"ทักษิณ" โชว์แก้โควิด-ศก. ย้ำโลกหลังจากนี้ต้องการผู้นำที่แตกต่างจากเดิม
https://www.matichon.co.th/politics/news_2249457
โลกหลังโควิด-19: โรคระบาดครั้งนี้จะเปลี่ยนโลกทั้งโลกจริงหรือ?
ดร.
ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ตอบสั้นๆ ทันทีว่า ใช่ โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปกับโคโรน่าไวรัสหรือโควิด-19 อย่างแน่นอน ขณะนี้คนทั้งโลกต่างถูกรัฐบาลออกคำสั่งให้อยู่กับบ้าน ถูกล็อกดาวน์ครบหมดทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และพรมแดนของประเทศต่างๆ ก็ยังปิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ มองในภาพกว้างแล้ว การปรับตัวตามกระแสนี้จึงเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
ก้าวที่เดินพลาด
แต่ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกจากเรื่องนี้ ผมขอกล่าวถึงตัวโรคที่กำลังคุกคามชาวโลกมากกว่า 10 ล้านคนนี้เสียก่อน ขึ้นแรก ผมไม่เชื่อว่าผู้ติดเชื้อทั้ง 10 ล้านคนจะเป็นโคโรน่าไวรัสทั้งหมด เหตุผลก็เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับการตรวจวัดภูมิคุ้มกัน หรือ antibody ที่ไม่อาจอ่าน RNA ได้ การตรวจ
แบบนี้ราคาถูกและง่ายต่อคนตรวจและอ่านผลเพราะไม่ต้องเอาเข้าห้องแล็ป แต่การตรวจที่แน่นอนที่สุดคือ PCR ซึ่งเป็นการตรวจที่แพงกว่า ใช้เวลานานกว่า และต้องนำไปวิเคราะห์ผลในห้องแล็ป ขนาดประเทศระดับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็ยังตรวจ antibody กันเป็นหลัก แต่อังกฤษตอนนี้กลับตัวและเลิกตรวจ antibody ทั้งหมดแล้ว จริง ๆ แล้วองค์การอนามัยโลกควรบอกกับรัฐบาลทั่วโลกว่าการตรวจแบบ antibody นี้ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
อะไรจะเปลี่ยนบ้าง?
คราวนี้มาถึงเรื่องของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงมากเพราะการระบาดของโคโรน่าไวรัส
รัฐบาล
1. เราจะเห็นรัฐบาลมากมายในโลก หันมาใช้นโยบายชาตินิยมและลดความเป็นโลกาภิวัตน์ลง ในแบบที่สหรัฐฯ หันหลังให้กับเขตการค้าเสรี หรือ FTA ขณะนี้ ผลโดยรวมก็คือ โลกจะเปิดกว้างน้อยลงและมีความเป็นเสรีน้อยลง
2. อำนาจในระดับโลกจะโน้มมาทางซีกโลกตะวันออกมากขึ้น
3. รัฐบาลจะอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง จนชาติที่อ่อนแอกว่าจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวเพราะปัญหาหนี้สินท่วมท้นล้นตัว
4. รัฐบาลจะใช้เงินมากมายกับระบบสุขภาพแห่งชาติและบริการทางสาธารณสุข
5. รัฐบาลจะใช้มาตรการต่างๆ บีบให้ธุรกิจอุตสาหกรรมของชาติตน ย้ายระบบและสายโซ่การผลิต (อุปทาน) กลับเข้าประเทศ บริษัทจะทำกำไรได้น้อยลงและเกิดภาวะการผลิตซ้ำซ้อนกันไปทั่ว
6. e-government จะถูกผลักดันให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการ online ในภาคประชาชน
7. รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย จะทำให้ประชาชนมีความรู้และมีอำนาจเพิ่มขึ้นในดูแลป้องกันสุขภาพตนเอง แทนที่จะใช้วิธีบีบบังคับเหมือนเอาตำรวจมาไล่จับผู้ร้าย (policing the health)
8. การเดินทางทางธุรกิจทั่วโลกจะลดลง รัฐบาลทั่วโลกจะต้องประชุมรวมสมองกันวางมาตรการการเดินทางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานโลก การจับมือตกลงเป็นส่วนๆ แบบที่เรียกว่า bubble นั้นไม่เพียงพอ
ประชาชนและบริษัทธุรกิจ
1. กฎใหม่: สุขภาพดีมีค่ายิ่งกว่าเงิน (“Health is a new wealth”)
2. พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป ธุรกิจที่ผูกติดกับสถานที่เฉพาะจะหมดสมัย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสำนักงานบริษัท เพราะคนทั่วโลกจะคุ้นเคยกับระบบทำงานที่บ้าน (WFH: work from home) เรียนที่บ้าน (LFH: learn from home) และซื้อที่บ้าน (BFH: buy from home) มากขึ้น
3. ชั่วโมงทำงานของมนุษย์ลงจะลดลง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นกับครอบครัวและการรักษาสุขภาพของตัวเอง
4. การเดินทางทั่วโลกจะลดปริมาณลง จนกว่าจะค้นพบวัคซีนที่มั่นใจได้
5. คนจะตกงานมากมายมหาศาลทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การรักษาระยะห่างทางสังคม การนำเทคโนโลยีแบบไม่มีการสัมผัสตัวมาใช้แบบก้าวกระโดด (fast forwarding) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบการพิมพ์แบบ 3D เป็นต้น
สถานการณ์นี้จะนำเราไปสู่ ZEV หรือ Zero Economic Values หรือจะเกิดสิ่งที่หมดประโยชน์หรือไร้ประโยชน์เสียแล้วในปัจจุบันขึ้นมาหลายอย่าง เราจะกลายเป็นสังคม “
กิ๊ก” หรือ gig นั่นคือจะเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เหมือนมีกิ๊ก แต่คราวนี้จะเป็นเรืรองของแรงงานกิ๊ก และเศรษฐกิจกิ๊กแทน
6. บริษัทจะรู้จักปรับตัวและมีความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น
7. เราต้องสร้าง “
ระบบประกาศนียบัตรรับรองด้านภูมิคุ้มกันโรค” หรือ immunity certificate ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้นใหม่ทั้งระบบ
ภาพรวม
เราจะเห็นว่าเงินตราสกุลหลักของโลกคือ US dollars จะลดความเป็นเสาหลักลง สิ่งที่จะผงาดขึ้นแทนคือระบบการเงิน redline อย่างที่เราเคยคิดเรื่องพันธบัตรเอเชียกันเมื่อหลายปีก่อน ธนาคารเงา (shadow banks) จะมีบทบาทมากขึ้น นำมาสู่ระบบปล่อยเงินกู้แบบใหม่ๆ
จนถึงการใช้เงินแบบใหม่ๆ แม้แต่เงินแบบเงา (shadow money) การแลกเปลี่ยนทางมูลค่าธุรกิจ (swap line) ก็จะเปลี่ยนแปลงไป กองทุนสำรองแห่งชาติอย่าง Federal Reserve ของสหรัฐฯ ก็จะแปรสภาพมาเป็นธนาคารกลางมากขึ้น
การปรับตัวของโลกจะมี 3 ระยะคือ
1. กราฟรูปตัว V ใช้เวลา 6 เดือน
2. กราฟรูปตัว U ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง
3. กราฟรูปตัว L ใช้เวลา 3 ปี
โลกหลังโควิด-19 ต้องการผู้นำที่แตกต่างไปจากเดิม ผู้นำรุ่นใหม่ของโลกจะต้องมีความรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร กล้าตัดสินใจ เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งเพียงพอ และเพิ่มพลังอำนาจให้กับประชาชนของตนอยู่เสมอ.
( หมายเหตุสรุปจากคำอภิปรายของ ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ในการสัมมนาทางไกลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563)
วรรณสิงห์ โพสต์ทวงถาม เกือบเดือนแล้วแต่เรื่อง วันเฉลิม ถูกอุ้มยังเงียบ
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_4415164
วรรณสิงห์ โพสต์ทวงถาม เกือบเดือนแล้วแต่เรื่อง วันเฉลิม ถูกอุ้มยังเงียบ
จากกรณีที่ นาย
วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยคดีความมั่นคง ถูกกลุ่มคนติดอาวุธลักพาตัวหายไป จากหน้าที่พักในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเย็น วันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาทั้งสื่อไทย และ หนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชา ต่างช่วยกันนำเสนอข่าวการถูกอุ้มหายไปของ
วันเฉลิม แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถตามหาเบาะแส และติดตามตัวได้พบนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล พิธีกร-นักเขียน ได้ออกมาทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวถึง
วันเฉลิม โดยได้โพสต์ภาพของ
"ต้า" พร้อมระบุข้อความว่า
"เกือบ 1 เดือนแล้วนะ" ต่อด้วยแฮซแท็ก #saveวันเฉลิม
ขณะที่คอมเมนต์จากชาวโซเชียล ต่างเข้ามาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ข่าวคราวเงียบมาก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รวมถึง เรื่องนี้หน่วยงานที่ควรใส่ใจ กลับไม่ใส่ใจอะไรในเรื่องนี้เลย
https://twitter.com/wannasingh/status/1277914614202695681
JJNY : 4in1 "ทักษิณ" โชว์แก้โควิด-ศก./วรรณสิงห์โพสต์ทวงเรื่องวันเฉลิม/1ปีทำร้ายจ่านิวยังลอยนวล/ปิดโรงงาน พนง.จีเอ็มใจหาย
https://www.matichon.co.th/politics/news_2249457
ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ตอบสั้นๆ ทันทีว่า ใช่ โลกของเราจะเปลี่ยนแปลงไปกับโคโรน่าไวรัสหรือโควิด-19 อย่างแน่นอน ขณะนี้คนทั้งโลกต่างถูกรัฐบาลออกคำสั่งให้อยู่กับบ้าน ถูกล็อกดาวน์ครบหมดทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ และพรมแดนของประเทศต่างๆ ก็ยังปิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ มองในภาพกว้างแล้ว การปรับตัวตามกระแสนี้จึงเป็นเรื่องที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้
ก้าวที่เดินพลาด
แต่ก่อนที่จะวิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับโลกจากเรื่องนี้ ผมขอกล่าวถึงตัวโรคที่กำลังคุกคามชาวโลกมากกว่า 10 ล้านคนนี้เสียก่อน ขึ้นแรก ผมไม่เชื่อว่าผู้ติดเชื้อทั้ง 10 ล้านคนจะเป็นโคโรน่าไวรัสทั้งหมด เหตุผลก็เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับการตรวจวัดภูมิคุ้มกัน หรือ antibody ที่ไม่อาจอ่าน RNA ได้ การตรวจ
แบบนี้ราคาถูกและง่ายต่อคนตรวจและอ่านผลเพราะไม่ต้องเอาเข้าห้องแล็ป แต่การตรวจที่แน่นอนที่สุดคือ PCR ซึ่งเป็นการตรวจที่แพงกว่า ใช้เวลานานกว่า และต้องนำไปวิเคราะห์ผลในห้องแล็ป ขนาดประเทศระดับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็ยังตรวจ antibody กันเป็นหลัก แต่อังกฤษตอนนี้กลับตัวและเลิกตรวจ antibody ทั้งหมดแล้ว จริง ๆ แล้วองค์การอนามัยโลกควรบอกกับรัฐบาลทั่วโลกว่าการตรวจแบบ antibody นี้ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
อะไรจะเปลี่ยนบ้าง?
คราวนี้มาถึงเรื่องของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงมากเพราะการระบาดของโคโรน่าไวรัส
รัฐบาล
1. เราจะเห็นรัฐบาลมากมายในโลก หันมาใช้นโยบายชาตินิยมและลดความเป็นโลกาภิวัตน์ลง ในแบบที่สหรัฐฯ หันหลังให้กับเขตการค้าเสรี หรือ FTA ขณะนี้ ผลโดยรวมก็คือ โลกจะเปิดกว้างน้อยลงและมีความเป็นเสรีน้อยลง
2. อำนาจในระดับโลกจะโน้มมาทางซีกโลกตะวันออกมากขึ้น
3. รัฐบาลจะอัดฉีดเงินมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของตนเอง จนชาติที่อ่อนแอกว่าจะกลายเป็นรัฐล้มเหลวเพราะปัญหาหนี้สินท่วมท้นล้นตัว
4. รัฐบาลจะใช้เงินมากมายกับระบบสุขภาพแห่งชาติและบริการทางสาธารณสุข
5. รัฐบาลจะใช้มาตรการต่างๆ บีบให้ธุรกิจอุตสาหกรรมของชาติตน ย้ายระบบและสายโซ่การผลิต (อุปทาน) กลับเข้าประเทศ บริษัทจะทำกำไรได้น้อยลงและเกิดภาวะการผลิตซ้ำซ้อนกันไปทั่ว
6. e-government จะถูกผลักดันให้เกิดเร็วขึ้น เพื่อให้ทันต่อความต้องการ online ในภาคประชาชน
7. รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย จะทำให้ประชาชนมีความรู้และมีอำนาจเพิ่มขึ้นในดูแลป้องกันสุขภาพตนเอง แทนที่จะใช้วิธีบีบบังคับเหมือนเอาตำรวจมาไล่จับผู้ร้าย (policing the health)
8. การเดินทางทางธุรกิจทั่วโลกจะลดลง รัฐบาลทั่วโลกจะต้องประชุมรวมสมองกันวางมาตรการการเดินทางที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานโลก การจับมือตกลงเป็นส่วนๆ แบบที่เรียกว่า bubble นั้นไม่เพียงพอ
ประชาชนและบริษัทธุรกิจ
1. กฎใหม่: สุขภาพดีมีค่ายิ่งกว่าเงิน (“Health is a new wealth”)
2. พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป ธุรกิจที่ผูกติดกับสถานที่เฉพาะจะหมดสมัย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสำนักงานบริษัท เพราะคนทั่วโลกจะคุ้นเคยกับระบบทำงานที่บ้าน (WFH: work from home) เรียนที่บ้าน (LFH: learn from home) และซื้อที่บ้าน (BFH: buy from home) มากขึ้น
3. ชั่วโมงทำงานของมนุษย์ลงจะลดลง เพื่อให้มีเวลามากขึ้นกับครอบครัวและการรักษาสุขภาพของตัวเอง
4. การเดินทางทั่วโลกจะลดปริมาณลง จนกว่าจะค้นพบวัคซีนที่มั่นใจได้
5. คนจะตกงานมากมายมหาศาลทั่วโลก เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การรักษาระยะห่างทางสังคม การนำเทคโนโลยีแบบไม่มีการสัมผัสตัวมาใช้แบบก้าวกระโดด (fast forwarding) ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบการพิมพ์แบบ 3D เป็นต้น
สถานการณ์นี้จะนำเราไปสู่ ZEV หรือ Zero Economic Values หรือจะเกิดสิ่งที่หมดประโยชน์หรือไร้ประโยชน์เสียแล้วในปัจจุบันขึ้นมาหลายอย่าง เราจะกลายเป็นสังคม “กิ๊ก” หรือ gig นั่นคือจะเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เหมือนมีกิ๊ก แต่คราวนี้จะเป็นเรืรองของแรงงานกิ๊ก และเศรษฐกิจกิ๊กแทน
6. บริษัทจะรู้จักปรับตัวและมีความสามารถในการปรับตัวมากขึ้น
7. เราต้องสร้าง “ระบบประกาศนียบัตรรับรองด้านภูมิคุ้มกันโรค” หรือ immunity certificate ขึ้นมา เพื่อให้เกิดความมั่นใจขึ้นใหม่ทั้งระบบ
ภาพรวม
เราจะเห็นว่าเงินตราสกุลหลักของโลกคือ US dollars จะลดความเป็นเสาหลักลง สิ่งที่จะผงาดขึ้นแทนคือระบบการเงิน redline อย่างที่เราเคยคิดเรื่องพันธบัตรเอเชียกันเมื่อหลายปีก่อน ธนาคารเงา (shadow banks) จะมีบทบาทมากขึ้น นำมาสู่ระบบปล่อยเงินกู้แบบใหม่ๆ
จนถึงการใช้เงินแบบใหม่ๆ แม้แต่เงินแบบเงา (shadow money) การแลกเปลี่ยนทางมูลค่าธุรกิจ (swap line) ก็จะเปลี่ยนแปลงไป กองทุนสำรองแห่งชาติอย่าง Federal Reserve ของสหรัฐฯ ก็จะแปรสภาพมาเป็นธนาคารกลางมากขึ้น
การปรับตัวของโลกจะมี 3 ระยะคือ
1. กราฟรูปตัว V ใช้เวลา 6 เดือน
2. กราฟรูปตัว U ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง
3. กราฟรูปตัว L ใช้เวลา 3 ปี
โลกหลังโควิด-19 ต้องการผู้นำที่แตกต่างไปจากเดิม ผู้นำรุ่นใหม่ของโลกจะต้องมีความรู้ มีความสามารถในการสื่อสาร กล้าตัดสินใจ เข้าใจเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งเพียงพอ และเพิ่มพลังอำนาจให้กับประชาชนของตนอยู่เสมอ.
( หมายเหตุสรุปจากคำอภิปรายของ ดร. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ในการสัมมนาทางไกลเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563)
วรรณสิงห์ โพสต์ทวงถาม เกือบเดือนแล้วแต่เรื่อง วันเฉลิม ถูกอุ้มยังเงียบ
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_4415164
วรรณสิงห์ โพสต์ทวงถาม เกือบเดือนแล้วแต่เรื่อง วันเฉลิม ถูกอุ้มยังเงียบ
จากกรณีที่ นายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยคดีความมั่นคง ถูกกลุ่มคนติดอาวุธลักพาตัวหายไป จากหน้าที่พักในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ตั้งแต่ช่วงเย็น วันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา
ที่ผ่านมาทั้งสื่อไทย และ หนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชา ต่างช่วยกันนำเสนอข่าวการถูกอุ้มหายไปของ วันเฉลิม แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถตามหาเบาะแส และติดตามตัวได้พบนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล พิธีกร-นักเขียน ได้ออกมาทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวถึง วันเฉลิม โดยได้โพสต์ภาพของ "ต้า" พร้อมระบุข้อความว่า "เกือบ 1 เดือนแล้วนะ" ต่อด้วยแฮซแท็ก #saveวันเฉลิม
ขณะที่คอมเมนต์จากชาวโซเชียล ต่างเข้ามาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ข่าวคราวเงียบมาก เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น รวมถึง เรื่องนี้หน่วยงานที่ควรใส่ใจ กลับไม่ใส่ใจอะไรในเรื่องนี้เลย
https://twitter.com/wannasingh/status/1277914614202695681