การใช้ของวัตถุดิบมาสร้างผลงานศิลปะ


ภาพวาดโดยใช้น้ำหมึกจากฟอสซิลปลาหมึก
(ภาพฟอลซิลปลาหมึก ที่ถูกขุดค้นพบที่ประเทศเลบานอน ในปี 2009) (ที่มา : www.nrk.no)


เอสเธอร์ ฟอน ฮาลเซน ศิลปินชาวดัชท์นักวาดภาพสัตว์ และสิ่งมีชีวิต ใช้วัตถุดิบในงานชิ้นใหม่ของเธอแปลกออกไป เพราะเธอได้รับโอกาสสำคัญในชีวิตก็คือ การได้วาดปลาหมึกยักษ์ที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 95 ล้านปีก่อน ด้วยหมึกที่เคยมีอยู่ในตัวของมันเอง พูดได้ว่านี่เป็นน้ำหมึกจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Prehistoric) กันเลยทีเดียว

ปลาหมึกยักษ์ในรูปมีหน้าตาที่เหมือนภาพปลาหมึกยักษ์ในยุคปัจจุบัน แต่มีเรื่องราวจากการได้ภาพนี้คือ  Jørn Hurum นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังชาวนอร์เวย์ (paleontologist : ผู้ชำนาญวิชาที่ว่าด้วยสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์) ได้รับซากฟอสซิลปลาหมึกยักษ์อายุเวลา 95 ล้านปี ซึ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2009 ที่ประเทศเลบานอน เป็นของขวัญ ก็เลยนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ PalVenn ในกรุงออสโล

แต่เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับฟอสซิลชิ้นนี้ ดังนั้น Jørn Hurum จึงเกิดไอเดียขึ้นว่าหมึกที่ปรากฎอยู่ตรงกลางลำตัวของซากปลาหมึกดึกดำบรรพ์นี้น่าจะเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการวาดภาพสเหมือนของตัวปลาหมึกเอง
โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของนักบรรพชีวินวิทยาผู้มีบทบาทสำคัญในวงการเก็บศึกษาซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ชาวอังกฤษ แมรี่ แอนนิ่ง ผู้ค้นพบหมึกในซากฟอลซิล และนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการวาดภาพในยุค 1800

ดังนั้น Jørn Hurum ก็ทำการสกัดหมึกออกมาในรูปแบบของผงเม็ดสี (powder) แล้วส่งต่อให้คุณเอสเธอร์ วาดภาพสเมือนปลาหมึก แล้วนำมาจัดแสดงคู่กัน ชวนให้ผู้เข้าชมมองซากฟอสซิล แล้วมองภาพปลาหมึกไปพร้อมกันว่าเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน เจ้าของร่างในซากฟอสซิลเคยมีหน้าตาเป็นอย่างไร



(เอสเธอร์ ฟอน ฮาลเซน ศิลปินชาวดัชท์นักวาดภาพสัตว์ และสิ่งมีชีวิต กำลังใช้หมึกจากฟอสซิลปลาหมึกดึกดำบรรพ์วาดภาพ) (ที่มา www.nrk.no)




(ภาพสเมือนปลาหมึกดึกดำบรรพ์ ที่ได้จากการนำผงหมึกจากฟอสซิล จากปลายพู่กัน) (ที่มา : www.nrk.no)
ขึ้นชื่อว่าหมึก (ink) ก็ต้องเป็นสีดำกันใช่มั้ย แต่ผงเม็ดสีที่สกัดจากฟอสซิลปลาหมึกดึกดำบรรพ์ตัวนี้กลับให้เม็ดสีออกไปทางโทนสีอุ่น และสีน้ำตาล ซึ่งจริงๆ มันมีที่มาคือ ตามธรรมชาติของการนำหมึกในตัวปลาหมึกมาเป็นส่วนประกอบในน้ำหมึก เมื่อผ่านการเขียนเม็ดสีจะค่อยจางเป็นสีน้ำตาลไปตามกาลเวลา เนื่องจากในน้ำหมึกมีส่วนประกอบของสารเมลานิน (Melanin) ซึ่งมีพื้นฐานเป็นสีแดง แต่เมื่อรวมตัวกันมากเข้าในระดับเข้มข้นทำให้เกิดเป็นสีดำ เมื่อสีจางลงจะกลายเป็นสีน้ำตาล เป็นที่มาของคำว่า สีซีเปีย (Sepia) อ้างอิงจากภาษาลาตินที่แปลว่าปลาหมึก

ดังนั้นโทนสีที่ได้จะทำให้ภาพปลาหมึกดึกดำบรรพ์ตัวนี้ออกมาเป็นดังรูป   โดยตัวศิลปินเล่าถึงประสบการณ์การใช้สีชนิดนี้ว่า “สีที่ได้จากฟอสซิลเป็นผงเม็ดสีที่มีความเข้มข้นของสีที่ดี ไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะหมึกทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่แล้ว” เธอยังเล่าอีกว่า “พอจินตนาการว่าสีที่กำลังใช้วาดอยู่นี้เป็นตัวช่วยในการเอาตัวรอดของปลาหมึกสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ มันก็น่าตื่นเต้นจริงๆค่ะ”   ปัจจุบันภาพสเมือนของปลาหมึกยักษ์ตัวนี้ถูกแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Natural History Museum เมืองออสโล  
ที่มา 
http://www.nrk.no/viten/maler-bilder-med-forhistorisk-blekk-1.12931408
http://www.thisiscolossal.com/2016/05/an-octopus-painted-with-95-million-year-old-ink
Cr.https://www.bbblogr.com/octopus-fossil-ink/  in ชวนชม by shammy

ผลงานศิลปะจากวัตถุดิบที่เป็นอาหารจริงๆ 
ศิลปินลูกครึ่งอิตาเลียน/อังกฤษอย่าง วาเนสซา บีครอฟท์ (Vanessa Beecroft)  เอากิจกรรมการกินอาหารมาทำเป็นงานศิลปะ อย่างเช่นในผลงานศิลปะแสดงสดชื่อ VB52 (2003) ที่ให้ผู้หญิงจำนวน 30 คน ที่มีทั้งนางแบบที่แต่งกายกึ่งเปลือยและผู้หญิงธรรดา (รวมถึงแม่ของศิลปินด้วย) นั่งรับประทานอาหารบนโต๊ะกระจก
อาหารจะถูกเสิร์ฟโดยแยกเป็นสีต่างๆ โดยเสิร์ฟเป็นสีเดียวกันทั้งโต๊ะในแต่ละมื้อ เช่น สีเหลือง, สีส้ม, สีแดง, สีม่วง, สีน้ำตาล, สีขาว, สีเขียว ฯลฯ ผลงานชิ้นนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากสภาพชีวิตที่อดอยากแร้นแค้นและหิวโหยจนต้องควบคุมความอยากอาหารในครั้งวัยเยาว์ รวมถึงความทุกข์ทรมานจากโรคบูลิเมีย และความวิตกกังวลกับการลดน้ำหนักในช่วงวัยรุ่น 

จนทำให้เธอติดนิสัยในการเขียนไดอารีที่บันทึกทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอกินมาเป็นเวลา 10 ปี รวมถึงความหมกมุ่นเกี่ยวกับการเลือกกินอาหาร โดยช่วงหนึ่งเธอมักจะเลือกกินแต่อาหารที่มีสีเดียวกันซ้ำๆ เช่น สีแดง สีเขียว สีส้ม หรือสีขาว เพียงอย่างเดียวติดต่อกันทุกวันเป็นเวลานานๆ เหตุเพราะเธออยากทดสอบว่าการกินเช่นนี้จะส่งผลออกมาทางร่างกายของเธอไหม



หรือผลงานของศิลปินไทย อริญชย์ รุ่งแจ้ง (Arin Rungjang) อย่าง Oceans/ Golden Tear Drop (Thong Yod) (2012) 
ที่ร่วมกับศิลปินชาวเมืองบรองซ์ นิวยอร์ก เชื้อสายเปอร์โตริกัน อาตุย รามอส-เฟอร์มิน (Hatuey Ramos-Fermin) ทำโครงการศิลปะที่สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างขนมหวานไทยและการเต้นรำของเปอร์โตริโก โดยใช้ประวัติศาสตร์ส่วนตัวของศิลปินและความทรงจำร่วมในการเดินทางจากอดีตสู่ปัจจุบัน

โดย อริญชย์ เลือกเครื่องปรุงอาหารอย่าง ‘น้ำตาล’ ในการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของเปอร์โตริโกที่เป็นสถานที่ที่โปรตุเกสใช้ผลิตน้ำตาลเป็นที่แรก เชื่อมโยงไปถึงประวัติศาสตร์ของสำนักคอนแวนต์ในโปรตุเกสในยุค 1500 ที่ใช้ไข่ขาวจำนวนมากในการลงแป้งเสื้อและหมวกของแม่ชี จนเหลือไข่แดงจำนวนมาก จึงนำไปดัดแปลงเป็นขนมที่มีชื่อว่า โอโวส โมเลส (Ovos Moles) ซึ่งเดินทางผ่านกาลเวลานับศตวรรษมายังดินแดนสยาม และวิวัฒนาการมาเป็นขนมหวานของสยาม จากการประดิษฐ์คิดค้นของสุภาพสตรีชาวโปรตุเกสที่มีชีวิตอยู่ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลายอย่าง มารี กีมาร์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ท้าวทองกีบม้า จนกลายเป็นขนมหวานสัญชาติไทยอย่าง ทองหยอด ในที่สุด

อริญชย์เสาะหาจนพบร้านขนมไทยในนิวยอร์กชื่อ น้ำตาล ซึ่งมีผู้หญิงชาวไทยที่ทำขนมทองหยอดอยู่ เขาจึงไปขอถ่ายทำวิดีโอกระบวนการทำขนม และนำขนมทองหยอดของเธอมาเสิร์ฟในวันเปิดงาน รวมถึงจัดเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ชาวเมืองบรองซ์ ได้ลองทำทองหยอดกันในศูนย์เยาวชน THE POINT Community Development Corporation ในเมืองบรองซ์

ในเวลาต่อมาผลงานชุดนี้ของเขาถูกพัฒนาเป็นผลงานศิลปะจัดวาง ประติมากรรมและวิดีโออาร์ต ที่จัดแสดงในศาลาไทยในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Venice Biennale ครั้งที่ 55 ในชื่อ Golden Teardrop (2013) ที่ส่งให้ชื่อของอริญชย์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการศิลปะร่วมสมัยของโลกในที่สุด
ข้อมูลจาก หนังสือ ART IS ART, ART IS NOT ART อะไร (ยิ้ม) ก็เป็นศิลปะ ผู้เขียน ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ สำนักพิมพ์แซลมอน
goo.gl/4DFam5 / goo.gl/QXvr95 / kreemart.com / goo.gl/vb5nZ5
Cr.https://thematter.co/thinkers/art-you-can-eat/37406 / Posted By Panu Boonpipattanapong ( อ่านเพิ่มเติม )

สีน้ำเงินอัลตรามารีนที่ปรากฏอยู่บนภาพหญิงสาวกับต่างหูมุก
(ภาพวาด Girl with a Pearl Earring โดย Johannes Vermeer)
 
 ภาพเขียนสีน้ำมันบนผ้าใบที่รู้จักกันในชื่อหญิงสาวกับต่างหูมุก (Girl with a Pearl Earring) นี้ นอกจากคุณค่าที่อยู่ในองค์ประกอบของภาพที่สร้างสรรค์โดยเฟอร์แมร์ กับข้อถกเถียงว่าด้วยต่างหูโอเวอร์ไซส์ ที่อาจเป็นโลหะขัดเงามากกว่ามุก ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพิเศษของภาพที่ปัจจุบันแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์เมาริตส์เฮยส์ ในกรุงเฮกของประเทศเนเธอร์แลนด์นี้ อยู่ที่การใช้สี โดยเฉพาะสีน้ำเงินของผ้าผูกผม และประวัติศาสตร์ของมัน
มันคือสีน้ำเงินที่มีราคาแพงที่สุด เรารู้จักมันในชื่อสีน้ำเงินอัลตรามารีน (Ultramarine blue)

ชื่ออัลตรามารีน ที่มีความหมายว่า Beyond the sea ก็บอกให้รู้ถึงความพิเศษของมัน   เป็นพ่อค้าชาวเวนิสที่นำเข้าหินที่เรียกกันสั้นๆ ว่าแลพิส (ชื่อเต็ม: แลพิสแลซูลี-Lapis lazuli) ซึ่งให้สีน้ำเงินสดนี้จากเมืองทางตอนเหนือของประเทศอัฟกานิสถาน   การเข้าถึงยากทำให้มันมีราคาแพงกว่าทอง ศิลปินจะใช้สีชนิดนี้กับงานของตนเองได้ก็ต่อเมื่อผู้ว่าจ้างยอมจ่าย  เพราะมันก็คือสีน้ำเงินที่คงอยู่เป็นเวลานาน และปราศจากสีเขียวเหมือนสีน้ำเงินอื่น 

ซึ่งสีนี้เป็นที่ชื่นชอบของศิลปินยุคเรอเนสซองส์ ก่อนที่จะมีการคิดค้นสีน้ำเงินโคบอลต์ (Cobalt blue) มาใช้แทนสีน้ำเงินอัลตรามารีนในเวลาอีกหลายร้อยปีต่อมา

(แลพิสจากอัฟกานิสถาน ©wikipedia.org)
(สีอัลตรามารีนธรรมชาติ  ©wikipedia.org)
ที่มา: 
หนังสือ The Secret Lives of Color โดย Kassia St. Clair, Penguin Random House, ตุลาคม 2017
บทความ “True Blue: A brief history of ultramarine.” โดย Ravi Mangla, The Paris Review, 8 มิถุนายน 2015 
เรื่อง Little Thoughts 
Cr.https://hr.tcdc.or.th/th/Articles/Detail/Colors-หญิงสาวกับต่างหูมุก-และสีน้ำเงินที่ชาวกรีกเห็นต่างจากเรา

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่