ยกฟ้อง 10 จำเลย คดี KonthaiUk: แชร์โพสต์ประยุทธ์ลี้ภัยข้อหากบฏ ศาลชี้วิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่เป็นความผิด
https://www.tlhr2014.com/?p=18544
วันนี้ (15 มิ.ย. 2563) ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาในคดีแชร์ข้อความจากเพจ “
KonthaiUk” ที่มีพลตรี
บุรินทร์ ทองประไพ รับมอบอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เข้าแจ้งความกล่าวหา และอัยการประจำสำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย 10 คน ในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) และ (5) โดยศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากเห็นว่า ข้อความดังกล่าวมีส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นความเท็จตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และการส่งต่อข้อความไม่ได้มีความผิด
เวลา 10.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 915 จำเลยทั้ง 10 คน และทนายจำเลยมาศาล ศาลได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 10 คน ฟัง โดยสรุปว่า
ศาลเห็นว่าจากที่จำเลยทั้งสิบ ได้ส่งต่อข้อความจากเฟซบุ๊กเพจ KhonthaiUK ที่ลงเผยแพร่ในวันที่ 13 มิ.ย. 2561 ว่า
“-ูจะพาคนไม่กราบขอโทษ-ึงถึงที่ อย่าหลบแระกัน 10 Downing ST. Westminster, London. SW1A 2AA
“20 มิ.ย. ลุงตู่ไปอังกฤษพกเมียและลูกหลบภัย”
“22 มิ.ย. ศาลฎีการับฟ้องว่าลุงตูบเป็นกบฏ”
และยังมีรูปภาพพลเอก
ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก
ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กับข้อความว่า
“กราบ กราบ กราบ ขออภัยท่านพี่ทั้งสองแระกัน เห็นข่าวบอกท่านพี่ บิ๊กตู่,ป้อม จะซื้อดาวเทียม 91,200 ล้าน มาเก็บไว้ซ่อม แด-ส่วนต่างไม่ซื้อแล้ว ก็ไม่ว่าอะไร แค่นี้ต้องออกหมายจับด้วยหรอ ถ้าไม่จริงจะร้อนตัวทำไม หรือรับไม่ได้กับเรื่องจริง”
และทาง คสช. ได้มอบอำนาจมากล่าวหาว่าจำเลยทั้งหมดได้เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
โดยสรุปศาลเห็นว่า ข้อความดังกล่าวมีส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นความเท็จตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และการส่งต่อข้อความไม่ได้มีความผิด ขณะเดียวกันพยานโจทก์ที่มาเบิกความยังมีความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนรัฐบาลและอยู่กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งจำเลยเพียงส่งต่อข้อความซึ่งมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ไม่ทำให้กระทบต่อความมั่นคง ไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้อง
เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 โดยพลตรี
บุรินทร์ ทองประไพ รับมอบอำนาจจาก คสช. เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้ดูแลเพจ “
KonthaiUk” และตำรวจตรวจสอบพบว่า มีผู้แชร์ส่งต่อข้อความดังกล่าว หลายร้อยราย แต่มีการจับกุมดำเนินคดีจำเลยคดีนี้ 10 คน
ต่อมา 28 ก.พ. 2562 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยคดีแชร์เพจ KhonthaiUK จำนวน 10 คนในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5) ต่อศาลอาญา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี และได้รับการปล่อยตัวโดยใช้หลักทรัพย์คนละ 100,000 บาท คดีมีการนัดสืบพยานไปเมื่อวันที่ 4-7 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา (อ่านประมวลคดีได้ที่
ปากคำพยานก่อนพิพากษาคดี KonthaiUk: แชร์โพสต์ประยุทธ์ลี้ภัยข้อหากบฏ มีผลต่อความมั่นคง?)
จนมาถึงนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 2 ปี
หนึ่งในชุดคดี โพสต์วิจารณ์ คสช. ถูกดำเนินคดี สุดท้ายศาลยกฟ้อง
ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2561 ยังมีกรณีการดำเนินคดีประชาชนที่แชร์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ คสช. หลายคดี ในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ ส่วนใหญ่ที่ถูกฟ้องคดีมักเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด โดยในช่วงการจับกุมหรือเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจมักจะไปคุมตัวผู้ต้องหามาโดยไม่มีหมายศาล และมีการแถลงข่าว แต่หลังจากอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลมักมีคำพิพากษายกฟ้อง
เช่น กรณีของคดี
รินดา พรศิริพิทักษ์ ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 จากกรณีเเชร์ข่าวพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เเละภริยา โอนเงินหมื่นล้านไปยังธนาคารในประเทศสิงคโปร์ โดย
ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า ข้อความดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนหรืออาจจะสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกพาดพิง แต่ยังไม่มีลักษณะกระทบต่อความมั่นคง และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่า ข้อความเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร
หรือคดีแชร์ข้อความจากเพจ “
กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” เป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของ คสช. และวิพากษ์วิจารณ์การดูด ส.ส. ของ คสช. คดีนี้ศาลก็
พิพากษายกฟ้องเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่า ข้อความดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์ คสช. เท่านั้น ไม่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ยังมีคดีแชร์เพจเฟซบุ๊ค “
KonthaiUk” ข้อความข่าวการทุจริตในการจัดซื้อเรือดำน้ำฯ ที่อัยการเพิ่ง
สั่งฟ้องคดีจำเลย 21 คน ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคดีค้างในชั้นสอบสวนมากว่า 2 ปี โดยหากนับจำนวนประชาชนที่ถูกสั่งฟ้องจากการแชร์ข้อความจากเพจนี้ มีผู้ถูกแจ้งข้อหาและสั่งฟ้องคดีไปแล้วถึง 31 คน
คดีเหล่านี้แสดงให้เห็นกระบวนการฟ้องคดีเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อรัฐบาลในยุค คสช.
'เพื่อไทย' เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขพ.ร.ก.เงินกู้ในสัปดาห์นี้ จี้นายกฯถ้าจริงใจต้องรับร่าง
https://www.matichon.co.th/politics/news_2229014
“เพื่อไทย” เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.ก.เงินกู้สัปดาห์นี้ จี้ “นายกฯ” หากจริงใจให้รับร่าง
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พท. ประกอบด้วย คุณหญิง
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นาย
โภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค นาย
สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมแถลงถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท
คุณหญิง
สุดารัตน์กล่าวว่า จากการเฝ้าติดการทำงานของรัฐบาล ทั้งในส่วนของงบประมาณที่ใช้เยียวยา 5 แสนล้านบาท มีข้อบกพร่อง ผิดพลาด บริหารจัดการขาดประสิทธิภาพ หมดหวังว่าจะเยียวยา เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนได้อย่างไร ส่วนงบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท เหมือนเอาไปแจกจ่ายตามหน่วยงานเพื่อแบ่งเค้กกัน เราปรารถนาที่จะเห็นการใช้เงินก้อนมหาศาลนี้อย่างมีวิสัยทัศน์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ดังนั้นการตรวจสอบและการเสนอแนะจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยเราจะเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินฯ เข้าสู่ที่ประชุมสภา ในสัปดาหนี้ เราขอฝากคำถามไปยังนายกฯ ซึ่งท่านพูดเสมอว่าจะใช้เงินจำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพนั้น หากท่านจริงใจขอให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นตัววัดใจนายกฯ ว่าจริงใจแค่ไหน ทั้งนี้ ส่วนกฎหมายประกันสังคม เราเห็นแล้วว่าผู้ประกันตนได้รับความเดือดร้อน เราจึงได้เสนอร่าง เพื่อแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 63 เราพบปัญหาเยอะ งบที่ไม่ควรตัด เช่น งบกระทรวงสาธารณสุข งบของกระทรวงศึกษาธิการกลับตัด ส่วนงบกลาโหมหลายตัวที่ควรตัดกลับไม่ตัด ซึ่งในวันที่ 17 มิ.ย.แกนนำของพรรค พท.อาทิ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมาธิการ นายสุทินจะแถลงที่รัฐสภาอีกครั้ง
ด้านนาย
โภคินกล่าวว่า เรายกร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ทั้ง 3 ฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เราเสนอให้ในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ มีกรรมการผู้สังเกตการณ์ 4 คน โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเสนอของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 2 คนและฝ่ายค้าน 2 คน รวม 4 คน ทำหน้าที่เหมือนกรรมการทุกอย่าง เว้นแต่ไม่มีอำนาจนาจหน้าที่ในการลงมติ และรายงานต่อสภาทุก 3 เดือน โดย ส.ส.หรือ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 สามารถเข้าชื่อร้องขอข้อมูลการกู้เงินและการใช้เงินต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ ส่วน พ.ร.ก.เอสเอ็มอีควรจะเน้นการช่วยเหลือผู้ประกาศผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เราคิดว่าควรจำกัดไว้ว่าแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และทุกแห่งรวมกันต้องไม่เกิน 1 พันล้านบาท และเปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมตามคำนิยามในกฎหมายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงเงินจำนวนนี้ได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เขาขอสินเชื่อจากธนาคารได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่เป็นเอ็นพีแอลหรือกำลังจะเป็น อยากให้ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนร่าง พ.ร.ก.ตราสารหนี้ เราเสนอให้มีคณะกรรมการผู้สังเกตการณ์ โดยเป็นผู้ทรงวุฒิที่เสนอจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างละ 2 คน ไม่มีอำนาจในการลงมติ หลักการคือหุ้นกู้ออกใหม่ที่รัฐจะเข้าไปช่วยซื้อนั้นต้องไม่เกินร้อยละ 60 และควรจะมีการรายงานให้สภาทราบทุก 3 เดือน ว่าการลงทุนที่ทำไปเป็นอย่างไร รวมถึงให้โอกาส ส.ส. และส.ว.1 ใน 5 เข้าชื่อขอข้อมูลรายละเอียดในการลงทุนด้วย
ด้านนาย
สุทินกล่าวว่า จะให้ ส.ส.ร่วมลงชื่อและเสนอเข้าที่ประชุมสภา ได้เลยภายในสัปดาห์นี้ ในส่วนของกฎหมายประกันสังคมซึ่งเป็นปัญหาที่พรรค พท.พบ ยืนยันว่าเราจะรับฟังปัญหาจากผู้ประกันตน โดยจะจัดสัมมนาใหญ่ที่พรรค พท.ภายในสัปดาห์หน้า โดยเราจะนำร่างของเราเป็นตุ๊กตาให้ทุกคนมาแสดงความเห็นว่าอยากปรับแก้หรือเสริมแต่งตรงไหน คาดว่าไม่เกินต้นเดือน กรกฎาคมสามารถยื่นเข้าสู่สภาได้เช่นกัน ดังนั้นขอเชิญชวนผู้ประกันตนมาร่วมแสดงความคิดเห็น สำหรับ พ.ร.บ.ถ่ายโอนงบซึ่งอยู่ในการพิจารณาวาระ 2 และ 3 อยากให้ติดตามการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการซึ่งพบปัญหา บางส่วนไม่ควรตัดกลับตัด บางส่วนควรตัดกลับไม่ตัดทิ้ง ส่วนงบประมาณ 64 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาวันที่ 24 กรกฎาคม รัฐบาลยังไม่ส่งเล่มมาให้เลย เราไม่อยากเห็นการส่งเล่มก่อนการอภิปรายเพียงสองสามวัน เพราะจะมีความเกี่ยวโยงไปถึงงบประมาณ 63 งบโอนและงบกู้ ซึ่งเงินไม่รู้ตั้งกี่กอง ถ้าไม่จัดแผนงานให้ดีจะมีปัญหา หวังว่าเราจะได้เล่มภายในสัปดาห์นี้ เพื่อจัดผู้อภิปรายในแต่ละด้าน
JJNY : ยกฟ้อง10จำเลย คดีKonthaiUk/พท.เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขพ.ร.ก.เงินกู้/ป.ป.ช.จ่อเรียกซ้ำสอบปารีณา/EICคาดศก.โลกปีนี้ลบ3.5%
https://www.tlhr2014.com/?p=18544
เวลา 10.30 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 915 จำเลยทั้ง 10 คน และทนายจำเลยมาศาล ศาลได้อ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้ง 10 คน ฟัง โดยสรุปว่า
ศาลเห็นว่าจากที่จำเลยทั้งสิบ ได้ส่งต่อข้อความจากเฟซบุ๊กเพจ KhonthaiUK ที่ลงเผยแพร่ในวันที่ 13 มิ.ย. 2561 ว่า
“-ูจะพาคนไม่กราบขอโทษ-ึงถึงที่ อย่าหลบแระกัน 10 Downing ST. Westminster, London. SW1A 2AA
“20 มิ.ย. ลุงตู่ไปอังกฤษพกเมียและลูกหลบภัย”
“22 มิ.ย. ศาลฎีการับฟ้องว่าลุงตูบเป็นกบฏ”
และยังมีรูปภาพพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กับข้อความว่า
“กราบ กราบ กราบ ขออภัยท่านพี่ทั้งสองแระกัน เห็นข่าวบอกท่านพี่ บิ๊กตู่,ป้อม จะซื้อดาวเทียม 91,200 ล้าน มาเก็บไว้ซ่อม แด-ส่วนต่างไม่ซื้อแล้ว ก็ไม่ว่าอะไร แค่นี้ต้องออกหมายจับด้วยหรอ ถ้าไม่จริงจะร้อนตัวทำไม หรือรับไม่ได้กับเรื่องจริง”
และทาง คสช. ได้มอบอำนาจมากล่าวหาว่าจำเลยทั้งหมดได้เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
โดยสรุปศาลเห็นว่า ข้อความดังกล่าวมีส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นความเท็จตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และการส่งต่อข้อความไม่ได้มีความผิด ขณะเดียวกันพยานโจทก์ที่มาเบิกความยังมีความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนรัฐบาลและอยู่กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งจำเลยเพียงส่งต่อข้อความซึ่งมีลักษณะเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ไม่ทำให้กระทบต่อความมั่นคง ไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้อง
เหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 โดยพลตรีบุรินทร์ ทองประไพ รับมอบอำนาจจาก คสช. เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้ดูแลเพจ “KonthaiUk” และตำรวจตรวจสอบพบว่า มีผู้แชร์ส่งต่อข้อความดังกล่าว หลายร้อยราย แต่มีการจับกุมดำเนินคดีจำเลยคดีนี้ 10 คน
ต่อมา 28 ก.พ. 2562 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องจำเลยคดีแชร์เพจ KhonthaiUK จำนวน 10 คนในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (5) ต่อศาลอาญา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี และได้รับการปล่อยตัวโดยใช้หลักทรัพย์คนละ 100,000 บาท คดีมีการนัดสืบพยานไปเมื่อวันที่ 4-7 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา (อ่านประมวลคดีได้ที่ ปากคำพยานก่อนพิพากษาคดี KonthaiUk: แชร์โพสต์ประยุทธ์ลี้ภัยข้อหากบฏ มีผลต่อความมั่นคง?)
จนมาถึงนัดฟังคำพิพากษาวันนี้ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 2 ปี
หนึ่งในชุดคดี โพสต์วิจารณ์ คสช. ถูกดำเนินคดี สุดท้ายศาลยกฟ้อง
ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2561 ยังมีกรณีการดำเนินคดีประชาชนที่แชร์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ คสช. หลายคดี ในลักษณะคล้ายๆ กันนี้ ส่วนใหญ่ที่ถูกฟ้องคดีมักเป็นประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด โดยในช่วงการจับกุมหรือเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจมักจะไปคุมตัวผู้ต้องหามาโดยไม่มีหมายศาล และมีการแถลงข่าว แต่หลังจากอัยการยื่นฟ้องต่อศาล ศาลมักมีคำพิพากษายกฟ้อง
เช่น กรณีของคดีรินดา พรศิริพิทักษ์ ถูกฟ้องว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 จากกรณีเเชร์ข่าวพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เเละภริยา โอนเงินหมื่นล้านไปยังธนาคารในประเทศสิงคโปร์ โดยศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า ข้อความดังกล่าวอาจกระทบกระเทือนหรืออาจจะสร้างความเสียหายต่อผู้ถูกพาดพิง แต่ยังไม่มีลักษณะกระทบต่อความมั่นคง และโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบว่า ข้อความเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร
หรือคดีแชร์ข้อความจากเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” เป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์นโยบายแก้ปัญหายาเสพติดของ คสช. และวิพากษ์วิจารณ์การดูด ส.ส. ของ คสช. คดีนี้ศาลก็พิพากษายกฟ้องเช่นกัน เนื่องจากเห็นว่า ข้อความดังกล่าวกระทบภาพลักษณ์ คสช. เท่านั้น ไม่มีผลต่อความมั่นคงของประเทศ
นอกจากนี้ยังมีคดีแชร์เพจเฟซบุ๊ค “KonthaiUk” ข้อความข่าวการทุจริตในการจัดซื้อเรือดำน้ำฯ ที่อัยการเพิ่งสั่งฟ้องคดีจำเลย 21 คน ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากคดีค้างในชั้นสอบสวนมากว่า 2 ปี โดยหากนับจำนวนประชาชนที่ถูกสั่งฟ้องจากการแชร์ข้อความจากเพจนี้ มีผู้ถูกแจ้งข้อหาและสั่งฟ้องคดีไปแล้วถึง 31 คน
คดีเหล่านี้แสดงให้เห็นกระบวนการฟ้องคดีเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ นำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อรัฐบาลในยุค คสช.
'เพื่อไทย' เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขพ.ร.ก.เงินกู้ในสัปดาห์นี้ จี้นายกฯถ้าจริงใจต้องรับร่าง
https://www.matichon.co.th/politics/news_2229014
“เพื่อไทย” เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.ก.เงินกู้สัปดาห์นี้ จี้ “นายกฯ” หากจริงใจให้รับร่าง
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค พท. ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม ฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมแถลงถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 3 ฉบับ วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า จากการเฝ้าติดการทำงานของรัฐบาล ทั้งในส่วนของงบประมาณที่ใช้เยียวยา 5 แสนล้านบาท มีข้อบกพร่อง ผิดพลาด บริหารจัดการขาดประสิทธิภาพ หมดหวังว่าจะเยียวยา เพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนได้อย่างไร ส่วนงบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท เหมือนเอาไปแจกจ่ายตามหน่วยงานเพื่อแบ่งเค้กกัน เราปรารถนาที่จะเห็นการใช้เงินก้อนมหาศาลนี้อย่างมีวิสัยทัศน์ ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ดังนั้นการตรวจสอบและการเสนอแนะจึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยเราจะเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินฯ เข้าสู่ที่ประชุมสภา ในสัปดาหนี้ เราขอฝากคำถามไปยังนายกฯ ซึ่งท่านพูดเสมอว่าจะใช้เงินจำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพนั้น หากท่านจริงใจขอให้สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ถือเป็นตัววัดใจนายกฯ ว่าจริงใจแค่ไหน ทั้งนี้ ส่วนกฎหมายประกันสังคม เราเห็นแล้วว่าผู้ประกันตนได้รับความเดือดร้อน เราจึงได้เสนอร่าง เพื่อแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 63 เราพบปัญหาเยอะ งบที่ไม่ควรตัด เช่น งบกระทรวงสาธารณสุข งบของกระทรวงศึกษาธิการกลับตัด ส่วนงบกลาโหมหลายตัวที่ควรตัดกลับไม่ตัด ซึ่งในวันที่ 17 มิ.ย.แกนนำของพรรค พท.อาทิ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล กรรมาธิการ นายสุทินจะแถลงที่รัฐสภาอีกครั้ง
ด้านนายโภคินกล่าวว่า เรายกร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.กู้เงินฯ ทั้ง 3 ฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เราเสนอให้ในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ มีกรรมการผู้สังเกตการณ์ 4 คน โดยเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเสนอของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 2 คนและฝ่ายค้าน 2 คน รวม 4 คน ทำหน้าที่เหมือนกรรมการทุกอย่าง เว้นแต่ไม่มีอำนาจนาจหน้าที่ในการลงมติ และรายงานต่อสภาทุก 3 เดือน โดย ส.ส.หรือ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 สามารถเข้าชื่อร้องขอข้อมูลการกู้เงินและการใช้เงินต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ ส่วน พ.ร.ก.เอสเอ็มอีควรจะเน้นการช่วยเหลือผู้ประกาศผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม เราคิดว่าควรจำกัดไว้ว่าแต่ละแห่งไม่เกิน 500 ล้านบาท และทุกแห่งรวมกันต้องไม่เกิน 1 พันล้านบาท และเปิดโอกาสให้วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมตามคำนิยามในกฎหมายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงเงินจำนวนนี้ได้ รวมทั้งเปิดโอกาสให้เขาขอสินเชื่อจากธนาคารได้ไม่เกิน 15 ล้านบาท ส่วนกลุ่มที่เป็นเอ็นพีแอลหรือกำลังจะเป็น อยากให้ช่วยปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนร่าง พ.ร.ก.ตราสารหนี้ เราเสนอให้มีคณะกรรมการผู้สังเกตการณ์ โดยเป็นผู้ทรงวุฒิที่เสนอจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างละ 2 คน ไม่มีอำนาจในการลงมติ หลักการคือหุ้นกู้ออกใหม่ที่รัฐจะเข้าไปช่วยซื้อนั้นต้องไม่เกินร้อยละ 60 และควรจะมีการรายงานให้สภาทราบทุก 3 เดือน ว่าการลงทุนที่ทำไปเป็นอย่างไร รวมถึงให้โอกาส ส.ส. และส.ว.1 ใน 5 เข้าชื่อขอข้อมูลรายละเอียดในการลงทุนด้วย
ด้านนายสุทินกล่าวว่า จะให้ ส.ส.ร่วมลงชื่อและเสนอเข้าที่ประชุมสภา ได้เลยภายในสัปดาห์นี้ ในส่วนของกฎหมายประกันสังคมซึ่งเป็นปัญหาที่พรรค พท.พบ ยืนยันว่าเราจะรับฟังปัญหาจากผู้ประกันตน โดยจะจัดสัมมนาใหญ่ที่พรรค พท.ภายในสัปดาห์หน้า โดยเราจะนำร่างของเราเป็นตุ๊กตาให้ทุกคนมาแสดงความเห็นว่าอยากปรับแก้หรือเสริมแต่งตรงไหน คาดว่าไม่เกินต้นเดือน กรกฎาคมสามารถยื่นเข้าสู่สภาได้เช่นกัน ดังนั้นขอเชิญชวนผู้ประกันตนมาร่วมแสดงความคิดเห็น สำหรับ พ.ร.บ.ถ่ายโอนงบซึ่งอยู่ในการพิจารณาวาระ 2 และ 3 อยากให้ติดตามการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการซึ่งพบปัญหา บางส่วนไม่ควรตัดกลับตัด บางส่วนควรตัดกลับไม่ตัดทิ้ง ส่วนงบประมาณ 64 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาวันที่ 24 กรกฎาคม รัฐบาลยังไม่ส่งเล่มมาให้เลย เราไม่อยากเห็นการส่งเล่มก่อนการอภิปรายเพียงสองสามวัน เพราะจะมีความเกี่ยวโยงไปถึงงบประมาณ 63 งบโอนและงบกู้ ซึ่งเงินไม่รู้ตั้งกี่กอง ถ้าไม่จัดแผนงานให้ดีจะมีปัญหา หวังว่าเราจะได้เล่มภายในสัปดาห์นี้ เพื่อจัดผู้อภิปรายในแต่ละด้าน