'ธนาธร'อัดรัฐบาลอีก 'อุ้มแต่คนรวยไม่เห็นหัวคนจน'
https://www.dailynews.co.th/politics/784343
“ธนาธร” อัดรบ. จัดงบเพิ่มความเหลื่อมล้ำอุ้มแต่คนรวยไม่เห็นหัวคนจน เปิดรายการไม่จำเป็น นำเงินนอกงบประมาณมาใช้
เมื่อวันที่ 11 ก.ค.เวลา น.ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (สี่แยกคอวัว) นาย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมเวทีเสวนาสาธารณะ ในหัวข้อ“
ผลงานรัฐบาลด้านสวัสดิการสังคมในรอบปี และข้อสังเกตต่อ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2564” ว่า
งบประมาณในปี 2563 และแผนจากงบประมาณปี 2564 ที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นรูปธรรมที่ยืนยันได้คำพูดที่ว่า รัฐบาลนี้อุ้มแต่คนรวยไม่เห็นหัวคนจนนั้น เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่คำพูดที่เอามาลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และที่สำคัญ ถ้ารัฐบาลมีเจตจำนงที่ชัดเจน ตนยืนยันได้ว่า เรามีทรัพยากรเพียงพอในการทำสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชาชนได้ แต่สภาพความเป็นจริงการจัดการงบประมาณของรัฐกลับยิ่งทำให้เกิดช่องว่างความเหลื้อมล้ำ เอาเงินภาษีที่ควรเอามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน แต่กลับไปเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน และอุ้มรัฐราชการที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญยังออกนโยบายต่างๆโดยไม่เห็นหัวคน มองประชาชนอยู่ข้างหลัง ไม่ได้ตั้งงบประมาณที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งๆสถานการณ์ในวันนี้ เราต้องการพยาบาลมากกว่าทหาร แต่งบประมาณในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาสะท้อนว่า เราบรรจุทหารมากถึง 80,000 ตำแหน่ง แต่พยาบาลบรรจุเพียง 10,000 ตำแหน่งเท่านั้น เช่นเดียวกับงบรักษาข้าราชการ กับงบบัตรทองในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา แม้จะเพิ่มขึ้นเท่าๆกัน 23-24 % แต่ฐานต่อหัวต่อกันมาก งบรักษาข้าราชการอยู่ที่ 2,200 ต่อหัว ขณะที่งบบัตรทองสำหรับพี่น้องประชาชน เพิ่มขึ้นเพียง 600 บาทต่อหัวเท่านั้น สิ่งเหล่านี้จึงไม่ทางลดความเหลื่อมล้ำได้เลย เพราะฐานคิดจากงบประมาณยังไม่มีความเท่าเทียม
นาย
ธนาธร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากดูจากโครงสร้างงบประมาณปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาทนั้น ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล จะเหลือเงินอยู่เพียง 1 ล้านล้านบาทเท่านั้นที่สามารถโยกย้ายได้ เพราะที่เหลือล้วนเป็นรายจ่ายประจำทั้งเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการตามกฏหมาย เงินต้นชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ย และเงินอุดหนุนท้องถิ่น เป็นต้นแต่ในความเป็นจริงในจำนวน 1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลโยกได้ กลับเป็นงบฝึกอบรบ สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเดินทางต่างประเทศ งบดำเนินการงบอุดหนุนถึง 7 แสนล้านบาลแล้ว ดังนั้น ถ้าเราตัดได้ซักครึ่งหนึ่ง 3.5 ล้าน เราสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำสวัสดิการของรัฐได้อีกมาก ตนยืนยันว่า เรายังมีเงินพอที่จะมาจัดสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชาชนได้ เพราะประเทศไทยยังมีเงินนอกงบประมาณอีกปีละ 4 ล้านล้านบาทซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากกว่างบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเสียอีก โดยเราปล่อยให้หน่วยงานรัฐจัดเก็บได้เองโดยไม่ต้องสำแดงต่อสภา ไม่ต้องรายงานต่อผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่ตนที่เป็นกมธ.งบประมาณฯก็มองเงินเหล่านี้ไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้ จากนี้ไปเราจำเป็นต้องสู้ เพื่อไม่ให้หน่วยงานรัฐเก็บเงินก้อนไว้เองอย่างตรวจสอบไม่ได้อีกแล้ว
ปิยบุตร ชี้ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจท้องถิ่น วอนเลือกคนที่นโยบายมากกว่าเงิน-อำนาจ
https://www.matichon.co.th/politics/news_2262658
“ปิยบุตร” เปิดศูนย์ประชาธิปไตย ก้าวหน้า ที่สันป่าตอง เปิดเวทีระดมสมองประชาธิปไตยที่กินได้ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น วอนเลือกคน-นโยบาย มากกว่าเงิน บารมี อิทธิพล ตระกูลดัง กลไกรัฐ ชี้มีส่วนสำคัญเปลี่ยนแปลงพรรคการ เมือง นำสู่การจัดตั้งรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญในอนาคต
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในฐานะเลขาธิการคณะก้าวหน้า เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานประชาธิปไตย ก้าวหน้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนเชียงใหม่-ฮอด ฝั่งเข้าเมือง ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดทุ่งฟ้าบด หรือกาดงัว เพียง 1 กิโลเมตร จากนั้นขึ้นเวทีเสวนา ที่มีป้ายข้อความว่า
“คณะก้าวหน้า ประชาธิปไตยที่กินได้ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจ สู่ท้องถิ่น” มีผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชนสมาชิก และเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 100 คน โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนา ต้องลงทะเบียน ผ่านจุดคัดกรอง สวมหน้ากากอนามัย ก่อนเข้างานดังกล่าว
นาง
เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในฐานะกรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า คณะก้าวหน้ามีนโยบาย 3 เรื่อง คือปลูกฝังความคิดประชาธิปไตย รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ขยายสาขา สมาชิกและสร้างเครือข่าย ภายใต้ความร่วมมือทุกภาคส่วน พร้อมรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง เพื่อรู้และเข้าใจถึงบริบท เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด
นาย
ปิยบุตร กล่าวว่า แนวคิดคณะก้าวหน้าอยากให้ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ เพื่อทวงคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐธรรมนูญปี 40 ไม่มีปัญหาเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ประชาชนเรียกร้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเท่านั้น ที่ผ่านมาไม่มีเลือกตั้งมากว่า 10 ปีแล้ว รัฐบาลของ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายและแนวคิดรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นเป็นกลไกลของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้ส่งเสริมบทบาทให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ทำให้ท้องถิ่นพัฒนาแบบถอยหลังลงคลอง
“คณะก้าวหน้า ชูนโยบายเปลี่ยนแปลงแนวคิดประชาชนใหม่ คือ ให้เลือกคนและนโยบายเป็นสำคัญ มากกว่าเงิน บารมี อิทธิพล ตระกูลดัง และกลไกรัฐ ถ้าประชาชนเลือกแบบเดิมคงสู้ไม่ได้ ต้องยอมรับว่าเลือกตั้งท้องถิ่นโหด และยากกว่าเลือกตั้งระดับชาติ แต่ต้องทดลองทำ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า หากประชาชนเปลี่ยน เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคตได้ เพราะท้องถิ่น ถือเป็นกลไกประชาธิปไตยระดับพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยระดับชาติ และมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนของพรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลและแก้รัฐธรรมนูญด้วย” นาย
ปิยบุตร กล่าว
JJNY : ธนาธรอัดรัฐ อุ้มคนรวยไม่เห็นหัวคนจน/ปิยบุตรชี้ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ /ส.ส.ปชป.อัดรมต.ห่างเหิน/ธุรกิจนวดทรุดหนัก
https://www.dailynews.co.th/politics/784343
“ธนาธร” อัดรบ. จัดงบเพิ่มความเหลื่อมล้ำอุ้มแต่คนรวยไม่เห็นหัวคนจน เปิดรายการไม่จำเป็น นำเงินนอกงบประมาณมาใช้
งบประมาณในปี 2563 และแผนจากงบประมาณปี 2564 ที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นรูปธรรมที่ยืนยันได้คำพูดที่ว่า รัฐบาลนี้อุ้มแต่คนรวยไม่เห็นหัวคนจนนั้น เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่คำพูดที่เอามาลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และที่สำคัญ ถ้ารัฐบาลมีเจตจำนงที่ชัดเจน ตนยืนยันได้ว่า เรามีทรัพยากรเพียงพอในการทำสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชาชนได้ แต่สภาพความเป็นจริงการจัดการงบประมาณของรัฐกลับยิ่งทำให้เกิดช่องว่างความเหลื้อมล้ำ เอาเงินภาษีที่ควรเอามาดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน แต่กลับไปเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน และอุ้มรัฐราชการที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญยังออกนโยบายต่างๆโดยไม่เห็นหัวคน มองประชาชนอยู่ข้างหลัง ไม่ได้ตั้งงบประมาณที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งๆสถานการณ์ในวันนี้ เราต้องการพยาบาลมากกว่าทหาร แต่งบประมาณในรอบ 4 ปีที่ผ่านมาสะท้อนว่า เราบรรจุทหารมากถึง 80,000 ตำแหน่ง แต่พยาบาลบรรจุเพียง 10,000 ตำแหน่งเท่านั้น เช่นเดียวกับงบรักษาข้าราชการ กับงบบัตรทองในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา แม้จะเพิ่มขึ้นเท่าๆกัน 23-24 % แต่ฐานต่อหัวต่อกันมาก งบรักษาข้าราชการอยู่ที่ 2,200 ต่อหัว ขณะที่งบบัตรทองสำหรับพี่น้องประชาชน เพิ่มขึ้นเพียง 600 บาทต่อหัวเท่านั้น สิ่งเหล่านี้จึงไม่ทางลดความเหลื่อมล้ำได้เลย เพราะฐานคิดจากงบประมาณยังไม่มีความเท่าเทียม
นายธนาธร กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากดูจากโครงสร้างงบประมาณปี 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาทนั้น ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาล จะเหลือเงินอยู่เพียง 1 ล้านล้านบาทเท่านั้นที่สามารถโยกย้ายได้ เพราะที่เหลือล้วนเป็นรายจ่ายประจำทั้งเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ สวัสดิการตามกฏหมาย เงินต้นชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ย และเงินอุดหนุนท้องถิ่น เป็นต้นแต่ในความเป็นจริงในจำนวน 1 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลโยกได้ กลับเป็นงบฝึกอบรบ สัมมนา ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเหมาบริการ ค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าเดินทางต่างประเทศ งบดำเนินการงบอุดหนุนถึง 7 แสนล้านบาลแล้ว ดังนั้น ถ้าเราตัดได้ซักครึ่งหนึ่ง 3.5 ล้าน เราสามารถจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำสวัสดิการของรัฐได้อีกมาก ตนยืนยันว่า เรายังมีเงินพอที่จะมาจัดสวัสดิการถ้วนหน้าให้กับประชาชนได้ เพราะประเทศไทยยังมีเงินนอกงบประมาณอีกปีละ 4 ล้านล้านบาทซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากกว่างบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเสียอีก โดยเราปล่อยให้หน่วยงานรัฐจัดเก็บได้เองโดยไม่ต้องสำแดงต่อสภา ไม่ต้องรายงานต่อผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่ตนที่เป็นกมธ.งบประมาณฯก็มองเงินเหล่านี้ไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้ จากนี้ไปเราจำเป็นต้องสู้ เพื่อไม่ให้หน่วยงานรัฐเก็บเงินก้อนไว้เองอย่างตรวจสอบไม่ได้อีกแล้ว
ปิยบุตร ชี้ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจท้องถิ่น วอนเลือกคนที่นโยบายมากกว่าเงิน-อำนาจ
https://www.matichon.co.th/politics/news_2262658
“ปิยบุตร” เปิดศูนย์ประชาธิปไตย ก้าวหน้า ที่สันป่าตอง เปิดเวทีระดมสมองประชาธิปไตยที่กินได้ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น วอนเลือกคน-นโยบาย มากกว่าเงิน บารมี อิทธิพล ตระกูลดัง กลไกรัฐ ชี้มีส่วนสำคัญเปลี่ยนแปลงพรรคการ เมือง นำสู่การจัดตั้งรัฐบาล-แก้รัฐธรรมนูญในอนาคต
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในฐานะเลขาธิการคณะก้าวหน้า เป็นประธานเปิดศูนย์ประสานงานประชาธิปไตย ก้าวหน้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนเชียงใหม่-ฮอด ฝั่งเข้าเมือง ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากตลาดทุ่งฟ้าบด หรือกาดงัว เพียง 1 กิโลเมตร จากนั้นขึ้นเวทีเสวนา ที่มีป้ายข้อความว่า “คณะก้าวหน้า ประชาธิปไตยที่กินได้ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ ทวงคืนอำนาจ สู่ท้องถิ่น” มีผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชนสมาชิก และเครือข่ายเข้าร่วมกว่า 100 คน โดยใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง ซึ่งผู้เข้าร่วมเสวนา ต้องลงทะเบียน ผ่านจุดคัดกรอง สวมหน้ากากอนามัย ก่อนเข้างานดังกล่าว
นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในฐานะกรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่า คณะก้าวหน้ามีนโยบาย 3 เรื่อง คือปลูกฝังความคิดประชาธิปไตย รณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ ขยายสาขา สมาชิกและสร้างเครือข่าย ภายใต้ความร่วมมือทุกภาคส่วน พร้อมรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่น ให้มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง เพื่อรู้และเข้าใจถึงบริบท เพื่อตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ตรงจุด
นายปิยบุตร กล่าวว่า แนวคิดคณะก้าวหน้าอยากให้ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ เพื่อทวงคืนอำนาจสู่ท้องถิ่น รัฐธรรมนูญปี 40 ไม่มีปัญหาเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ประชาชนเรียกร้องกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเท่านั้น ที่ผ่านมาไม่มีเลือกตั้งมากว่า 10 ปีแล้ว รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบายและแนวคิดรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง เพื่อให้ท้องถิ่นเป็นกลไกลของรัฐบาลเท่านั้น ไม่ได้ส่งเสริมบทบาทให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ ทำให้ท้องถิ่นพัฒนาแบบถอยหลังลงคลอง
“คณะก้าวหน้า ชูนโยบายเปลี่ยนแปลงแนวคิดประชาชนใหม่ คือ ให้เลือกคนและนโยบายเป็นสำคัญ มากกว่าเงิน บารมี อิทธิพล ตระกูลดัง และกลไกรัฐ ถ้าประชาชนเลือกแบบเดิมคงสู้ไม่ได้ ต้องยอมรับว่าเลือกตั้งท้องถิ่นโหด และยากกว่าเลือกตั้งระดับชาติ แต่ต้องทดลองทำ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า หากประชาชนเปลี่ยน เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคตได้ เพราะท้องถิ่น ถือเป็นกลไกประชาธิปไตยระดับพื้นฐาน เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยระดับชาติ และมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนของพรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลและแก้รัฐธรรมนูญด้วย” นายปิยบุตร กล่าว