เราอยากพบจิตแพทย์ และอยากระบาย คนอื่นมามาแชร์ประสบการณ์กันได้นะ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเราเป็นคนที่พยายามมองโลกในแง่ดีมาตลอด แต่จนตอนนี้เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว จนเราอยากไปพบจิตแพทย์เพราะเราสงสัยว่าตัวเองจะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะเราชอบคิดอยากตายมาตลอด แต่เราก็ยังมีความกลัว ช่วงนี้ก็มักจะร้องไห้ไม่มีสาเหตุบ่อยๆ บางครั้งเวลาที่ทะเลาะกับแม่หรือคิดถึงคำพูดของแม่ เราก็มักจะหาทางระบายอารมณ์โดยการทำร้ายตัวเอง เช่น ตบหน้า หรือไม่ก็ชกตามต้นไม้หรือกำแพง ไม่ก็จิกตัวเอง แต่เราก็ยังรู้สึกไม่พอใจ บางครั้งเราดูหนังตลกเราก็มักจะคิดขึ้นมาว่าตายแบบไหนถึงจะดี แล้วก็หัวเราะคนเดียวจนบางที่คิดว่าตัวเองบ้า555 เราคิดอยากตายมาตั้งแต่เราอยู่อนุบาลแล้ว น่าจะตั้งแต่ช่วงที่เราย้ายมาอยู่กับแม่ไม่นานนักประมาณอนุบาล2 เราความจำดีเพราะเราเข้าเรียนก่อนเกณฑ์2ปี แต่พอย้ายมาอยู่กับแม่เราก็เลยต้องอยู่ซ้ำอนุบาลตามเกณฑ์รัฐ ทั้งๆที่ต้องขึ้นป.1แล้ว (แม่มีสามีใหม่ ก่อนหน้าเราอยู่กับตายายอีกจังหวัดนึงแล้วแม่ก็ไปรับเรามาอยู่ด้วย) เพราะว่าแม่ชอบด่าทอและทุบตีเราเวลาเราดื้อ หรือเก็บของไม่เป็นที่ ยิ่งเวลานอนแม่ก็จะหยิกเรา เพราะเราชอบนอนกอดแม่จนทำให้แม่ลำคาญ
    แม่ไม่ยอมให้เรากอดตั้งแต่เด็ก พอโตมาเรารู้สึกไม่อยากให้ใครมาถูกตัวเท่าไหร่ แม้แต่แม่เอง เราจะรู้สึกเสียวสันหลังมากๆ โดยเฉพาะกับแม่เวลาแม่จับตัวเราเราจะรู้สึกอึดอัดมาก
    ช่วงแรกที่ถูกแม่ทุบตี เราพยายามหนีแม่ทั้งปีนขึ้นต้นไม้ หนีออกจากบ้านไปหลบแถวๆปากซอยเข้าบ้าน (บ้านที่เรามาอยู่เป็นบ้านสวน แน่นอนว่าต้นไม้จะต้องเยอะกว่าบ้านคน) ซึ่งพอคิดย้อนไปมันก็ตลอกดีที่เด็กอนุบาลหนีออกจากบ้านแบบนั้น555
    และตอนนี้เราก็กำลังรู้สึกว่าเป็นทุกข์มากๆจากการที่ต้องทนเรียนในสิ่งที่เราไม่ได้อยากเรียนเท่าไหร่นัก คือเราอยากเรียนเทคนิคการแพทย์ แต่ตอนนั้นแม่ไม่อนุญาตให้เราเรียน แม่อยากให้เราเรียนบริรักษ์ทำงานในโรงพยาบาล เพราะป้ามาบอกว่าเรียนบริรักษ์ดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ทั้งๆที่ป้าแกก็ไม่ได้เรียน หรือไม่ก็ให้เราเรียนอาชีวะ ซึ่งแน่นอนว่าเราย่อมต้องอึดอัดใจกับตัวเลือกที่แม่เสนอมาให้ เพราะถ้าเราเรียนอาชีวะเราก็ต้องไปกลับกับพี่สาวที่เป็นญาติกัน(แต่เราก็ปฏิเสธที่จะไม่เรียน) และแน่นอนเราก็ต้องเรียนสาขาเดียวกับที่พี่เราเรียน ส่วนบริรักษ์แม่ก็ให้พี่ชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเรามาเรียนเป็นเพื่อนเรา(แม่จัดการสมัครเรียนให้เรียบร้อย555) (ตอนนั้นพี่เราทำงานเป็นพยาบาลทหารอยู่ แต่เราไม่รู้ข้อมูลแน่ชัด แม่บอกว่าเป็นแค่ช่วงที่พี่เกณฑ์ทหารเท่านั้น และพี่ก็กำลังจะปลด)    แต่เราก็รั้นที่จะไม่เรียนเราเลยไปสมัครเรียนที่ คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาฟิสิกส์ เพราะมันเป็นวิชาที่เราคิดว่าเราจะสามารถทนเรียนมันจนจบได้ เพราะวิชานี้เป็นวิชาที่เราเรียนได้ดีในตอนม.ปลาย แต่ก็แน่นอนที่แม่ยอมให้เรียนก็เพราะพี่สาวที่เป็นแฟนของพี่ชายก็เรียนคณะนี้ แต่แค่อยู่คนละสาขากับเราเท่านั้นเอง เรียนไปเราก็ไม่ได้รู้สึกมีปัญหาอะไรมาก เพราะตอนนี้เกรดเราก็อยู่ที่ 3 กว่าๆ แต่เราก็เริ่มรู้สึกกดดันตัวเองมากขึ้น เพราะแม่ชอบพูดว่า `เราต้องเรียนให้จบ เรียนให้ดี เพราะมีคนคอยซ้ำเติมแม่อยู่ ,เราต้องทำตัวดีๆไม่งั้นจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน’ หรือบางทีเราใช้เงินเยอะเนื่องจากต้องซื้ออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานก็จะโดนแม่บ่น ยิ่งช่วงนี้การเรียนยิ่งเข้มข้นขึ้นมันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเรียนมันเลยทำให้เรารู้สึกไม่มีความสุข และคิดย้อนไปเสมอว่าตอนนั้นน่าจะแอบแม่ไปสมัครเรียนเทคนิคการแพทย์
    และตอนนี้เราก็รู้สึกเหนื่อยมากๆ เพราะเราต้องกู้กยศ.ด้วย ปัญหาของเราคือการที่ต้องมาวิ่งตามเก็บชม.จิตอาสา ซึ่งเราเหนื่อยมากๆ เราเรียนเทอมนึงก็7-8วิชาแล้ว ยังไม่นับรวมเวลาที่อ.บางท่านจะนัดเรียนเพิ่ม และกิจกรรมในสาขาที่เราจะต้องทำ ซึ่งที่มอ.เราเนี่ยเวลาจะทำจิตอาสาก็ต้องไปลงชื่อที่สำนักงาน ซึ่งทางสำนักงานเค้าก็จะโพสต์ลงเพจว่าจะมีงานตอนไหน แต่เรามักจะไปลงไม่ทันเสมอ เนื่องจากคนกู้กยศ.มีเยอะมาก แถมเวลาเรียนเราก็ไม่ว่างพอที่จะไปลงชื่อ จะโดดเรียนไปทำจิตอาสาก็ไม่ได้ (เคยคิดกับเพื่อนเล่นๆว่า ทั้งๆที่เราก็กู้นะ จบไปก็ต้องเอาเงินมาใช้คืนทำไมเราต้องมาตามเก็บชม.จิตอาสาเยอะขนาดนี้ แล้วเด็กที่ได้ทุนฟรี ทำไมถึงไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องรักษาเกรด (เพื่อนเราคนนึงเป็นเด็กทุน แต่เกรดอยู่ในขั้นวิกฤติอีกนิดก็จะโดนไทล์แล้ว ซึ่งตอนนี้เราก็พยายามช่วยเพื่อนอยู่ อ.บางท่านก็พยายามช่วย) ไม่ต้องมาทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น)
    และตอนนี้หลังจากที่เกรดเทอมล่าสุดออกมา ซึ่งมีวิชานึงที่เราได้D+ ถึงจะเป็นวิชาเดียวตั้งแต่เรียนมาก็เถอะ ตอนแรกเราก็ไม่รู้สึกเครียดอะไร ที่ไม่สามารถได้เกียรตินิยมแล้ว แต่จู่ๆเพื่อนอีกคนนึงพอรู้ว่าเราได้D+บวกก็ทักมาหาเรา บอกเราว่าเพื่อนที่เราพยายามช่วยดึงเกรดได้C+ เราก็ตกใจและเริ่มเครียดขึ้นมาว่าเราผิดพลาดตรงไหน ตอนสอบเราก็สอบได้คะแนนสูงกว่า แล้วทำไมเกรดถึงออกมาอย่างนี้ แล้วหลังจากเราโพสต์เกรดลงสตอรี่ พี่ๆและเพื่อนๆก็ทักมาให้กำลังใจกับเรา เพราะเห็นว่าเราอาจจะเครียด เนื่องจากเรียนได้ไม่ต่ำกว่าCมาตลอด เราก็ปฏิเสธไปว่าไม่เป็นไร ทั้งๆที่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกเครียด พี่ๆพวกนั้นเค้าเลยบอกว่าโดนกันทุกปีเป็นประจำ เราก็เลยหายเครียดมาบ้าง และก็ยังมีเพื่อนอีกคนที่เรียนดีมากๆก็ได้เกรดเท่าเราเราเลยไม่คิดอะไรแล้ว แต่เราห่วงเพื่อนคนที่ได้C+คนนั้นมากกว่า คือเพื่อนทุกคนรู้ว่าเพื่อนคนนี้เรียนไม่ค่อยดี แล้วยังได้เกรดมากกว่าเพื่อนคนอื่นๆ เราเลยเครียดแทนเพื่อน และเพื่อนคนนี้ก็รู้ว่าอ.พยายามช่วยเลยโทรมาขอโทษเราเพราะรู้สึกผิด555 แต่เราไม่ได้โกรธ เพราะอาจจะผิดที่ตัวเราเองนั่นแหละ
    บางคนก็คงจะคิดว่าแล้วจะเลือกเรียนสาขานี้ทำไม คำตอบเราคือ มันเป็นอาชีพที่ถ้าเราจบมาแล้วสามารถบรรจุได้ก็จะทำให้แม่อยู่สบาย และเราไม่อยากให้แม่อายคนอื่น เพราะคำพูดที่แม่ชอบพูดกับเราตลอดว่ามีคนที่คอยเหยียบแม่มาตลอดถ้าเราทำตัวไม่ดีแม่ก็จะโดนเหยียบ โดนซ้ำเติม
     ซึ่งเราก็ได้แต่คิดว่านี่เรายังดีไม่พอหรอตอนเรียนเราก็ได้Top3 มาตลอด มหาลัยเราก็ได้อันดับ 1 ของสาขานะ
    แม่สั่งห้ามไม่ให้คบเพื่อนไหนตั้งแต่ประถมถึงมหาลัยเราก็ไม่ได้คบ ไม่ให้มีแฟนเราก็ไม่มีอยู่แล้ว ไม่ชอบเพื่อนคนไหนของเราเราก็รับฟังตลอด ไม่ให้ไปเที่ยวกับเพื่อนเราก็ไม่ไป(เพื่อนชวนไปกินเลี้ยงที่บ้าน ไม่ก็ไปกินหมูกะทะ55) เราก็อยู่แต่บ้านตลอด เหล้าไม่ดื่มทั้งๆที่แม่ก็ดื่ม บุหรี่ไม่สูบทั้งๆที่แม่ก็สูบ ไม่พูดคำหยาบทั้งๆที่แม่พูดกับเราตลอด ทำตัวมีมารยาทกับทุกคน (แต่อาจจะเพราะเราไม่ได้พูดคะขากับแม่)
    ตอนเด็กๆเวลาครูนัดเราไปทำกิจกรรมแม่ไม่ให้ไปเราก็ไม่ไป(เราเป็นเด็กกิจกรรม แข่งนู่นแข่งนี่ให้รร. ครูก็เลยมักจะนัดไปติว ซึ่งแน่นอนว่าแม่ไม่สนับสนุนให้เราทำกิจกรรม แต่เราก็รั้นจนได้555) จนครูฉีกรูปเราในสมุดปพ.ออกแล้วขยำโยนทิ้งถังขยะ แต่เพื่อนเก็บมาให้ (เรื่องนี้เราไม่เคยบอกแม่เลยตั้งแต่ป.6) ไม่ให้เราเรียนพิเศษเราก็ไม่เรียน เกรดเราตกจาก3.9มา3.7ก็บอกว่าไม่ดี ไปเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟังว่าเราไม่ตั้งใจเรียน ทั้งๆที่เราพยายามมาคนเดียวอยู่ตลอด เราพยายามคิดว่าแม่ก็แค่อยากอวดว่าลูกตัวเองเก่ง555 เวลาเพื่อนนัดทำงานแม่ไม่ให้ไปเราก็ไม่ไปแล้วให้เงินเพื่อนไปแทน จนเราได้ยินจากเพื่อนอีกคนว่ามันบ่นว่าเราไม่ยอมช่วยงาน หลังๆเราเลยรับงานบางส่วนมาทำเองที่บ้านแล้วก็จะโดนแม่บอกว่าเราหน้าใหญ่ ทำตัวเป็นลูกเศรษฐี ทั้งๆที่ของที่เอามาทำงานคนในกลุ่มก็ช่วยกันออกทั้งนั้น ตอนเด็กแม่ห้ามไม่ให้เราพูดเราก็ไม่พูด พอโตมาเราไม่ค่อยพูดก็บ่น555 ตั้งแต่เด็กเวลาเดินตลาดแล้วเราพยายามจับมือจับเสื้อแม่ แต่ก็โดนแม่หยิกมาทุกครั้ง เราก็ปรับตัวโดนการไม่จับแม่ สุดท้ายก็หลง พอแม่มาเจอก็โดนตีใหญ่555 แต่หลังๆเราก็พยายามปรับตัวโดยการเดินให้เร็วขึ้นจะได้ตามแม่ทัน เพราะแม่เดินเร็วมากกกกก เราเป็นคนไม่แต่งตัว ไม่แต่งหน้า นี่เรายังดีไม่พออีกหรอ
    และเราต้องยอมรับว่าเราก็มีเถียงแม่ ตะคอกใส่แม่ จุดนี้เลยทำให้แม่มองว่าเรายังไม่ดีพอ อาจถึงขั้นเลว555 แต่ที่เราทำอย่างนั้นเราก็แค่อยากให้แม่รู้ความรู้สึกของเราที่เราต้องโดนมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้เวลาเรานอนหลับบางครั้งเราก็จะสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงแม่ตะคอก แต่จริงๆเราแค่หูแว่วไปเอง ไม่ก็สะดุ้งตื่นเพราะกลัวว่าแม่จะกระทืบเรา(แม่เคยกระทืบเรา เพราะเราตื่นสาย แต่เราก็มีเหตุผลของเราที่เราตื่นสาย เพราะใกล้ช่วงแข่ง แล้วตอนกลางคืนเราเลยนอนไม่หลับ แล้วตอนเช้าแม่ก็รีบเข้าสวนแต่ต้องไปส่งเราไปเรียน แม่บอกเรียกตั้งนานไม่ยอมตื่นเลยขึ้นมากระทืบเราถึงที่นอน555 ปล.เราแยกที่นอนกับแม่ตั้งแต่อนุบาล3 หลังจากที่แม่ทนไม่ไหวที่เราชอบนอนกอดแม่ แม้ว่าแม่จะทำทุกวิถีทางแล้ว555) เวลาแม่ทิ้งเราอยู่บ้านคนเดียว แล้วออกไปหาเพื่อนเราก็ไม่เคยโวยวาย แค่อยากให้แม่รู้ว่าเราเหงา555
    เราเริ่มเถียงแม่ตั้งแต่เราอยู่ม.2-ม.3 เพราะเราทนไม่ไหวที่แม่ชอบไปบอกกับครูที่เค้าติวให้เราว่าเราไม่อ่านหนังสือตามที่ครูให้ไป เอาแต่อ่านนิยาย อ่านการ์ตูน ทั้งๆที่แม่เอาของพวกนั้นไปเผาทิ้งตั้งนานแล้ว แล้วก็บอกครูว่าอยู่บ้านเราชอบเถียงทั้งๆที่เราไม่เคยเถียงซักครั้ง ขนาดตอนที่แม่เผาหนังสือเราเราก็ยังเงียบ และแม่ก็บอกครูว่าอยู่บ้านเราดื้อ ชอบเขียนในสมุดที่รายงานครูว่าอยู่บ้านเราขี้เกียจ ไม่ช่วยงานบ้าน ต่อหน้าครูเราก็ได้แต่เงียบ ไม่พูดอะไร ในใจเราตอนนั้นคือ คำถามที่เราอยากจะย้อนถามแม่และอยากบอกแม่ และที่เราไม่อ่านหนังเพราะเราสามารถจำมันได้ ถ้ามีคนอ่านให้ฟังแค่รอบเดียว เราอ่านการ์ตูนอ่านนิยายเพราะอยากรู้ว่าตัวละครพวกนั้นใช้ชีวิตยังไง ต้องทำยังไง เพราะเราเริ่มที่จะพูดคุยหรือทำตัวกับคนอื่นๆไม่ถูก แม้แต่กับเพื่อนเราก็ไม่รู้จะคุยอะไร เรื่องงานบ้าน ตอนเด็กๆเราทำนะ ช่วยแม่กวาดบ้าน ซักผ้า ล้างจาน แต่เวลาทำก็มักจะโดนแม่ด่าไม่ก็ตีหรือหยิกตลอด (เราพยายามช่วยแม่ตั้งแต่อ.3) แม่บอกว่าเรากวาดบ้านไม่สะอาด ซักผ้าก็ไม่สะอาดทั้งๆที่หัวเรายังไม่พ้นเครื่องซักผ้าด้วยซ้ำขนาดเอาเก้าอี้มาต่อแล้วก็แทบจะตกลงไปในเครื่องซักผ้า555 เวลาล้างจานก็ชอบทำจานแตกอันนี้เราจำได้ดี เพราะตอนนั้นแม่หยิบไม้กวาดมาฟาดเราจนเป็นรอยแดงหลายรอยเพราะทำแก้วแตก555 จนโดนแม่ไล่ออกจากบ้านไล่ให้ไปอยู่กับพ่อ บอกว่าเรามีเลือดชั่วเหมือนพ่อก็ให้ไปอยู่ด้วยกัน ปล.ถึงจะโดนไล่หลายรอบแล้วก็เถอะ แต่พอจะไปจริงๆแม่ก็ไม่ให้ไป555และเราก็เอาข้ออ้างพวกนั้นมาอ้างกับตัวเองที่จะไม่ทำงานบ้าน ตรงนี้เราก็ผิดสินะ เราแค่กลัวมาตลอดว่าถ้าเราทำไม่ดีเราก็จะโดนแม่ทำเหมือนตอนเราเป็นเด็ก
    แต่ที่ทำให้เราระเบิดอารมณ์จริงๆ เป็นตอนที่เราโดนคนอื่นใส่ร้ายตอนม.2 คือตอนเย็นช่วงหน้าผลไม้ แม่จะวุ่นมากเลยมารับช้า เราก็เลยมักจะไปรอที่บ้านญาติของพ่อเลี้ยง แต่บ้านเพื่อนเราก็อยู่ติดกับบ้านญาติพ่อเลี้ยง และแม่ก็รู้จักกับครอบครัวนี้ วันนั้นเพื่อนชวนเราไปกินขนมกันซึ่งมันไม่ไกลมากนัก เราก็เอากระเป๋าไปไว้บ้านญาติพ่อเลี้ยงพร้อมกับบอกป้าที่เป็นญาติกับพ่อเลี้ยงว่าเราจะไปกินขนมกับเพื่อน(เราบอกชื่อร้านกับป้าแกด้วย) พอเราไปถึงร้านซักพักกำลังนั่งกินขนมกับเพื่อน ป้าของเพื่อนก็โทรบอกเพื่อนให้พาเรากลับเพราะแม่มาคอยเราแล้ว เราก็กลับไป พอแม่เห็นหน้าเราแม่ก็พุ่งมาตบตี แล้วถามว่าเราไปไหนมา เราก็บอกว่าไปกินขนมกับเพื่อนมาแล้วแม่ก็บอกว่าทำไมเราไม่บอกป้าได๋ไว้(ญาติของพ่อเลี้ยง)เราก็บอกไปว่าเราบอกแล้ว แม่ก็หาว่าโกหก และ ป้าได๋ก็พูดขึ้นมาว่าเราไม่ได้บอก ให้แม่ระวังเราไว้เดี๋ยวเราจะหนีตามผู้ชายเข้าสักวัน สุดท้ายก็เรียนไม่จบ เราเป็นเด็กไม่ดี แม่ก็ยิ่งเลือดขึ้นหน้าตบตีเราใหญ่ทั้งที่เราก็ปฏิเสธ สุดท้ายก็ลากเรากลับไปตีที่บ้าน ในใจเราตอนนั้นคือแค้นป้าได๋มากๆ ขนาดป้าเพ็ญที่เป็นป้าของเพื่อนเค้ายังบอกกับแม่เลยว่าเราบอกไว้แล้วว่าเราออกไปหาขนมกินกับเพื่อน แม่ก็ไม่เชื่อ นั่นคื่อการเถียงแม่ครั้งแรกของเรา
    ที่เราอยากพบจิตแพทย์อีกสาเหตุนึงคือเราเริ่มกลัวว่ามันจะมีผลกระทบต่อตัวเราในอนาคต เนื่องจากตอนนี้เรารู้สึกไม่อยากพบเจอใคร กลัวส่งผลกระทบถ้าเราออกฝึกหรือไปสอนคนอื่น
ปล.ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่สามารถระบายออกมาได้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่