจะพยายามพึ่งพาตัวเองก่อนที่จะพึ่งคนอื่นเสมอ
ป.ล.4 ถ้าเราเลิกกับแฟน เราคงเอาลูกไว้กับแม่ที่ต่างจังหวัด จังหวัดที่แม่เราอยู่ไม่ไกลกรุงเทพมาก สามารถไป-กลับได้ทุกอาทิตย์ อยากรู้ว่ามีวิธีส่งนมไปไม่ให้เสียไหม ช่วงที่ลูกเรายังต้องกินนมเราอยู่
ตั้งใจจะขอคำปรึกษา แต่เกริ่นยาวไปหน่อย เราอยากทราบว่าถ้าเจอเหตุการณ์แบบเรา จะแก้ไขสถานการณ์ยังไงดีคะ เราคิดอะไรไม่ออกแล้วจริงๆ เราอยากได้หลายๆ ความเห็น หลายๆ มุมมอง มาเพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ เราเป็นคนใจร้อน เรากลัวว่าเราอาจจะอคติจนตัดสินใจพลาดไป อ้อ อีกเรื่อง เงินเดือนเราไม่ได้สูงมาก แต่สามารถเลี้ยงเด็กคนเดียวได้โดยไม่ทำให้เดือดร้อน จะเดือดร้อนเรื่องเดียวคือเราต้องประหยัดค่า shopping มากขึ้นแค่นั้นเองค่ะ 😅😅
อีกเรื่องคือหลังจากตอนทะเลาะกัน แฟนเราบอกเราว่าเราผิดเองที่ไม่ยอมไปอยู่ตั้งแต่หลังแต่ง ตอนนั้นเราเกรงใจ และคิดว่าการไปอยู่เลยคือการไปไล่เค้าออก เราเลยตกลงกับแฟนว่าช่วงใกล้คลอดค่อยไป ซึ่งมีเวลาอีกหลายเดือนให้เตรียมตัว แต่สุดท้ายกลายเป็นความผิดเรา ซึ่งเราไม่เข้าใจว่าอยู่หลังแต่งกับอยู่ตอนใกล้คลอดมันเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายห้องยังไง และเราค่อนข้างไม่โอเคกับคำพูดแฟนเรามาก เรากลายเป็นคนผิด ทั้งที่เค้าเป็นคนบอกเราเองว่าไม่ต้องคิดอะไร ที่บ้านเค้าจะจัดการเอง
ตอนนี้เราไม่ได้กังวลว่าครอบครัวจะต้องสมบูรณ์แล้ว เรายินดีเป็น Single mom เราเชื่อว่าเราสามารถเลี้ยงลูกเราให้โตมาเป็นเด็กที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องมีพ่อ เราเสียความรู้สึกกับคำพูดและการกระทำของแฟนเรามากจนเราไม่ไหวแล้ว อีกอย่างเรามีแพลนแต่งงานกันอยู่แล้ว แต่เราท้องก่อนแต่ง ทำให้เราต้องกำหนดวันแต่งเร็วขึ้น ที่บ้านเค้าคงคิดว่าเราทำตัวไร้ค่าเอง แต่เราป้องกันทุกครั้ง ไม่เคยพลาดสักครั้ง ที่บ้านเค้าอาจจะกลัวว่าเราจะไปเกาะเค้ากิน ไปเป็นภาระให้เค้า แต่ที่พยายามจะหาที่อยู่ให้ก็คงเป็นเพราะเห็นแก่เด็กที่จะเกิดมา แต่ถึงยังไงเรื่องห้องที่พูดถึง แฟนเราคุยกับเราตั้งแต่ก่อนจะมีแพลนแต่งงานอีกค่ะ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้ใส่ใจ พึ่งมาสนใจตอนท้องนี่แหละค่ะ
ขอบคุณทุกความคิดเห็นค่ะ เราไม่ได้จะเอาลูกไว้กับแม่เลย คุยกันแล้วว่าพอลูกเราเข้าเรียน เราจะพามาเข้าเรียนใกล้ที่ทำงานเรา เรากังวลแค่ช่วงที่ลูกยังเล็ก จะเอาไปฝาก nursery ก็กังวลทั้งค่าใช้จ่าย ทั้งการดูแลลูกเรา หรือจริงๆ เราควรไปอยู่บ้านแฟน แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนนอก ซึ่งเราก็เป็นคนนอกจริงๆ เราไม่รู้ว่าจะปรับ Mindset ยังไงดีให้ยอมรับกับความประหลาดนี้ได้ ถ้าเขียนงงๆ ก็ขอโทษด้วยนะคะ เราพยายามเล่าสิ่งที่เราเจอมาทั้งหมด อยากให้เข้าใจว่าเราเจออะไรมาบ้าง