โรงงานยาสูบ(รัฐวิสาหกิจ)กำลังจะเจ๊ง พนักงานกำลังจะตกงาน ประชาชนจะได้สูบบุหรี่ราคาแพง

รัฐบาลลุงตู่ปรับระบบภาษียาสูบแบบมีวาระซ่อนเร้น?”
มีผู้อ่านหลายรายที่เข้าใจผิดว่า การที่รัฐบาลลุงตู่(1)ปรับระบบภาษีสรรพสามิตยาสูบ ซึ่งดำเนินการโดยอธิบดีที่เป็นญาติของรองนายกคนหนึ่งนั้น เป็นมาตรการหวังดีเพื่อลดการสูบบุหรี่
ดูเหมือนเป็นหวังดี แต่ประสงค์ร้ายครับ
ระบบภาษีเดิมเป็นแบบ 2 ขั้น เพื่อให้แต้มต่อแก่บุหรี่ในประเทศที่ผลิตโดย ยสท. เสียภาษีต่ำกว่าบุหรี่นอก และใช้โครงสร้างนี้มานานนมเนแล้ว ยสท. ก็ทำกำไรส่งคลังมาร่วม 80 ปี
ทุกรัฐบาลในอดีตล้วนใช้ระบบนี้ เพราะตระหนักว่า ยสท. ใช้ใบยาสูบไทยประมาณ 90-95% ผสมกับใบยาเวอร์จิเนียนำเข้า จึงจำเป็นต้องให้แต้มต่อแก่ ยสท. เพื่อช่วยเกษตรกรไทย
ถ้าจะลดการสูบบุหรี่ทั้งประเทศ ก็ต้องรักษาระบบเดิม แต่เพิ่มอัตราภาษีของบุหรี่ทั้งนอกและในให้สูงขึ้น อย่างนี้จึงจะเป็นมาตรการหวังดี ประสงค์ดี
แต่รัฐบาลลุงตู่(1)อ้างว่าหวังดี แต่ประสงค์ร้าย
กลับไปรื้อโครงสร้างระบบภาษีเดิม จาก 2 ขั้น กลายเป็น 1 ขั้น อ้างว่าเพื่อเท่าเทียม และเพื่อลดการสูบ แต่ในขณะเดียวกัน กลับไม่มีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ผลิตบุหรี่นอก สำแดงต้นทุนนำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริง
คนที่ไปรื้อสิ่งที่บรรพบุรุษทำมาดีตลอด 80 ปี ไม่บ้า ก็ต้องโง่
ผมคิดว่ารายการนี้ ทหารแก่คงจะทั้งบ้า และโง่ แต่มีคนที่ฉลาดอยู่เบื้องหลัง แต่น่าเสียดาย ไม่ได้ฉลาดเพื่อประชาชน เป็นการฉลาดวางแผนเพื่อรับใช้นายทุน ใช่หรือไม่?
ผลการปรับระบบภาษีเมื่อ 2 ปีก่อน จึงไม่มีผลทำให้การสูบบุหรี่น้อยลง
แต่ทำให้ผู้ผลิตต่างชาติได้เปรียบ เพราะสามารถสำแดงต้นทุนนำเข้าต่ำแค่ไหนก็ได้ จึงสามารถกดราคาขายปลีกในไทยต่ำลงฮวบ เสียภาษีน้อยลง ราคาขายปลีกลดลงต่ำ
ส่วนบุหรี่ ยสท. ที่แข่งขันใน segment เดียวกัน มีปัญหาไม่สามารถกดราคารับซื้อจากเกษตรกรได้ จึงเผชิญอัตราภาษีใหม่ ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้นไป เท่าเทียมกับบุหรี่นอก
เมื่อราคาเท่าเทียมกัน บุหรี่ ยสท. ที่มีภาพพจน์จากแรงโฆษณาอดีตไม่เด่นเท่าบุหรี่นอก และใช้ใบยานอกเพียง 5% รสชาติจึงสู้ไม่ได้
ส่วนแบ่งตลาดบุหรี่ ยสท. ซึ่งเคยครองไว้ 80% จึงลดลงฮวบฮาบ
ทำให้ ยสท. ขาดทุนครั้งแรกในรอบ 80 ปี
รัฐบาลลุงตู่(1)ก็เล่นละคร แสดงอาการต้องแก้ปัญหานี้แบบครบวงจร โดยการตรากฎหมาย แปลง การยาสูบฯ ไปเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้โอนทรัพย์สินต่างๆ เข้าไปไว้ใน ยสท.
ทรัพย์สินหลักที่โอน ก็คือที่ดินที่ถนนพระรามสี่ข้างศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็น เพราะ ยสท. จะไม่ใช้โรงงานและโกดังตรงนั้นแล้ว ยสท. ได้ไปสร้างโรงงานที่อยุธยาไว้พร้อมแล้ว แถมยังสั่งเครื่องจักรไว้พร้อมตั้งแต่ต้นปีแล้ว
แต่ก็ออกกฎหมายบัญญัติให้โอนทรัพย์สินเข้าไปให้ ยสท.
เมื่อเข้าไปอ่านกฎหมายจัดตั้ง ยสท. อ้าปากกฎหมายนี้ ก็เห็นลิ้นไก่ได้ทันที
กฎหมายเปิดช่องไว้ดังนี้
หนึ่ง ในอนาคตเมื่อ ยสท. ขาดทุนจนสุกงอมได้ที่ ผลไม้ใกล้จะหล่น ก็จะสามารถจับมือผู้ผลิตต่างชาติ เช่น จากญี่ปุ่น เข้ามาร่วมถือหุ้น เข้ามาร่วม enjoy อำนาจผูกขาดของ ยสท. ได้
เมื่อนั้นก็จะกำไรกันสนุกสนาน
สอง เมื่อไม่ใช้ที่ดินถนนพระรามสี่แล้ว ยสท. ก็สามารถเอาที่ออกให้เอกชนทำประโยชน์ เพื่อเอาเงินมาแก้ขาดทุนได้
เมื่อนั้นก็จะได้เงินก้อนโต
สรุปแล้ว ขาดทุน ยสท. มีแววทีท่าว่าจะเป็นบันได 3 ขั้นอย่างที่คุณรสนา โตสิตระกูลวิเคราะห์เตือนไว้ หรือไม่?
วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala
(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)
หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
https://www.thairath.co.th/news/business/1654431
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 9
ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก
กระทู้นี้ถูกลบโดยระบบอัตโนมัติทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศการสนทนา ของเพื่อนสมาชิกโดยรวมค่ะ

ความคิดเห็นนี้ได้ถูก Pantip.com ลบออกไปจากระบบแล้ว หากเนื้อหาที่ถูกลบยังคงถูกนำไปแสดงใน application หรือเว็บไซต์ใดๆ
ทาง Pantip.com ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆด้วย การดำเนินการทางกฎหมายกรุณาติดต่อผู้พัฒนา application หรือเว็บไซต์นั้นๆโดยตรงค่ะ
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่