
การรอนแรมไปไกล ไม่ได้ทำให้ลืมใครบางคน แต่คือการยืนยัน ว่าเราอยู่คนเดียวได้
จากตรงนี้ ... ความสุขเล็ก ๆ ของเราจะมีก็แต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถบัสประจำทางของบริษัทขนส่ง กรุงเทพฯ - เชียงดาว ระยะทางจากบ้านมาไกลกว่าแปดร้อยสามสิบกิโลเมตร ไกลอยู่เหมือนกันนะ อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเทียบกับการเป็นคนที่เธอไม่รัก จะรู้สึกไกลกว่านี้หรือเปล่า?
ผู้คนกลับมาคึกคักจอแจหลังจากสถานีขนส่งเปิดให้บริการอีกครั้งหลังจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเมื่อปลายปี และรุนแรงขึ้นในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้แม้ว่าจะพอควบคุมได้บ้าง เราต่างต้องทำใจยอมรับว่าทุกอย่างไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม
Keep clam and travel on.
กระชุ่มกระชวยขึ้นมาหน่อย หลังจากไม่ได้ออกเดินทางไกล ๆ มาหลายเดือน การออกไปในโลกกว้างสำหรับเรา มันคือความสุข หลาย ๆ คนคงเป็นเหมือนกันกับเรา บางครั้งบางทีก็มีคำถามผุดขึ้นมา คำถามที่ว่า "เราเดินทางไปเพื่ออะไร?" แต่ก็ถูกพับเก็บไปง่าย ๆ อย่างนั้น หาคำตอบยากมาก หรือบางทีก็ไม่มีคำตอบ อาจเพราะมันง่ายกว่านั้น เราเดินทาง เพราะเรายังมีชีวิต
เราแค่ใช้ชีวิต
ฝนปรอยลงมาตั้งแต่ยังไม่ออกจากกรุงเทพฯ โดยไม่รู้ตัว ฝนก็หยุดตก โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเราก็หยุดเศร้า นอกหน้าต่างตอนนี้เรามองเห็นแดดอุ่น ๆ ยามเช้า และหมอกจาง ๆ ที่เป็นสัญญาณบอกกับเราว่าเม็ดฝนกำลังโบกมือร่ำลา อุณหภูมิของเช้าวันใหม่นี้อยู่ที่ 23 °C สดชื่นไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ เราเดินทางถึงตัวเมืองอำเภอเชียงดาว เจ็ดโมงเช้าเห็นจะได้ หลับบ้าง ตื่นบ้าง แต่ก็พอเก็บแรงได้มากพอที่จะกระโดดโลดเล่นไปกับช่วงเวลาดี ๆ ต่อจากนี้

จากนั้นเราไปเช่ารถมอเตอร์ไซค์และไปยังคาเฟ่ที่รู้สึกแฮปปี้ม๊ากกกกกมากกกก ที่นี่เลย
All day coffee เครื่องดื่มก็ดี๊ดี เค้กก็โด๊นโดน นอกจากนี้ยังมีอาหารให้บริการด้วยน้าาาาา แยกโซนเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด แถมยังอร่อยเวอร์ ใครมาเชียงดาวแล้วไม่ได้เช็คอินร้านนี้ อาจจะถือได้ว่าพลาดของดีล่ะ ร้านสีเขียวสะดุดตา ราคาน่ารัก เปิดตั้งแต่ 7 โมงเช้า ไปลองแล้วจะรัก


มีมอเตอร์ไซค์แล้วอ่ะเนาะ ก็ไปทั่ว ๆ เล้ย แดดไม่แรงควบคู่กับท้องฟ้าไม่ค่อยปลอดโปร่งเท่าไรนัก แต่ก็มากับดวงจริง ๆ เพราะตอนนี้ไม่มีฝนเทลงมาให้เปียกปอน เราลัดเลาะไปรอบหมู่บ้าน ถนนเส้นนี้อดไม่ได้เลยจริง ๆ ที่จะไม่กระโดดลงเพื่อถ่ายรูป วู้ววววว คือดี

เข้าเช็คอินที่
อาซาเลีย วิลเลจ ขอแอบกระซิบนิดนึงว่า เจ้าของน่าฮักขนาด ที่นี่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายตั้งแต่เลี้ยวรถผ่านเข้าประตูมา วัสดุส่วนใหญ่เป็นงานไม้ปราณีต มีสระว่ายน้ำที่มองเห็นดอยหลวงเชียงดาวนะแกร๊ ของตกแต่งต่าง ๆ ทำให้รู้สึกซึมซัมกับวิถีชีวิตเดิม ๆ ได้ง่าย ตัวบ้านถูกวางตำแหน่งไว้ลงตัวไม่ซับซ้อน สลับกับการปลูกไม้ยืนต้นเพื่อให้ร่มเงารวมถึงอากาศที่สดชื่น หรือแม้กระทั่งประตูบานพับแค่เปิดออกก็เหมือนได้ย้อนเวลา ทั้งยังมองออกไปจากชายคาบริเวณแผนกต้อนรับ ยังมีสนามหญ้าขนาดใหญ่ มองตามปลายสายตาไกลออกไปยังคงมองเห็นยอดดอยและทิวเขาซับซ้อน อื้อหือ บรรยากาศแบบนี้แหละที่ทำให้เวลาเดินช้าลง รู้สึกดีจัง หลังจากที่หลายเดือนมานี้ได้แต่สูดอากาศจากเครื่องปรับอากาศในห้องสี่เหลี่ยม เมื่อเช็คอินเสร็จ เราก็ไปเล่นน้ำสบายใจ อิอิ ตอนเย็น ๆ ก็แว๊นไปกินหมูกระทะตามวิถีที่คนสวย ๆ มักจะเป็นกัน จากนั้นหลับสบายเวอร์ ตื่นมาก็ Have a breakfast (พูดแบบดัดจริต ฮ่าฮ่า)


จบเพื่อเริ่ม กับชีวิตก็คงเหมือนกัน กู๊ดบายอาซาเลียออกเดินทางต่อกันเล้ยยยย เย่! เอ๊ะ เอ๊ะ ก่อนยิงยาวข้ามเขาไปแปดล้านลูกสู่เมืองคองขอแอบแวะไปสวัสดีแบบเหน่อ ๆ ที่
บ้านต้นไม้แม่แมะกันหน่อยละกัน น่าเสียดายที่ไฟดับจึงอดชิมเครื่องดื่มของที่นี่ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ อย่างน้อยก็ได้นั่งฟังเสียงนกเสียงไม้สักพัก เท่านี้ก็ชุ่มชื่นหัวใจแล้วล่ะ


ป่ะ เดินทางกันต่อสำหรับเส้นทางจากเชียงดาวสู่เมืองคอง ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็แวะ อยากแชะก็จอด และเราก็ไม่พลาดที่จะดื่มชีวิตช้า ๆ ที่นี่
บ้านระเบียงดาว นั่งมองไกล ๆ จากตรงนี้ ต้นไม้ต้นนั้นกำลังผลิบาน อดคิดไม่ได้เหมือนกัน ว่าก่อนหน้านี้มันต้องปลิดใบเพื่อรักษาชีวิต คงเช่นกันล่ะมั้ง เพื่อมีชีวิตต่อไป เราอาจต้องปลิดใครบางคนออกไปบ้าง หวังว่าเมื่อถึงฤดูหนาวเราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับใครคนนั้น ใครสักคนที่เป็นผ้าห่มสำหรับเรา


ถึงแล้วสินะ
หมู่บ้านเมืองคอง เราเช็คอินกับพี่อิ๋ว เจ้าของโฮมสเตย์เล็ก ๆ ริมลำน้ำคองแห่งนี้ กับบ่ายแก่ ๆ จากอากาศปลอดโปร่งไม่นานก้อนเมฆมากมายก็เริ่มจะกอดกันแน่นขึ้นเรื่อย ๆ รู้ใช่ไหมว่าเป็นสัญญาณของอะไร... ฝนอย่างไงล่ะ ระหว่างทางก่อนมาถึงเราแฮปปี้กับไอต้าวน้องควายข้างทางมากเลยล่ะ แช่น้ำนอนโคลนกันสบายใจเลยทีเดียว

ดังนั้นก่อนที่เราจะเอนกายพักผ่อน วิญญาณแห่งนักสำรวจเข้าสิงขึ้นมาทันที ไปเดินเล่นกันนนนนนนตามหาน้องควายกัน เย่! หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีเสน่ห์เหลือเชื่อ เราเดินเลาะตามลำธารไปเรื่อย เสียงของน้ำทำให้รู้สึกเย็นขึ้นกว่าเดิมคูณสอง ที่นี่ทำรู้สึกเหมือนตอนที่เราเป็นเด็ก เรายิ้มและชื่นชมฟองอากาศที่ถูกเป่าจากต้นสบู่ดำ เราหัวเราะชอบใจกับการเอานิ้วจิ้มไปที่ใบของต้นไมยราบ พลันหุบลง มอบความสุขให้ใคร เหลือไว้ให้ตัวเองบ้าง สักพักฉันจะกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง ... แปะ แปะ แปะ ใช่แล้วล่ะ ก้อนเมฆกอดรัดกันแน่นพอที่จะเปลี่ยนมาเป็นฝน จากตรงนี้วิ่งเร็วเท่าไรก็คงไม่ทัน หรือนี่อาจจะเป็นรางวัลของการเดินทางในวัยยี่สิบหก ดีแค่ไหนที่ได้วิ่งเล่นกับน้ำฝน ดีแค่ไหนที่กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

หลังจากที่อาบน้ำเช็ดตัวเสร็จแล้ว ไฟฟ้ายังคงใช้ไม่ได้ แต่ดี๊ดี ดีเหลือเกินเลยล่ะที่อากาศไม่ร้อน ลำธารที่กำลังไหลเอื่อยไปตามกระแสของมัน น้ำฝนที่กำลังหยดลงจากชายคา และเพลงที่ใครบางคนกำลังเล่นให้ฟัง...

ตะวันคล้อยลง ไอเย็นที่ถูกทิ้งไว้จากลมฝนทำให้อากาศดีมาก ๆ มื้อค่ำหน้ากระท่อมริมน้ำคืนนี้เป็นสำรับขันโตกซึ่งที่นี่จัดไว้ให้ ในสำรับมีอาหารพื้นบ้านรสชาติไม่คุ้นลิ้นแต่อร่อยล้นเหลือ ถูกเสิร์ฟเป็นปิ่นโตสังกะสี ข้างในมีไข่เจียว น้ำพริกอ่องแกล้มกับแตงกวาสดกรอบ เห็ดโคนผัดน้ำมันหอย แกงเผ็ด และผัดผัก เท่านั้นยังไม่พอนะ วิถีคนสวยสั่งหมู่กระทะมาอีกชุด ฮ่าฮ่าฮ่า ทำอย่างกับว่ากินเป็นสิบคนก็ไม่ปาน

และสำหรับคืนนี้ก็ไม่ได้จบที่มื้ออาหารแสนดีเพียงเท่านั้น เมื่อมีการแบ่งปัน ความสัมพันธ์จึงเริ่มเกิด จากคนไม่รู้จักที่มาพักที่เดียวกันกลายมาเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ในที่สุด วงสนทนาขยายขึ้น ใจกว้างมากขึ้น เสียงจากการสั่นสะเทือนของสายกีตาร์บวกกับการผสานร้องของทุกคน ทำให้เกิดบทเพลงไพเราะ (ในแบบของพวกเรา) บางเรื่องก็ขอสงวนไว้เมาท์มอยยามเจอกันอีกครั้งเนาะ สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์
แก๊งตี้ตีสอง

การร่ำลาเป็นสิ่งที่คู่กับการเดินทางเสมอ แต่สิ่งที่สวยงามเมื่อยามจากกันจะถูกเก็บไว้ในนั้น ในลิ้นชักความทรงจำ ที่เปิดดูเมื่อไรยังอบอุ่นใจในความรู้สึกเสมอ กลับก่อนนะเมืองคอง ดีใจที่ได้พบกันและฉันจะคิดถึงเธอ
เนื่องจากรถบัสขากลับ ต้นทางจากบ้านท่าตอน เวลา 16.30 น. กว่าจะมาถึงเชียงดาวก็ราว ๆ 18.30 น. ขอแว๊นอีกนิดละกัน อากาศร้อนมากเกินจะทน คาเฟ่สักแห่งน่าจะเป็นหลุมหลบภัยแดดที่ดี แต่น่าเสียดายที่วันนี้คาเฟ่ปิดหลายที่เลย และแล้วก็ได้มาแวะที่ Black Bear Cafe - เห็นหมีไหม อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไร บรรยากาศชิว ๆ ไอติมรสชาติแปลกใหม่แต่อร่อยดี คลายร้อนได้เยอะเลย

อีกที่ที่อยากให้ทุกคนไปลอง โฮมเมดคาเฟ่ที่พิซซ่าอร่อยมากกกกก ที่
ม่อนภูผาแดงฟาร์มสเตย์ ทุกเมนูถูกปรุงด้วยความรัก และบรรยากาศดีโคตร ๆ แถมเจ้าของร้านยังต้อนรับด้วยความน่ารักมาก ๆ อีกด้วย แฮปปี้ กินอิ่มแล้ว พร้อมจะหลับบนรถแล้วตื่นไปทำงานที่เรารักกันเถอะ

ขอบคุณเพื่อนร่วมทางที่ทำให้การเดินทางมีความหมายมากขึ้น
- พี่มัทมินิบัสเกียร์เคว้ง
- พี่โดดเวฟเกิ๊น
- คุณเสคนดีของเค้า ฮ่าฮ่า
- พี่หนุ่มพี่อิ๋วและคุณแม่ บ้านวังริมคลองโฮมสเตย์ และแก๊งตี้ตีสอง
- พี่เสี้ยวหมิง คุณบิลลี่ และคุณแม่ สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น

ไว้เจอกันใหม่น้าาาาาา
เชียงดาว - เมืองคอง ฉบับ Backpack ในวันฝนพรำ | 3 - 6 กรกฎาคม 2563
กระชุ่มกระชวยขึ้นมาหน่อย หลังจากไม่ได้ออกเดินทางไกล ๆ มาหลายเดือน การออกไปในโลกกว้างสำหรับเรา มันคือความสุข หลาย ๆ คนคงเป็นเหมือนกันกับเรา บางครั้งบางทีก็มีคำถามผุดขึ้นมา คำถามที่ว่า "เราเดินทางไปเพื่ออะไร?" แต่ก็ถูกพับเก็บไปง่าย ๆ อย่างนั้น หาคำตอบยากมาก หรือบางทีก็ไม่มีคำตอบ อาจเพราะมันง่ายกว่านั้น เราเดินทาง เพราะเรายังมีชีวิต
เราแค่ใช้ชีวิต
ฝนปรอยลงมาตั้งแต่ยังไม่ออกจากกรุงเทพฯ โดยไม่รู้ตัว ฝนก็หยุดตก โดยไม่รู้ตัว วันหนึ่งเราก็หยุดเศร้า นอกหน้าต่างตอนนี้เรามองเห็นแดดอุ่น ๆ ยามเช้า และหมอกจาง ๆ ที่เป็นสัญญาณบอกกับเราว่าเม็ดฝนกำลังโบกมือร่ำลา อุณหภูมิของเช้าวันใหม่นี้อยู่ที่ 23 °C สดชื่นไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ เราเดินทางถึงตัวเมืองอำเภอเชียงดาว เจ็ดโมงเช้าเห็นจะได้ หลับบ้าง ตื่นบ้าง แต่ก็พอเก็บแรงได้มากพอที่จะกระโดดโลดเล่นไปกับช่วงเวลาดี ๆ ต่อจากนี้
เนื่องจากรถบัสขากลับ ต้นทางจากบ้านท่าตอน เวลา 16.30 น. กว่าจะมาถึงเชียงดาวก็ราว ๆ 18.30 น. ขอแว๊นอีกนิดละกัน อากาศร้อนมากเกินจะทน คาเฟ่สักแห่งน่าจะเป็นหลุมหลบภัยแดดที่ดี แต่น่าเสียดายที่วันนี้คาเฟ่ปิดหลายที่เลย และแล้วก็ได้มาแวะที่ Black Bear Cafe - เห็นหมีไหม อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไร บรรยากาศชิว ๆ ไอติมรสชาติแปลกใหม่แต่อร่อยดี คลายร้อนได้เยอะเลย
- พี่มัทมินิบัสเกียร์เคว้ง
- พี่โดดเวฟเกิ๊น
- คุณเสคนดีของเค้า ฮ่าฮ่า
- พี่หนุ่มพี่อิ๋วและคุณแม่ บ้านวังริมคลองโฮมสเตย์ และแก๊งตี้ตีสอง
- พี่เสี้ยวหมิง คุณบิลลี่ และคุณแม่ สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น