JJNY : ผู้แทนAICHRท้วงใช้ก.ม.ฉุกเฉินคุมโควิดฯ/อดีตกกต.จี้กกต.สอบโกงเลือกตั้ง/เลิกจ้างฟ้าผ่า/คิวรถตู้เผยภาพโดนยึดสมบัติ

กระทู้ข่าว
ผู้แทน AICHR ท้วง 'ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์' ใช้ ก.ม.ฉุกเฉินคุมโควิดฯ ได้ผลจริงหรือ?
https://voicetv.co.th/read/VSCr3jjuk
  
 
ผู้แทน กมธ.อาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ประจำอินโดนีเซีย ชี้ว่าการใช้ ก.ม.ฉุกเฉินรับมือโควิด-19 ใน 3 ชาติอาเซียน 'ไทย-กัมพูชา-ฟิลิปปินส์' ไม่ได้ช่วยคุมการแพร่ระบาดได้ดีเท่ามาตรการต่างๆ ที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ขณะที่ 'สมาชิกรัฐสภาอาเซียนด้านสิทธิมนุษยชน' (APHR) จี้ผู้นำชาติอาเซียนคุยเรื่องละเมิดสิทธิช่วงโควิดฯ ในการประชุมครั้งที่ 36
 
ยูยุน วาห์นิงกรัม ผู้แทนคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AICHR) ของอินโดนีเซีย เผยแพร่บทความใน The Jakarta Post สื่อภาษาอังกฤษในอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. โดยระบุว่า ประเด็นสิทธิมนุษยชนในอาเซียนตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงช่วงโควิด-19 แพร่ระบาด เพราะรัฐบาลบางประเทศประกาศใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอนุญาตให้รัฐบาลจำกัดสิทธิสิทธิมนุษยชนด้านต่างๆ
 
บทความของผู้แทน กมธ. AICHR (ไอชาร์) ระบุว่า แนวคิดเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้เกิดทางแพร่งระหว่างการใช้ชีวิตตามปกติและข้อยกเว้นที่จะไม่เคารพในสิทธิมนุษยชน เพราะทำให้คนในสังคมมองความสัมพันธ์ระหว่างหลักการด้านความเป็นธรรมและหลักการด้านกฎระเบียบในมุมที่ต่างออกไป เพราะหลายครั้ง 'รัฐ' ให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายทางสังคมมากกว่าการเคารพสิทธิส่วนบุคคล อีกทั้งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังได้มอบ 'อำนาจพิเศษ' ให้แก่ผู้มีอำนาจรัฐอีกด้วย
 
พร้อมกันนี้ บทความยังได้ยกตัวอย่าง 3 ประเทศในอาเซียนที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และไทย  โดยอ้างถึงผลการดำเนินงานของไอชาร์ ซึ่งติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมา พบว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือการบังคับใช้กฎหมายฉุกเฉินต่างๆ ของแต่ละประเทศ กระทบสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
 
ผู้แทน กมธ.ไอชาร์ ยกตัวอย่างสิทธิที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย สิทธิในการเคลื่อนย้าย สิทธิในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ สิทธิในด้านศาสนา สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สิทธิด้านสุขภาพ-การทำงาน-การศึกษา สิทธิส่วนบุคคล เสรีภาพสื่อ สิทธิในการเข้าถึงอาหาร สิทธิด้านที่อยู่อาศัย และความมั่นคงปลอดภัยส่วนบุคคล
 
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจะทำได้อย่างเหมาะสมก็ต่อเมื่อมีปัจจัย 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง เกิดสถานการณ์ฉับพลันที่เป็นภัยคุกคามต่อวิถีชีวิตและการดำรงอยู่ของชาติ และ สอง มาตรการที่ประกาศใช้มีความจำเป็นต่อการระบุถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่มีองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนบางประเทศที่สะท้อนว่า การประกาศสถานการฉุกเฉินบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ ลดบทบาทของกระบวนการตรวจสอบตามกลไกรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรม แต่กลับมอบอำนาจพิเศษให้ผู้อยู่ในอำนาจ
  
ในทัศนะของผู้แทนไอชาร์ อินโดนีเซีย มองว่าบางประเทศในอาเซียนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้วยเหตุผลเรื่อง 'ความสะดวก' ไม่ใช่ 'ความจำเป็น' เพราะหากเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ซึ่งไม่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็สามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ไม่แตกต่างกันมากนัก จึงมีคำถามว่าการประกาศสถานการณ์หรือการใช้กฎหมายฉุกเฉินเป็นแนวทางควบคุมสถานการณ์โรคโควิด-19 ที่ได้ผลจริงหรือไม่
  
นอกจากนี้ บทความยังระบุด้วยว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและใช้กฎหมายฉุกเฉินในการจัดระเบียบสังคมของประเทศอาเซียนช่วงโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรม รวมถึงมีส่วนควบคุมและจำกัดบทบาทของภาคประชาสังคมในประเทศนั้นๆ
 
"บางที การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจไม่ใช่กุญแจสำคัญในการรับมือกับวิกฤตด้านสาธารณสุข เช่น แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่สิ่งที่ดีกว่าคือการดำเนินงานต่างๆ อย่างโปร่งใส ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ มีมาตรการตอบสนองที่รวดเร็ว มีการตรวจคัดกรองในวงกว้าง และมีระบบติดตาม-รักษาอาการผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน เกิดจากการประเมินความเสี่ยงและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ" บทความระบุ
  
ขณะเดียวกัน สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (APHR) ซึ่งเป็นเครือข่ายสมาชิกสภาผู้แทนและวุฒิสภาในประเทศสมาชิกอาเซียน ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก ถึงประธานอาเซียนคนปัจจุบัน เรียกร้องให้ผู้นำชาติอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 36 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์นี้ มีวาระด้านการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนช่วงที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ออกมาตรการและนโยบายจำกัดสิทธิในการรับมือและควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 
 
ทั้งนี้ จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวถูกส่งไปยังผู้นำรัฐบาลประเทศอาเซียนทั้ง 10 ชาติอีกด้วย รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
 

 
อดีตกกต. จี้ กกต.กระตือรือร้นสอบโกงเลือกตั้ง ชี้ช่องสอบไม่ยาก อย่างต่ำต้องใบเหลือง
https://www.matichon.co.th/politics/news_2244062
  
“สมชัย” จี้ กกต.กระตือรือร้น สอบลำปางโมเดล โกงเลือกตั้งซ่อม ชี้ช่อง สอบไม่ยาก อย่างต่ำต้องโดนใบเหลือง
  
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ที่รัฐสภา เกียกกาย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีการพบเบาะแสทุจริตเลือกตั้งซ่อม เขต 4 จ.ลำปางว่า สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเลือกตั้ง โดยเฉพาะคลิปซื้อเสียงที่ทำตอนกลางวัน กกต.ควรตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะพยานก็พร้อมให้ข้อมูลก็อยู่ในที่ปลอดภัย หากกกต.จังหวัดจะสอบก็พร้อมร่วมมือแล้ว ส่วนใบรายชื่อผู้จัดทำโพลที่มีรายชื่อชาวบ้านพร้อมกับเลขที่บัตรประชาชน และเบอร์โทรศัทพ์ติดต่อนั้น กกต.ก็ควรตรวจสอบด้วยว่า คนที่มีรายชื่ออยู่ในใบจัดทำโพลได้ให้ชื่อ และบัตรประชาชนผู้อื่นไปจริงหรือไม่ แล้วมีการจัดทำโพลจริงหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้น่าสนใจมากว่า วันเลือกตั้งซ่อมมีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งแทนคนเหล่านั้นจริงหรือไม่ กกต.ต้องตรวจสอบว่ามีคนสวมรอยใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่ามีผีไปเลือกตั้งได้อย่างไร
  
นายสมชัย กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ตนทราบว่า 4 ชื่อในใบจัดทำโพลไม่ได้อยู่ในพื้นที่ จุดอ่อนการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การสวมหน้ากาก เป็นโอกาสในการทุจริตที่แฝงมากับการเลือกตั้ง เรียกว่า “ลำปางโมเดล” จึงอยากเห็นกกต.กลางกระตือรือร้นเอาจริงในการตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยเป็นหน้าที่ของกกต.จังหวัด ส่วนตัวมองว่า กรณีดังกล่าวต่ำสุดคือใบเหลือง ต้องจัดเลือกตั้งใหม่ และสาวไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ยาก ถ้าพบเกี่ยวข้องกับผู้สมัครก็ให้ใบส้มหรือใบแดงได้ แต่ต้องรักษาความปลอดภัยพยานไปอยู่ในที่ปลอดภัย โดยกกต.อาจจะไม่พิจารณาลงโทษ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ให้ข้อมูลกับกกต. แต่ถ้าทำความผิดแล้วไม่ได้ให้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์จะต้องโดนจำคุก 1-10 ปี ตนว่ามันไม่คุ้ม ถ้าให้ทำงานด้วยค่าจ้างไม่กี่พันบาท แต่ต้องติดคุก 10 ปี ทางที่ดีควรให้ปากคำที่เป็นประโยชน์กับ กกต.
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่