คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 3
ราคาหุ้น ขึ้นลงตามความรู้สึกครับ (แต่อยู่บนพื้นฐานอะไรสักอย่าง แล้วแต่คนถือหุ้นหรือคนอยากได้หุ้นจะหาเหตุผลมารองรับ)
ถ้าคนมีหุ้น รู้สึกว่ายังไม่อยากขาย เก็บไว้ดีกว่า ก็จะไม่มีคนตั้งราคาขาย
ถ้าคนไม่มีหุ้น รู้สึกว่าอยากได้หุ้นตัวนี้ แต่ไม่มีใครตั้งขาย ก็ไม่รู้จะซื้อกับใคร
แบบนี้ราคาก็คงที่ ไม่ลงต่ำ
ส่วนราคาซื้อขายกัน ก็ดูว่าราคาล่าสุดที่ซื้อขายกัน คือเท่าไหร่ ถ้าเมื่อไหร่ที่อยากขาย ก็ตั้งราคาที่คิดว่าน่าจะขายได้ เพราะถ้าตั้งราคาสูงจากที่คนอื่นเขาตั้ง ใครจะมาซื้อ เว้นแต่หุ้นตัวนั้นมีคนสนใจมาก จนคนไล่ซื้อราคามาเรื่อยๆจนมาถึงราคาที่เราตั้งไว้ นั่นเท่ากับโอกาสที่เราจะขายได้ก็มีมากขึ้น
ในขณะที่ถ้าคนมีหุ้น รู้สึกว่าหุ้นตัวนี้มีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลง หรือซื้อมานานแล้ว อยากขายออกแล้ว ได้กำไรเยอะแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ก็ตั้งราคาที่คิดว่าน่าจะขายได้ น่าจะมีคนซื้อ
ส่วนคำว่าเทขาย ก็เกิดจากคนคิดคล้ายๆกัน มองเห็นอะไรบางอย่างในหุ้นตัวนั้น ถ้ายังถือต่อไปอาจจะไม่มีคนมาซื้อราคาที่แพงขึ้นก็ได้ เลยต้องตัดใจขายเท่าทุนหรือหนักหน่อยก็ขาดทุน และยิ่งถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแบบเร็วมาก คนมีหุ้นตั้งราคาขายแล้วก็ยังไม่มีคนซื้อเพราะมีคนตั้งราคาขายที่ถูกกว่าตัดหน้า คนก็ไปซื้อราคาที่ถูกกว่า ถ้าอยากขายจริงๆก็ต้องตั้งราคาที่ต่ำกว่าลงไปอีก ถ้ายังขายไม่ได้อีก ก็ต้องตั้งต่ำลงไปเรื่อยๆ มันก็เกิดเป็นการเทขายหุ้นราคาต่ำลงเรื่อยๆ
ถ้าหุ้นเป็นเหมือนสินค้าอื่นที่ซื้อขายกันตัวต่อตัว หรือวางขายบางที่ ราคาอาจจะขึ้นลงไม่เร็วเท่าไหร่ เพราะขณะที่ซื้อก็อาจจะไม่รู้ว่าแล้วคนอื่นซื้อขายกันเท่าไหร่ หรืออาจจะรู้ว่าเขาก็ซื้อขายกันราคาประมาณนี้ ราคามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็ว
แต่หุ้นดันมาซื้อขายกันที่จุดเดียวกันทั้งประเทศ คนเห็นราคาปัจจุบันพร้อมๆกัน แบบเสี้ยววินาที ราคาหุ้นมันเลยขึ้นลงได้ง่ายกว่า
ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าราคาลงแล้วส่วนต่างไปอยู่ที่ไหน
ให้มองการซื้อขายสินค้าทั่วไปครับ ถ้าเรามีหุ้นซื้อมา 10 บาท เราตัดใจขายขาดทุน ในราคา 8 บาท แล้วมีคนซื้อ คนที่ซื้อไปก็ได้หุ้นไปในราคา 8 บาท ถามว่าเงินเราไปอยู่ไหน 2 บาท ไม่รู้ครับ เรารู้แค่ว่าเสียไปแล้ว 2 บาท
ส่วนคนที่ได้หุ้นไป ใช่คนที่ได้ 2 บาทจากเรามั้ย คำตอบคือไม่ใช่ครับ เขาแค่ได้หุ้นในราคา 8 บาท ส่วนเขาจะได้หรือจะเสีย ก็ต่อเมื่อเขาตัดสินใจขายหุ้นนั้น สมมติเขาขายไปในราคา 15 บาท เพราะคนอื่นเขาขายกันอยู่ราคานี้ ซึ่งก็ขายได้ เท่ากับเขาได้เพิ่มมา 7 บาท ถามว่ามาจากไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน มันคือมูลค่าของหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ ขณะที่เราตัดสินใจซื้อ-ขาย
เหมือนรถยนต์ครับ ถ้าเราซื้อมาคันละ 8แสน ใช้ไปได้ระยะนึง เราอยากขาย เราก็ตั้งราคาขายที่เราพอใจ (ซึ่งก็เทียบกับอะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าถ้าตั้งราคานี้แล้วคนน่าจะซื้อ) ถ้าเราขายได้ในราคา 5แสน เท่ากับเราเสียไป 3แสน ซึ่ง 3แสนนี้เราก็ไม่ได้จ่ายให้คนที่ซื้อไป แต่เราคิดว่ามันเป็นค่าที่เราใช้งานรถคันนั้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต่างหาก คุ้มหรือไม่คุ้ม ก็ขึ้นอยู่กับความคิดของคนขายนั่นแหละ
ส่วนหุ้น เราไม่ได้ใช้งานมันโดยตรงเหมือนกับรถยนต์ เราเลยมองไม่เห็นภาพว่าถ้าเราขายในราคาที่ถูกลง มันจะเป็นค่าอะไร?
ถ้าคนมีหุ้น รู้สึกว่ายังไม่อยากขาย เก็บไว้ดีกว่า ก็จะไม่มีคนตั้งราคาขาย
ถ้าคนไม่มีหุ้น รู้สึกว่าอยากได้หุ้นตัวนี้ แต่ไม่มีใครตั้งขาย ก็ไม่รู้จะซื้อกับใคร
แบบนี้ราคาก็คงที่ ไม่ลงต่ำ
ส่วนราคาซื้อขายกัน ก็ดูว่าราคาล่าสุดที่ซื้อขายกัน คือเท่าไหร่ ถ้าเมื่อไหร่ที่อยากขาย ก็ตั้งราคาที่คิดว่าน่าจะขายได้ เพราะถ้าตั้งราคาสูงจากที่คนอื่นเขาตั้ง ใครจะมาซื้อ เว้นแต่หุ้นตัวนั้นมีคนสนใจมาก จนคนไล่ซื้อราคามาเรื่อยๆจนมาถึงราคาที่เราตั้งไว้ นั่นเท่ากับโอกาสที่เราจะขายได้ก็มีมากขึ้น
ในขณะที่ถ้าคนมีหุ้น รู้สึกว่าหุ้นตัวนี้มีความเสี่ยงที่ราคาจะลดลง หรือซื้อมานานแล้ว อยากขายออกแล้ว ได้กำไรเยอะแล้ว จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ก็ตั้งราคาที่คิดว่าน่าจะขายได้ น่าจะมีคนซื้อ
ส่วนคำว่าเทขาย ก็เกิดจากคนคิดคล้ายๆกัน มองเห็นอะไรบางอย่างในหุ้นตัวนั้น ถ้ายังถือต่อไปอาจจะไม่มีคนมาซื้อราคาที่แพงขึ้นก็ได้ เลยต้องตัดใจขายเท่าทุนหรือหนักหน่อยก็ขาดทุน และยิ่งถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแบบเร็วมาก คนมีหุ้นตั้งราคาขายแล้วก็ยังไม่มีคนซื้อเพราะมีคนตั้งราคาขายที่ถูกกว่าตัดหน้า คนก็ไปซื้อราคาที่ถูกกว่า ถ้าอยากขายจริงๆก็ต้องตั้งราคาที่ต่ำกว่าลงไปอีก ถ้ายังขายไม่ได้อีก ก็ต้องตั้งต่ำลงไปเรื่อยๆ มันก็เกิดเป็นการเทขายหุ้นราคาต่ำลงเรื่อยๆ
ถ้าหุ้นเป็นเหมือนสินค้าอื่นที่ซื้อขายกันตัวต่อตัว หรือวางขายบางที่ ราคาอาจจะขึ้นลงไม่เร็วเท่าไหร่ เพราะขณะที่ซื้อก็อาจจะไม่รู้ว่าแล้วคนอื่นซื้อขายกันเท่าไหร่ หรืออาจจะรู้ว่าเขาก็ซื้อขายกันราคาประมาณนี้ ราคามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็ว
แต่หุ้นดันมาซื้อขายกันที่จุดเดียวกันทั้งประเทศ คนเห็นราคาปัจจุบันพร้อมๆกัน แบบเสี้ยววินาที ราคาหุ้นมันเลยขึ้นลงได้ง่ายกว่า
ส่วนคำถามที่ว่า ถ้าราคาลงแล้วส่วนต่างไปอยู่ที่ไหน
ให้มองการซื้อขายสินค้าทั่วไปครับ ถ้าเรามีหุ้นซื้อมา 10 บาท เราตัดใจขายขาดทุน ในราคา 8 บาท แล้วมีคนซื้อ คนที่ซื้อไปก็ได้หุ้นไปในราคา 8 บาท ถามว่าเงินเราไปอยู่ไหน 2 บาท ไม่รู้ครับ เรารู้แค่ว่าเสียไปแล้ว 2 บาท
ส่วนคนที่ได้หุ้นไป ใช่คนที่ได้ 2 บาทจากเรามั้ย คำตอบคือไม่ใช่ครับ เขาแค่ได้หุ้นในราคา 8 บาท ส่วนเขาจะได้หรือจะเสีย ก็ต่อเมื่อเขาตัดสินใจขายหุ้นนั้น สมมติเขาขายไปในราคา 15 บาท เพราะคนอื่นเขาขายกันอยู่ราคานี้ ซึ่งก็ขายได้ เท่ากับเขาได้เพิ่มมา 7 บาท ถามว่ามาจากไหน ก็ไม่รู้เหมือนกัน มันคือมูลค่าของหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ณ ขณะที่เราตัดสินใจซื้อ-ขาย
เหมือนรถยนต์ครับ ถ้าเราซื้อมาคันละ 8แสน ใช้ไปได้ระยะนึง เราอยากขาย เราก็ตั้งราคาขายที่เราพอใจ (ซึ่งก็เทียบกับอะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าถ้าตั้งราคานี้แล้วคนน่าจะซื้อ) ถ้าเราขายได้ในราคา 5แสน เท่ากับเราเสียไป 3แสน ซึ่ง 3แสนนี้เราก็ไม่ได้จ่ายให้คนที่ซื้อไป แต่เราคิดว่ามันเป็นค่าที่เราใช้งานรถคันนั้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต่างหาก คุ้มหรือไม่คุ้ม ก็ขึ้นอยู่กับความคิดของคนขายนั่นแหละ
ส่วนหุ้น เราไม่ได้ใช้งานมันโดยตรงเหมือนกับรถยนต์ เราเลยมองไม่เห็นภาพว่าถ้าเราขายในราคาที่ถูกลง มันจะเป็นค่าอะไร?
แสดงความคิดเห็น
สอบถามเรื่องราคาหุ้นครับ
ได้ยินบ่อยๆว่า นักลงทุนเทขายหุ้น ทำให้ราคาหุ้นตก
ถ้าไม่มีใครขายเลยราคาก็จะไม่ตกใช่ไหมครับ
สมมุติว่า งบออก บ.กำไรลดลง หรือ ขาดทุน
แต่ไม่มีใครขายหุ้นออกมาเลย
- ราคาจะลงไหมครับ
- ราคาลงเเล้วเงินที่อยู่ในราคาหุ้นเดิมไปไหนครับ
ขอบคุณครับ