เห็นข่าวผู้ส่งออกไทยถูกเบี้ยวหนี้/เลื่อนการชำระหนี้จากคู่ค้าในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส เป็นต้น
เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศคู่ค้าหลายประเทศได้มีการประกาศมาตรการล็อคดาวน์ ทำให้ประกอบธุรกิจไม่ได้
เป็นผลทำให้ผู้ส่งออกไทยบางรายขาดสภาพคล่องจากการถูกเบี้ยวหนี้หรือเลื่อนการชำระหนี้
คลิปรายการ Business Watch (July 8, 2020) ช่อง TNN 16
https://www.youtube.com/watch?v=y5MSRxncqQ0
ผู้ส่งออกไม่ได้รับชำระหนี้หรือถูกเลื่อนชำระเงินจากคู่ค้าในต่างประเทศ เช่น ตามภาพ
สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงจากการถูกเบี้ยวหนี้
สาเหตุที่ขอเคลมประกันส่งออกและประเทศที่มีมูลค่ายื่นขอเคลมประกันสูงสุด
สินค้าที่จ่ายค่าเคลมสูงสุด
เนื้อหาข่าวจากประชาชาติธุรกิจค่อนข้างยาว ขอตัดเนื้อข่าวมาบางส่วนแบบสรุปๆนะครับ
ที่มา:
https://www.prachachat.net/economy/news-483420
ส่งออกไทยอ่วมเจอปัญหาหลายเด้ง การค้าโลกหดตัวรุนแรง ยอดส่งออกติดลบหนัก แถมคู่ค้าต่างประเทศดึงเกมจ่ายเงิน
สัญญาณ “เบี้ยวหนี้” รุนแรง กลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่เร่งนัดถกรับมือ ก.ค. นี้ หอการค้าไทยเผยผู้ส่งออกไทย 90% ดีลโอนเงิน
คู่ค้าตรงทำให้ต้องแบกความเสี่ยง หวั่นกระทบสภาพคล่องผู้ผลิตไทย “ศรีตรัง” ยักษ์ส่งออกถุงมือยางเผยลูกค้าใหม่เก็บเงิน
ล่วงหน้า 100% “เอ็กซิมแบงก์” เผย 3 สินค้าที่มีปัญหาหนัก “ข้าว-อาหารกระป๋อง-จิวเวลรี่”
ยักษ์ส่งออกประชุมรับมือ
นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
ทางกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ได้มีการนัดประชุมหารือเรื่องปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในต้นเดือน ก.ค. นี้ เพราะหลังการแพร่ระบาด
ของโควิด-19 ประเทศคู่ค้าส่งออกหลายประเทศได้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ บางประเทศมีลูกค้า
ประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือล้มละลาย จึงมีการเลื่อนชำระเงินค่าสินค้าส่งออก สร้างความเสียหายกับภาคการส่งออกขณะนี้
และกำลังส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงสภาพคล่องของผู้ผลิตสินค้าเรียลเซ็กเตอร์แล้วตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมาและมีแนวโน้ม
จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกไทยปีละ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะใช้วิธีการชำระเงินแบบลูกค้าโอนเงิน
ที่ผู้ส่งออกตามที่ตกลงกันไว้ โดยที่ไม่มีการให้แบงก์รับประกัน (TT) เป็นวิธีหลักที่นำมาใช้แทนระบบ L/C หรือ letter of credit
เป็นวิธีเก่าที่ใช้เมื่อ 10-20 ปีก่อน เหตุที่ลูกค้าไม่นิยมเปิด L/C กับแบงก์เพราะต้องวางเงินประกันไว้ที่แบงก์ ทำให้เงินจม และ
ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แบงก์เพื่อค้ำประกันอีก มีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งลูกค้ามีปัญหาสภาพคล่องจ่ายไม่ไหว
“แต่เดิมระบบ TT ไม่มีปัญหา เราใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่เพิ่งมามีปัญหาปีนี้จากเศรษฐกิจไม่ดี โควิดทำให้ทำธุรกิจไม่มี
เงินสดหมุนเวียน ออร์เดอร์สั่งซื้อก็ขอชะลอส่งมอบ เมื่อไม่ได้รับชำระเงินก็กระทบถึงผู้ผลิตสินค้าซึ่งจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น
ข้อแนะนำตอนนี้คือ ถ้าไม่ใช้วิธีการเปิด L/C กับแบงก์ ก็ต้องสแกนลูกค้าว่ามีฐานะการเงินดีไหม” นายสนั่นกล่าว
4 มาตรการแก้ปัญหาเบี้ยวหนี้
1) กรณีลูกค้าใหม่ ผู้ส่งออกควรให้เปิด L/C หรือโอนเงินเต็มจำนวนก่อนส่งมอบสินค้า
2) ในกรณีลูกค้าเก่า ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเครดิต ถ้ามีสาขาในประเทศขอรับเป็นเช็ค ลงวันที่ล่วงหน้า ตามกำหนดการชำระเงิน
3) ในกรณีที่เป็นลูกค้าต่างประเทศ และมีเครดิตดี อย่างน้อยที่สุดควรขอเทอมกำหนดการชำระเงินเป็น DP at sight (ให้เรียก
เก็บเงินก่อนส่งมอบเอกสารให้ผู้นำเข้าไปรับสินค้า)
4) ลูกค้าที่เป็นกลุ่มก้ำกึ่งเคยซื้อขายกัน ควรขอเป็นชำระเงินล่วงหน้า 50% และอีก 50% ชำระเมื่อเห็นเอกสาร
อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้คือ ทำประกันการส่งออกกับธนาคาร
ห่วงครึ่งปีหลังเบี้ยวหนี้พุ่ง
สาเหตุส่วนใหญ่ 92% เกิดจากผู้ซื้อไม่ชำระเงินค่าสินค้า รองลงมาคือ ผู้ซื้อล้มละลายราว 8% ซึ่งประเทศที่มีมูลค่ายื่นขอรับ
ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ส่วนประเภทสินค้าที่มีการจ่ายค่าสินไหม
ทดแทนสูงสุด ได้แก่ ข้าว อาหารกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งนี้ ปัญหามีทั้งเกิดจากสินค้าที่ส่งไปมีประเทศเหล่านี้
เป็นตัวกลาง แต่ประเทศปลายทางที่สั่งสินค้าไม่จ่ายเงิน จึงกระทบเป็นลูกโซ่ และสินค้าบางประเภทก็แข่งขันสูงสู้ประเทศ
คู่แข่งไม่ได้
“ผลกระทบจากโควิดทำให้ทุกคนขาดสภาพคล่อง โดยตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่า ลูกค้าแบงก์ที่ส่งสินค้าออกไปต้องรอคู่ค้า
ยังไม่จ่ายเงิน ซึ่งลูกค้าบางส่วนก็ไม่ได้ทำประกันส่งออกไว้ ก็เป็นความเสี่ยง ตอนนี้ก็เริ่มมีเข้ามาขอทำประกันเพิ่มก็มี โดยเราก็
พยายามบอกให้ทุกรายทำประกันกันไว้เพราะช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสจะผิดนัดชำระมากขึ้น การเคลมประกันส่งออกก็คงเพิ่มขึ้น
เพราะแคชโฟลว์ธุรกิจเริ่มสะดุด หลายประเทศก็ยังเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เต็มที่ การค้าการขายก็ยังไม่ฟื้น” นายพิศิษฐ์กล่าว
นายพิศิษฐ์กล่าวอีกว่า แบงก์พยายามแนะนำลูกค้าให้พูดคุยกับคู่ค้าให้มากขึ้น ยังไม่ต้องรีบตัดเครดิต เพราะไม่อย่างนั้นแนวโน้ม
ข้างหน้าอาจจะกระทบการทำการค้าในอนาคตได้
เห็นข่าวผู้ส่งออกไทยถูกเบี้ยวหนี้/เลื่อนชำระหนี้จากคู่ค้าในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส
เนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประเทศคู่ค้าหลายประเทศได้มีการประกาศมาตรการล็อคดาวน์ ทำให้ประกอบธุรกิจไม่ได้
เป็นผลทำให้ผู้ส่งออกไทยบางรายขาดสภาพคล่องจากการถูกเบี้ยวหนี้หรือเลื่อนการชำระหนี้
คลิปรายการ Business Watch (July 8, 2020) ช่อง TNN 16
https://www.youtube.com/watch?v=y5MSRxncqQ0
ผู้ส่งออกไม่ได้รับชำระหนี้หรือถูกเลื่อนชำระเงินจากคู่ค้าในต่างประเทศ เช่น ตามภาพ
สินค้าที่มีความเสี่ยงสูงจากการถูกเบี้ยวหนี้
สาเหตุที่ขอเคลมประกันส่งออกและประเทศที่มีมูลค่ายื่นขอเคลมประกันสูงสุด
สินค้าที่จ่ายค่าเคลมสูงสุด
เนื้อหาข่าวจากประชาชาติธุรกิจค่อนข้างยาว ขอตัดเนื้อข่าวมาบางส่วนแบบสรุปๆนะครับ
ที่มา: https://www.prachachat.net/economy/news-483420
ส่งออกไทยอ่วมเจอปัญหาหลายเด้ง การค้าโลกหดตัวรุนแรง ยอดส่งออกติดลบหนัก แถมคู่ค้าต่างประเทศดึงเกมจ่ายเงิน
สัญญาณ “เบี้ยวหนี้” รุนแรง กลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่เร่งนัดถกรับมือ ก.ค. นี้ หอการค้าไทยเผยผู้ส่งออกไทย 90% ดีลโอนเงิน
คู่ค้าตรงทำให้ต้องแบกความเสี่ยง หวั่นกระทบสภาพคล่องผู้ผลิตไทย “ศรีตรัง” ยักษ์ส่งออกถุงมือยางเผยลูกค้าใหม่เก็บเงิน
ล่วงหน้า 100% “เอ็กซิมแบงก์” เผย 3 สินค้าที่มีปัญหาหนัก “ข้าว-อาหารกระป๋อง-จิวเวลรี่”
ยักษ์ส่งออกประชุมรับมือ
นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
ทางกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ได้มีการนัดประชุมหารือเรื่องปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในต้นเดือน ก.ค. นี้ เพราะหลังการแพร่ระบาด
ของโควิด-19 ประเทศคู่ค้าส่งออกหลายประเทศได้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์ไม่สามารถประกอบธุรกิจได้ บางประเทศมีลูกค้า
ประสบปัญหาสภาพคล่อง หรือล้มละลาย จึงมีการเลื่อนชำระเงินค่าสินค้าส่งออก สร้างความเสียหายกับภาคการส่งออกขณะนี้
และกำลังส่งผลกระทบเชื่อมโยงมาถึงสภาพคล่องของผู้ผลิตสินค้าเรียลเซ็กเตอร์แล้วตั้งแต่เดือน พ.ค. ที่ผ่านมาและมีแนวโน้ม
จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากปัจจุบันการส่งออกไทยปีละ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะใช้วิธีการชำระเงินแบบลูกค้าโอนเงิน
ที่ผู้ส่งออกตามที่ตกลงกันไว้ โดยที่ไม่มีการให้แบงก์รับประกัน (TT) เป็นวิธีหลักที่นำมาใช้แทนระบบ L/C หรือ letter of credit
เป็นวิธีเก่าที่ใช้เมื่อ 10-20 ปีก่อน เหตุที่ลูกค้าไม่นิยมเปิด L/C กับแบงก์เพราะต้องวางเงินประกันไว้ที่แบงก์ ทำให้เงินจม และ
ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แบงก์เพื่อค้ำประกันอีก มีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งลูกค้ามีปัญหาสภาพคล่องจ่ายไม่ไหว
“แต่เดิมระบบ TT ไม่มีปัญหา เราใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่เพิ่งมามีปัญหาปีนี้จากเศรษฐกิจไม่ดี โควิดทำให้ทำธุรกิจไม่มี
เงินสดหมุนเวียน ออร์เดอร์สั่งซื้อก็ขอชะลอส่งมอบ เมื่อไม่ได้รับชำระเงินก็กระทบถึงผู้ผลิตสินค้าซึ่งจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น
ข้อแนะนำตอนนี้คือ ถ้าไม่ใช้วิธีการเปิด L/C กับแบงก์ ก็ต้องสแกนลูกค้าว่ามีฐานะการเงินดีไหม” นายสนั่นกล่าว
4 มาตรการแก้ปัญหาเบี้ยวหนี้
1) กรณีลูกค้าใหม่ ผู้ส่งออกควรให้เปิด L/C หรือโอนเงินเต็มจำนวนก่อนส่งมอบสินค้า
2) ในกรณีลูกค้าเก่า ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเครดิต ถ้ามีสาขาในประเทศขอรับเป็นเช็ค ลงวันที่ล่วงหน้า ตามกำหนดการชำระเงิน
3) ในกรณีที่เป็นลูกค้าต่างประเทศ และมีเครดิตดี อย่างน้อยที่สุดควรขอเทอมกำหนดการชำระเงินเป็น DP at sight (ให้เรียก
เก็บเงินก่อนส่งมอบเอกสารให้ผู้นำเข้าไปรับสินค้า)
4) ลูกค้าที่เป็นกลุ่มก้ำกึ่งเคยซื้อขายกัน ควรขอเป็นชำระเงินล่วงหน้า 50% และอีก 50% ชำระเมื่อเห็นเอกสาร
อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้คือ ทำประกันการส่งออกกับธนาคาร
ห่วงครึ่งปีหลังเบี้ยวหนี้พุ่ง
สาเหตุส่วนใหญ่ 92% เกิดจากผู้ซื้อไม่ชำระเงินค่าสินค้า รองลงมาคือ ผู้ซื้อล้มละลายราว 8% ซึ่งประเทศที่มีมูลค่ายื่นขอรับ
ค่าสินไหมทดแทนสูงสุด ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส ส่วนประเภทสินค้าที่มีการจ่ายค่าสินไหม
ทดแทนสูงสุด ได้แก่ ข้าว อาหารกระป๋อง อัญมณีและเครื่องประดับ ทั้งนี้ ปัญหามีทั้งเกิดจากสินค้าที่ส่งไปมีประเทศเหล่านี้
เป็นตัวกลาง แต่ประเทศปลายทางที่สั่งสินค้าไม่จ่ายเงิน จึงกระทบเป็นลูกโซ่ และสินค้าบางประเภทก็แข่งขันสูงสู้ประเทศ
คู่แข่งไม่ได้
“ผลกระทบจากโควิดทำให้ทุกคนขาดสภาพคล่อง โดยตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่า ลูกค้าแบงก์ที่ส่งสินค้าออกไปต้องรอคู่ค้า
ยังไม่จ่ายเงิน ซึ่งลูกค้าบางส่วนก็ไม่ได้ทำประกันส่งออกไว้ ก็เป็นความเสี่ยง ตอนนี้ก็เริ่มมีเข้ามาขอทำประกันเพิ่มก็มี โดยเราก็
พยายามบอกให้ทุกรายทำประกันกันไว้เพราะช่วงครึ่งปีหลังมีโอกาสจะผิดนัดชำระมากขึ้น การเคลมประกันส่งออกก็คงเพิ่มขึ้น
เพราะแคชโฟลว์ธุรกิจเริ่มสะดุด หลายประเทศก็ยังเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เต็มที่ การค้าการขายก็ยังไม่ฟื้น” นายพิศิษฐ์กล่าว
นายพิศิษฐ์กล่าวอีกว่า แบงก์พยายามแนะนำลูกค้าให้พูดคุยกับคู่ค้าให้มากขึ้น ยังไม่ต้องรีบตัดเครดิต เพราะไม่อย่างนั้นแนวโน้ม
ข้างหน้าอาจจะกระทบการทำการค้าในอนาคตได้