เพราะอะไร คุณภาพชีวิตคนในประเทศนึงจึงดีกว่าคุณภาพชีวิตของคนอีกประเทศนึง แม้จะมีอาชีพเดียวกัน

หมอเยอรมันกับหมอไทย ฝีมือเดียวกัน ความเก่งเท่ากัน รักษาคนไข้โรคเดียวกัน หายเหมือนกัน แต่หมอเยอรมันเงินเดือนสูงกว่าไทย
พนักงานขายใน KFC ทำงานเหมือนกัน ความคล่องตัวเท่ากัน แต่พนักงานขาย KFC ในเยอรมันค่าแรงสูงกว่า
คนขับ taxi ในเยอรมัน ทำงานเหมือนกัน ความเก่งเรื่องการขับรถเหมือนกันกับคนขับ taxi ในไทย แต่คนขับ taxi เยอรมันมีรายได้มากกว่า
คนตัดผมในเยอรมัน ทำงานเหมือนกัน ความเก่งเท่ากันกับคนตัดผมไทย แต่คนตัดผมเยอรมันมีรายได้มากกว่า
คนกวาดขยะในเยอรมัน ทำงานเหมือนกัน ความเก่งเท่ากันกับคนกวาดขยะในไทย แต่คนกวาดขยะในเยอรมันมีรายได้มากกว่า
การสร้างบ้านทรงเดียวกัน ข้างในตกแต่งเหมือนกัน ใช้วัสดุเดียวกัน ราคาในเยอรมันสูงกว่าราคาในไทย
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
มีปัจจัยสำคัญสามตัวที่อธิบายปรากฎการณ์นี้
1. ค่าเฉลี่ยของความเก่งของคนในแต่ละประเทศ ไม่เท่ากัน
2. แต่ละประเทศมีจำนวนคนจำกัด
3. การให้ราคาต่อสินค้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่มีต่อสินค้าจากประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่เหมือนกัน
การที่ประเทศเยอรมัน มีสัดส่วนของคนที่เก่งมากๆ อยู่ในประเทศเป็นสัดส่วนที่มากกว่าคนที่เก่งมากๆ ของไทย เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมด หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว หัวมากกว่าย่อมดีกว่าหัวน้อยกว่า (หรือมีค่าเฉลี่ยความเก่งมากกว่า) ทำให้คนเก่งเหล่านี้ร่วมกันสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ (ทั้งสินค้าและบริการ ซึ่งอาจขอเรียกรวมๆ ว่าสินค้า) หรือปรับปรุงสิ่งเก่าให้ดีขึ้นได้ดีกว่าที่ประเทศอื่นทำ สมมุติเริ่มจากยังไม่ส่งออก สิ่งประดิษฐ์หรือสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นเหล่านี้ ก็จะถูกกระจายไปให้คนอื่นๆ ในประเทศ ในรูปแบบต่างๆ ที่มากที่สุดคือการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเอง ระหว่างสินค้าที่คนเก่งมากผลิตได้กับสินค้าที่คนเก่งน้อยหรือไม่เก่งผลิตได้ รองลงมาแต่ก็น้อยกว่ามากคือรัฐบาลนำจากคนเก่งไปให้คนไม่เก่งและคนด้อยโอกาส (ในรูปของการเก็บภาษี เป็นการกระจายรายได้) และที่น้อยที่สุดน่าจะเป็นการบริจาค แต่ไม่ว่าจะเป็นการกระจายไปในรูปแบบใดก็ตาม ก็จะทำให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศนั้นดีขึ้นเรื่อยๆ
เป็นธรรมชาติ ที่สินค้าที่คนเก่งผลิตได้ จะเป็นสินค้าที่หายาก เมื่อนำสินค้านี้ 1 ชิ้น ไปแลกกับสินค้าที่คนเก่งน้อยหรือคนไม่เก่งผลิตได้ ซึ่งปกติเป็นสินค้าหาง่าย จะแลกได้หลายชิ้น ดังนั้น สินค้าเหล่านี้มักจะเหลือจากการบริโภคหรือใช้ในประเทศ คนเก่งเหล่านี้ก็จะส่งสินค้าของตนไปแลกกับสินค้าที่ประเทศของตนไม่ผลิตหรือผลิตได้น้อย กับประเทศที่ผลิตไม่ได้เหมือนตน หรือผลิตได้แต่ทำได้ไม่ดีเหมือนตน อาจเป็นในด้านฟังก์ชันการทำงาน ด้านคุณภาพ หรือด้านของต้นทุน การค้าระหว่างประเทศก็เกิดขึ้น และเนื่องจากเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างของหายากกับของหาง่าย ประเทศที่ค่าเฉลี่ยความเก่งของคนมีมากกว่าก็จะได้เปรียบประเทศที่มีค่าเฉลี่ยความเก่งของคนน้อยกว่า หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามี term of trade ดีกว่า ซึ่งอธิบายในแง่ดัชนีราคาเชิงเปรียบเทียบ กล่าวคือ ราคาเฉลี่ยของสินค้าของประเทศที่มีความเก่งของคนโดยเฉลี่ยมากกว่า จะสูงกว่า ราคาเฉลี่ยของสินค้าของประเทศที่มีความเก่งของคนโดยเฉลี่ยต่ำกว่า หรืออธิบายกลับไปก็คือ สินค้าของประเทศที่มีค่าเฉลี่ยความเก่งของคนมากกว่า 1 ชิ้น จะแลกกับสินค้าจากประเทศที่มีค่าเฉลี่ยความเก่งของคนน้อยกว่า ได้มากกว่า 1 ชิ้น เพราะทำยากกว่า และมีคนทำได้น้อยกว่า (ทำนองเดียวกันที่เอาสินค้านั้นไปแลกกับสินค้าของคนเก่งน้อยกว่าหรือคนไม่เก่งในประเทศตัวเอง เพียงแต่ขยายจากในประเทศตัวเองไปต่างประเทศ)
มองในมุมของการแลกเปลี่ยนสินค้า (trade) กลุ่มคนเก่งของประเทศที่มีค่าเฉลี่ยความเก่งของคนมากกว่า ซึ่งผลิตสินค้าหายากและเป็นที่ต้องการของประเทศอื่น เมื่อนำไปแลกกับสินค้าอื่นของประเทศที่ต้องการ ก็จะได้สินค้าอื่นที่ตนไม่ผลิตหรือผลิตน้อยเข้ามาเป็นจำนวนที่มาก แต่แม้จะได้สินค้ามามาก การบริโภคก็ทำได้จำกัด สินค้าที่เหลือก็จะถูกนำไปแลกกับสินค้าหรือบริการของคนเก่งน้อยหรือไม่เก่งในประเทศของตนเพิ่ม แต่ด้วยจำนวนคนในประเทศมีจำกัด ทำให้สินค้าหรือบริการที่คนเก่งน้อยหรือไม่เก่งในประเทศของตนเองมีจำกัดไปด้วย (ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถนำจากประเทศอื่นมาทดแทนได้ เช่น บริการ taxi บริการคนขาย KFC บริการคนตัดผม บริการคนกวาดขยะ) เมื่อสินค้าและบริการของคนเก่งน้อยหรือไม่เก่งมีจำกัด แต่สินค้าหรือบริการของคนเก่งมากมีมากขึ้น เมื่อเอา 1 ชิ้นสินค้าของคนเก่งมากมาแลกกับสินค้าและบริการของคนเก่งน้อยหรือไม่เก่ง ก็จะแลกได้น้อยลง หรือมองอีกมุมหนึ่ง คนเก่งน้อยหรือไม่เก่ง ก็จะแลกสินค้าได้มากขึ้น ถ้ามองในแง่ราคา สินค้าหรือบริการของคนเก่งน้อย ก็จะสูงขึ้น
ถ้ามองในแง่ของการซื้อขายด้วยเงิน (exchange) กลุ่มคนเก่งเหล่านั้น เมื่อนำสินค้าที่ตัวเองผลิตขึ้นไปขายให้กับประเทศอื่น เค้าก็ได้เงินจำนวนมากเข้ามาในประเทศ เมื่อต้องการซื้อสินค้าหรือบริการที่ขายโดยคนเก่งน้อยหรือไม่เก่งแต่ไม่สามารถซื้อหาได้จากประเทศอื่น เพราะนำเข้ามาไม่ได้ ก็จะต้องซื้อในราคาที่สูงกว่าที่ประเทศอื่นขายในประเทศของเขา ก็ทำให้คนเก่งน้อยและไม่เก่งเหล่านั้นพลอยมีรายได้ที่สูงขึ้นไปด้วย ซึ่งก็หมายถึง ค่าแรงของคนเก่งน้อยและไม่เก่งสูงขึ้นนั่นเอง แม้สินค้าหรือบริการที่เขาให้จะเหมือนกับสินค้าหรือบริการของประเทศอื่นที่ค่าแรงน้อยก็ตาม เขาจึงได้ประโยชน์จากการที่ประเทศเขามีคนเก่งจำนวนมากอาศัยอยู่ และนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทำงานเหมือนกัน ได้ค่าแรงไม่เท่ากัน หากอยู่ในประเทศต่างกัน และจะได้ค่าแรงต่างกันมาก หากอยู่ในประเทศที่มีค่าเฉลี่ยของความเก่งของคนต่างกันมาก และเมื่อคนของประเทศเหล่านี้ไปใช้จ่ายในประเทศที่มีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่า เขาก็จะกลายเป็นคนรวยของประเทศเหล่านั้นไปทันที
ประเทศตัวอย่างที่เรารู้จักกันดีอย่างเยอรมนี ญี่ปุ่น มีคนเก่งอยู่ในประเทศตัวเองเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด สองประเทศนี้สร้างประเทศจากความเก่งของคน ผลิตสินค้าที่คนอื่นต้องการ และเป็นสองประเทศที่รายได้ต่อหัวประชากรอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก แต่ก็มีบางประเทศที่เริ่มต้นมีสัดส่วนของคนเก่งอยู่น้อย ก็ใช้วิธีดึงคนเก่งเข้าประเทศและให้สัญชาติเพื่อให้คนเก่งเข้ามาอาศัยอยู่อย่างถาวรทำให้สัดส่วนคนเก่งในประเทศเพิ่มขึ้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จดีในเรื่องนี้ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (ยุคก่อนประธานาธิบดี Trump) และสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อสัดส่วนคนเก่งมากขึ้น สินค้าและบริการของสหรัฐอเมริกาก็กลายเป็นที่ต้องการของทั้งโลก สหรัฐอเมริกาก็ร่ำรวยขึ้น เมื่อบวกกับการได้สิทธิพิเศษจากการเป็นธนาคารกลางของโลก ทำให้สหรัฐอเมริกาเก็บภาษีจากคนทั่วโลกได้ (ผ่านการจ่ายดอกเบี้ยการกู้ยืมเงินดอลลาร์สหรัฐ) และกู้เงินจากคนทั่วโลกมาใช้จ่ายได้เพราะใครๆ ก็ขนเงินมาให้สหรัฐอเมริกากู้ (ซึ่งทำให้ยังมีเงินมากจากการหนี้สิน) ค่าแรงโดยรวมของสหรัฐอเมริกาจึงสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ส่วนสิงคโปร์นั้น แม้จะผลิตอะไรแทบไม่ได้เลย เพราะเป็นเกาะเล็กๆ แต่เนื่องจากมีความเก่งในด้านการให้บริการด้านการเป็นศูนย์กลางทางการค้าของภูมิภาค ค่าแรงในสิงคโปร์ก็สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
เมื่อผมได้ฟังการให้สัมภาษณ์ของคุณธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเชิญคนเก่งจากทั่วโลก เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และให้สัญชาติไทย ผมจึงสนับสนุนแนวคิดนี้มากๆ
คุณธนินทร์กล่าวว่า ถ้าเอาคนเก่งมา ไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก พอมีคำถามว่า แล้วเค้าจะมาแย่งงานเราหรือป่าว คุณธนินทร์ก็ตอบว่า เค้าจะมาแย่งงานเราได้อย่างไร เพราะเค้าทำงานคนละอย่างกับเรา เค้าเข้ามาทำในสิ่งที่เราทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีเท่าเค้า หรือทำได้แต่คนทำไม่พอ การเข้ามาของเค้ามีแต่จะทำให้คนไทยเราเก่งขึ้นตามเค้า เพราะเมื่อได้ทำงานร่วมกับคนเก่ง เราก็จะเก่งตาม แล้วคุณธนินทร์ก็ยกตัวอย่างเชิงคำถามกลับมาว่า ถ้าเค้ามาสร้างโรงแรม คนไทยถูกแย่งงานหรือได้งานเพิ่ม ถ้าเค้ามาเป็นโปรแกรมเมอร์ คนโดยแย่งอาชีพกี่คน คนที่ได้ไปทำงานร่วมกับเค้าและเก่งขึ้นมีกี่คน ซึ่งอันนี้ผมจะขอเพิ่มว่า ถ้าเค้าเข้ามาเป็นหมอ คนจะโดนแย่งงานกี่คน และคนจะมีอาชีพเพิ่มกี่คนจากการที่มีหมอเพิ่ม 1 คน
มีคำถามอีกว่า เค้ามาเอาเงินจากเราแล้วก็กลับออกไป ไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไร คุณธนินทร์ตอบว่า ถ้าไม่อยากให้เค้าเอาเงินกลับไป ก็ให้สัญชาติเค้า ให้เค้าเป็นคนไทยไปเลย แล้วทำภาษีให้น้อยกว่าประเทศแม่เค้า เค้าย่อมอยากอยู่ ไม่ส่งเงินออกไปไหน พร้อมกล่าวต่อว่า ผมเชื้อชาติจีน แต่รักเมืองไทยมากกว่าจีน ก็ไม่ได้อยากกลับไปอยู่จีน
แล้วคนไทยจะกลายเป็นคนชั้นสองหรือป่าว คำถามนี้ ผมจำไม่ได้ว่าคุณธนินทร์ตอบอย่างไร แต่สำหรับผม คงต้องถามก่อนว่า นิยามของคำว่า คนชั้นสองหมายถึงอะไร ถ้ามีคนเก่งๆ เข้ามาอยู่แล้วจะทำให้สถานะทางสังคมของเราแย่ลงหรือไม่ เพราะตามปกติที่เป็นอยู่ เราก็มีสถานะทางสังคมต่ำกว่าคนอื่นทั้งที่เก่งกว่าเราหรือรวยกว่าเราเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว การทีจะมีคนเก่งกว่าเรา คนรวยกว่าเรา มาอยู่เพิ่ม จะทำให้สถานะทางสังคมของเราแย่ลงอย่างไร และถ้าการเข้ามาอยู่ของเค้าทำให้ชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศดีขึ้น จะไม่ดีอย่างไร
ข้อแย้งอีกข้อหนึ่ง ที่ผู้สัมภาษณ์ไม่ได้ถามคุณธนินทร์ แต่ผมเคยได้ยินอยู่บ่อยครั้งคือ เค้าไม่ใช่คนไทย จะให้เค้ามาอยู่เหนือเราได้อย่างไร อันนี้ต่างจิตต่างใจครับ และก็ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความคิดแบบ conservative หรือ liberal ถ้าเป็น conservative ก็จะไม่เห็นด้วยที่จะให้คนที่ไม่ใช่เชื้อชาติเดียวกันมาเป็นผู้มีบทบาทในสังคมสูงกว่า แต่ถ้าเป็น liberal จะมองว่าไม่ควรแบ่งแยกเชื้อชาติ แต่สำหรับผม ผมเห็นอย่างหนึ่งคือ สำหรับประเทศอื่น ที่เผ่าพันธุ์ค่อนข้างบริสุทธิ์ เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย ประเด็นนี้อาจจะเป็นข้อถกเถียงกันได้นาน แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รวมของคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ หลากหลายเชื้อชาติ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เห็นคนไทยแท้ที่ไม่มีเชื้อชาติอื่นผสมอยู่ เรียกได้ว่าเป็น United State of Asia คำว่าคนไทยในปัจจุบัน จึงเป็นคนที่ผสมเชื้อชาติเต็มไปหมด ดังนั้นจะแตกต่างกันอย่างไรจากที่ผ่านมา ถ้าจะรับคนเก่งที่มีเชื้อชาติต่างๆ เข้ามาเพิ่ม ในสมัยพระนารายณ์ เรามีนายกรัฐมนตรีเป็นยุโรป ในสมัยรัชกาลที่ห้า เรามีเสนาบดีเป็นคนยุโรปจำนวนมาก และเกือบทุกยุคทุกสมัย ผู้ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจคือคนจีน และทุกวันนี้คนเชื้อสายจีน ฝรั่ง มอญ เวียดนาม กัมพูชา พม่า อินเดีย มาเลย์ ก็อยู่กันเต็มประเทศ แม้แต่ตัวเราเอง ก็ไม่ใช่คนเชื้อสายไทยแท้ 100%
หลายครั้งเราชื่นชมสิงคโปร์ในเรื่องความเก่งของเค้า แต่ทำไมเราจึงไม่ทำตามเค้าในเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนัก
จริงอยู่ การทำให้คนของเราเก่งขึ้นเองเป็นเรื่องที่ควรทำและต้องทำในทันที แต่การสร้างคน ไม่สามารถทำได้ในเร็ววัน และการสร้างคน ต้องการคนเก่งกว่าเรามาช่วยสร้าง เพราะถ้าเราสร้างกันเอง ก็จะได้เก่งเหมือนที่ผ่านมา แม้เราจะส่งคนของเราให้ไปถูกสร้างให้เก่งในต่างประเทศ แต่จำนวนก็ยังน้อยไป แต่ถ้าเอาคนเก่งเข้ามาสร้างคนของเราในประเทศของเราก็จะได้ไวกว่า ซึ่งวิธีนี้ ญี่ปุ่นเคยทำมาแล้วในสมัยหลังปฏิวัติเมจิ และเป็นเหตุให้คนญี่ปุ่นมีสัดส่วนคนเก่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น
นอกจากปัจจัยเรื่องความเก่งของคนและจำนวนคนที่จำกัดที่ทำให้ค่าแรงและชีวิตความเป็นอยู่ของคนแต่ละประเทศต่างกันแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้บางประเทศแม้จะมีสัดส่วนของคนเก่งต่อประชากรน้อย แต่ก็ทำให้ประเทศร่ำรวยได้ สิ่งนั้นก็คือทรัพยากร เช่น น้ำมัน แร่ธาตุ และสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งอันหลัง มีได้ทั้งที่มาจากธรรมชาติและที่มนุษย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันสร้างขึ้น ถ้าประเทศไหนมีทั้งสองอย่าง คือทั้งคนเก่ง และ ร่ำรวยทรัพยากร ก็จะกลายเป็นประเทศที่รวยมากๆ แต่ทรัพยากรที่เป็นน้ำมันและแร่ธาตุนั้น สามารถหมดไปได้ ไม่ว่าคนจะเก่งขนาดไหนก็หมดได้ แต่อย่างหลัง ถ้าคนไม่เก่งก็จะเสื่อมสภาพเร็ว ถ้าคนเก่งก็จะอยู่ได้นานและอาจมีเพิ่มขึ้นจากการสร้างของคนเก่งนั้น เพื่อดึงคนจากต่างประเทศให้เข้ามาใช้บริการในประเทศ
สุดท้าย อาจมีคนแย้งว่า ถ้ามีคนเก่งมากแต่เป็นคนไม่ดี ประเทศก็ไปไม่ได้ อันนี้ถูกต้องครับ จึงต้องมีรัฐบาลเพื่อเป็นผู้คุมกฏไม่ให้คนเอาเปรียบกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่