เฉียด..
ราสส์ กิโลหก
สมหญิงในชุดนักเรียนมัธยมนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนรถเมล์ประจำทาง ซึ่งกำลังวิ่งคืบคลานอย่างเชื่องช้าเพราะความหนาแน่นของประชากรรถยนต์ สายตาของเธอเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม มองออกไปที่ด้านนอกบรรยากาศมืดครึ้ม มีเสียงฟ้าร้องมาให้ได้ยินเป็นช่วงๆเป็นอาการธรรมชาติที่บ่งบอกว่าฝนกำลังจะตก..
เธอนึกตำหนิตัวเองที่ไม่สมควรเดินทางไปบ้านของ ติ๋ว เพื่อนนักเรียนห้องเดียวกันเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ครั้นจะบอกปัดก็ไม่ได้เพราะเพื่อนๆในห้องไปกันหลายคน จึงจำใจไปเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ เพราะเป็นงานวันเกิดของเขา บ้านเพื่อนที่จัดงานอยู่นอกตัวเมือง
ถึงแม้ว่าจะตั้งใจกลับให้เร็วที่สุด แต่ถึงเวลาจริงๆกว่าจะออกมาได้ก็ล่วงเลยถึงพลบค่ำ การเดินทางกลับถึงบ้านคงต้องใช้เวลานานเพราะรถติดเป็นตังเมแบบนี้ แถมลงจากรถเมล์แล้วยังต้องเดินเข้าซอยอีกเป็นกิโลฯ.
สมหญิงอาศัยอยู่กับแม่เพียง 2 คน และเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านพัก ทุกๆวันเธอจะกลับถึงบ้านไม่เคยเกิน 5โมงเย็น ส่วนแม่ทำงานที่โรงพยาบาลของรัฐ ถ้าวันไหนต้องเข้าเวรบ่ายจะออกเวรเที่ยงคืนและกลับบ้าน แต่บางครั้งมีเหตุบางอย่างอาจกลับเช้า
วันนี้แม่สมหญิงอยู่เวรบ่าย และจะออกเวรตอนเที่ยงคืน ที่ผ่านมาเรื่องการกลับบ้านของสมหญิงแม่ไม่ค่อยห่วง เพราะรู้ว่าลูกสาวจะกลับถึงบ้านประมาณ 5 โมงเย็นทุกวัน ไม่เคยไปเกเรที่ไหน ถ้าเวรเช้า แม่-ลูกก็จะเจอหน้ากันที่บ้านตอนเย็นตามปกติ ชีวิตประจำวันของแม่ลูกคู่นี้จะเป็นอย่างนี้มาตลอด สำหรับวันนี้เป็นครั้งแรกที่สมหญิงออกนอกเส้นทาง และเด็กสาวไม่บอกแม่ว่าวันนี้จะไปไหน
รถเมล์มาถึงปากซอยเวลาประมาณ 2ทุ่ม ฝนตกลงมาก่อนแล้ว สายฝนพรำๆแต่ไม่ถึงกับหนักพอจะเดินฝ่าไปได้ เธอลงจากรถด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เพราะจะต้องเดินจากถนนใหญ่เข้าไปในซอยเกือบ 2กิโลเมตรเป็นเบื้องต้น จากนั้นจะต้องเดินเข้าซอยแยกเล็กๆอีกประมาณ 200 เมตรจึงจะถึงตัวบ้าน ซอยแยกเล็กๆนี้จะเปลี่ยวมากเพราะสองทางเป็นป่าละเมาะไม่มีบ้านผู้คน คนเดินผ่านน้อยมาก เนื่องจากเป็นซอยตัน และท้ายซอยมีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง
ลงจากรถเมล์ มีคนเดินประปรายเพราะฝนตก ร้านค้าซึ่งขายอาหารตามสั่งมีคนนั่งกินเหล้าอยู่ 2-3 โต๊ะคุยกันเอ็ดตะโรเสียงดัง พอสมหญิงเดินผ่านหน้าร้านค้า.เสียงพวกที่นั่งอยู่ตามโต๊ะอาหารตะโกนมาทางสมหญิง พูดจาแทะโลมตามประสาพวกขี้เมา
“ลูกสาวใคร วะ ? กลับบ้านมืดค่ำไม่กลัวฝนกลัวฟ้าหรือ ไง?”
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกดังตามมา
เด็กสาวไม่สนใจหรือหันไปมอง เธอเอากระเป๋านักเรียนวางเทินไว้บนหัวเพื่อป้องกันละอองฝนที่ตกอยู่พรำๆ และรีบเดินเข้าซอยอย่างรวดเร็ว ซอยนี้เป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 5 เมตร สองข้างทางมีบ้านตั้งอยู่เป็นช่วงๆ บางช่วงไม่มีบ้านก็เป็นที่ว่างมีต้นไม้ขึ้นอยู่เต็มพื้นที่ ตลอดแนวถนนไม่มีไฟริมถนนเพื่อให้ความสว่างเหมือนซอยอื่นๆ เธอต้องอาศัยไฟที่เปิดตามรั้วบ้านข้างทาง เป็นแสงสว่างนำทาง ฝนตกตั้งแต่ช่วงเย็นทำให้มีน้ำนองบนพื้นถนน ขณะที่เดินเหยียบย่ำลงไป รองเท้าจะกระทบน้ำเสียงดังเปาะแปะๆไปตลอดทาง
บรรยากาศมืดสลัว มีเสียงซ่าๆของสายฝนอยู่ตลอดเวลา บนท้องฟ้ามีเสียงครางดังเป็นระยะๆ ฟ้าแลบเป็นแสงยาวบนท้องฟ้าดูสวยงาม แต่แฝงถึงความน่ากลัว ฟ้ายังรั่วไม่หยุด.
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในซอยความวังเวงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เหมือนเดินอยู่คนเดียวในโลกนี้ ตลอดเส้นทางไม่มีผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆให้เห็น เด็กสาวเริ่มมีความรู้สึกใจสั่น เพราะรอบๆตัวมีแต่ความมืด ความเย็นจากอากาศรอบตัวทำให้ร่างกายสั่นสะท้านจากความหนาวเย็น เธอมีความรู้สึกว่าทำไมวันนี้การเดินเข้าบ้านระยะทางมันเหมือนไกลแสนไกล ทั้งที่ซอยนี้เธอเดินมาตั้งแต่เป็นเด็ก มันเหมือนไม่ใช่ถนนที่เธอเคยเดิน เพราะบรรยากาศที่แปรปรวนและแตกต่างจากที่เคยเป็น..
เดินไปท่ามกลางความหวาดกลัวและหวาดระแวงไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะมีเสียงอะไรดังขึ้นจะสะดุ้งตกใจทุกครั้ง บางช่วงที่เป็นที่ว่างไม่มีบ้านอยู่ริมทาง เธอจะรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่มีบ้านตั้งอยู่ขณะที่วิ่งเสียงจะดังก้องในความมืด
เดินมาได้ครึ่งซอย ปรากฏมีเสียงอย่างหนึ่งดังมาทางด้านหลังมันเป็นเสียงเหมือนล้อรถจักรยานกรีดลงไปบนแผ่นน้ำ
แซดๆๆๆๆๆ
เสียงดังก้องในความมืด เธอหันหลังกลับไปมอง พยายามเพ่งสายตาดู ก็เห็นไม่ชัดเพราะมืด จนเสียงนั้นใกล้ถึงตัว จึงพบว่าเป็นคนขี่รถจักรยานมองเห็นเงาดำตะคุ่ม นึกดีใจที่จะมีเพื่อนในยามคับขัน แต่รถจักรยานยังคงวิ่งดิ่งอย่างเร็วไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้เด็กสาวต้องผิดหวังเพราะคนที่ขี่รถจักรยานไม่สนใจมองมาที่เธอเลย เขาขี่ผ่านเธอไปอย่างรวดเร็วเหมือนจะรีบไปที่ไหนซักแห่ง ที่พอจะสังเกตได้ก็เพียงคนขี่เป็นผู้ชายหน้าตามองไม่ชัดเพราะรถจักรยานวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแสงสว่างก็มีน้อย.
เสียงฟ้ายังคำรามดังเป็นระยะๆ
บรรยากาศดูน่ากลัวจริงๆ เดินมาจนใกล้ถึงซอยเล็กที่จะแยกเข้าบ้านเด็กสาวมีกำลังใจมากขึ้น เพราะจะถึงบ้านแล้ว นึกเข็ดขยาดจากเหตุการณ์ในคืนนี้และสาบานว่า จะไม่ยอมกลับบ้านมืดค่ำแบบนี้อีก รีบเดินลงจากถนนคอนกรีตเพื่อเลี้ยวเข้าซอยเล็ก แสงสว่างจากฟ้าแลบซึ่งเกิดเป็นช่วงๆเหมือนเป็นไฟส่องทางอย่างดี เด็กสาวเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นเพราะอยากกลับให้ถึงบ้านเร็วที่สุด
เดินมาได้ประมาณ 50 เมตรถึงบริเวณใกล้ๆโคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งทะมึนอยู่ข้างทาง กำลังจะเดินผ่านไปปรากฏว่าเสียงฟ้าร้องสนั่นขึ้นมาจนแสบหู แสงสว่างทาบจากฟ้าลงสู่พื้นดิน
พลัน !
เด็กสาวตกใจจนสะดุ้งเมื่อสายตาเธอมองกระทบเข้ากับสิ่งของบางอย่าง มันคือรถจักรยานซึ่งจอดแอบอยู่ด้านหลังต้นไม้ลักษณะพิงอยู่ข้างลำต้น .จักรยานใครมาจอดอยู่แถวนี้ ไม่มีเวลาคิดอะไรหญิงสาวรีบสาวเท้าก้าวเดินเกือบเป็นวิ่งเพราะจะถึงบ้านแล้ว .
ทันใดนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว ปรากฏว่ามีเงาดำพุ่งเข้ามาที่ตัวเธออย่างรวดเร็ว
หญิงสาวตกใจจนจนทำอะไรไม่ถูกเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ความรู้สึกรับรู้ต่อมาคือมีสิ่งหนึ่งเข้ากอดรัดตัวไว้ ด้วยน้ำหนักและพละกำลังที่แข็งแรง ทำให้หญิงสาวล้มลงกับพื้นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างกายนอนหงายโดยมีสิ่งแปลกปลอมทับคร่อมอยู่บนตัว ด้วยความตกใจกรีดร้องออกมาจนสุดเสียงพร้อมขยับตัวเพื่อดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด
แต่ !..
มือที่หนาและหยาบเป็นกระดาษทรายคว้าหมับเข้าที่ปากกดบีบจนปากขยับไม่ได้
สิ่งนั้นคือมนุษย์ที่ร่างกายกำยำ มันไม่รอช้าขยับตัวทับร่างของเด็กสาวเพื่อไม่ให้เคลื่อนไหวอีกต่อไป
เด็กสาวยังร้องดิ้นเพื่อเอาตัวรอดแต่เหมือนนรกแกล้ง ฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกลบเสียงร้องของเหยื่อสาว แสงสว่างจากสายฟ้าแลบ
แปล๊บๆๆทาบลงมาเป็นสายทำให้มองเห็นหน้าเจ้าผู้ร้ายได้ชัดเจน
หน้าตามันดูน่ากลัวตาพองโตเหมือนปีศาจร้าย
เธอพยายามดิ้นรนกรีดร้องและสะบัดหน้าให้พ้นจากมือที่ปิดปากเพื่อจะตะโกนให้คนช่วย แต่ความหวังก็เลือนราง เพราะสู้แรงกดของเจ้าคนร้ายไม่ไหว เหยื่อสาวสิ้นฤทธิ์ร่างกายอ่อนแรงจนหยุดนิ่ง..
“ อย่าร้อง นะ ! ถ้าไม่เชื่อจะหักคอทิ้งเดียวนี้อยู่เฉยๆ”
เสียงห้าวและสั่นพูดที่ข้างหูของเด็กสาว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวหึ่งจากปากกระทบเข้าที่หน้าจนแทบอาเจียน แม้จะสิ้นเรี่ยวแรงแต่สัญชาติญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ แม้จะมีความหวังเพียงน้อยนิด เหยื่อสาวรวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายออกแรงดิ้นอีกครั้ง แต่ต้องสะดุ้งจนตัวงอเพราะโดนบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าท้องจนจุก หายใจไม่ทัน เรี่ยวแรงหายไปหมดไม่มีกำลังที่จะร้องอีก มันจัดการลากตัวเธอที่อ่อนปวกเปียกจากพื้นดินบนทางเข้าไปในพงหญ้าที่ขึ้นอยู่หนาแน่นข้างทาง (มีต่อ)
เฉียด !
ราสส์ กิโลหก
สมหญิงในชุดนักเรียนมัธยมนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนรถเมล์ประจำทาง ซึ่งกำลังวิ่งคืบคลานอย่างเชื่องช้าเพราะความหนาแน่นของประชากรรถยนต์ สายตาของเธอเหลือบมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ เวลาเกือบหนึ่งทุ่ม มองออกไปที่ด้านนอกบรรยากาศมืดครึ้ม มีเสียงฟ้าร้องมาให้ได้ยินเป็นช่วงๆเป็นอาการธรรมชาติที่บ่งบอกว่าฝนกำลังจะตก..
เธอนึกตำหนิตัวเองที่ไม่สมควรเดินทางไปบ้านของ ติ๋ว เพื่อนนักเรียนห้องเดียวกันเมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ครั้นจะบอกปัดก็ไม่ได้เพราะเพื่อนๆในห้องไปกันหลายคน จึงจำใจไปเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ เพราะเป็นงานวันเกิดของเขา บ้านเพื่อนที่จัดงานอยู่นอกตัวเมือง
ถึงแม้ว่าจะตั้งใจกลับให้เร็วที่สุด แต่ถึงเวลาจริงๆกว่าจะออกมาได้ก็ล่วงเลยถึงพลบค่ำ การเดินทางกลับถึงบ้านคงต้องใช้เวลานานเพราะรถติดเป็นตังเมแบบนี้ แถมลงจากรถเมล์แล้วยังต้องเดินเข้าซอยอีกเป็นกิโลฯ.
สมหญิงอาศัยอยู่กับแม่เพียง 2 คน และเรียนหนังสืออยู่ชั้น ม.6 ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านพัก ทุกๆวันเธอจะกลับถึงบ้านไม่เคยเกิน 5โมงเย็น ส่วนแม่ทำงานที่โรงพยาบาลของรัฐ ถ้าวันไหนต้องเข้าเวรบ่ายจะออกเวรเที่ยงคืนและกลับบ้าน แต่บางครั้งมีเหตุบางอย่างอาจกลับเช้า
วันนี้แม่สมหญิงอยู่เวรบ่าย และจะออกเวรตอนเที่ยงคืน ที่ผ่านมาเรื่องการกลับบ้านของสมหญิงแม่ไม่ค่อยห่วง เพราะรู้ว่าลูกสาวจะกลับถึงบ้านประมาณ 5 โมงเย็นทุกวัน ไม่เคยไปเกเรที่ไหน ถ้าเวรเช้า แม่-ลูกก็จะเจอหน้ากันที่บ้านตอนเย็นตามปกติ ชีวิตประจำวันของแม่ลูกคู่นี้จะเป็นอย่างนี้มาตลอด สำหรับวันนี้เป็นครั้งแรกที่สมหญิงออกนอกเส้นทาง และเด็กสาวไม่บอกแม่ว่าวันนี้จะไปไหน
รถเมล์มาถึงปากซอยเวลาประมาณ 2ทุ่ม ฝนตกลงมาก่อนแล้ว สายฝนพรำๆแต่ไม่ถึงกับหนักพอจะเดินฝ่าไปได้ เธอลงจากรถด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เพราะจะต้องเดินจากถนนใหญ่เข้าไปในซอยเกือบ 2กิโลเมตรเป็นเบื้องต้น จากนั้นจะต้องเดินเข้าซอยแยกเล็กๆอีกประมาณ 200 เมตรจึงจะถึงตัวบ้าน ซอยแยกเล็กๆนี้จะเปลี่ยวมากเพราะสองทางเป็นป่าละเมาะไม่มีบ้านผู้คน คนเดินผ่านน้อยมาก เนื่องจากเป็นซอยตัน และท้ายซอยมีบ้านอยู่ไม่กี่หลัง
ลงจากรถเมล์ มีคนเดินประปรายเพราะฝนตก ร้านค้าซึ่งขายอาหารตามสั่งมีคนนั่งกินเหล้าอยู่ 2-3 โต๊ะคุยกันเอ็ดตะโรเสียงดัง พอสมหญิงเดินผ่านหน้าร้านค้า.เสียงพวกที่นั่งอยู่ตามโต๊ะอาหารตะโกนมาทางสมหญิง พูดจาแทะโลมตามประสาพวกขี้เมา
“ลูกสาวใคร วะ ? กลับบ้านมืดค่ำไม่กลัวฝนกลัวฟ้าหรือ ไง?”
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างสนุกดังตามมา
เด็กสาวไม่สนใจหรือหันไปมอง เธอเอากระเป๋านักเรียนวางเทินไว้บนหัวเพื่อป้องกันละอองฝนที่ตกอยู่พรำๆ และรีบเดินเข้าซอยอย่างรวดเร็ว ซอยนี้เป็นถนนคอนกรีตกว้างประมาณ 5 เมตร สองข้างทางมีบ้านตั้งอยู่เป็นช่วงๆ บางช่วงไม่มีบ้านก็เป็นที่ว่างมีต้นไม้ขึ้นอยู่เต็มพื้นที่ ตลอดแนวถนนไม่มีไฟริมถนนเพื่อให้ความสว่างเหมือนซอยอื่นๆ เธอต้องอาศัยไฟที่เปิดตามรั้วบ้านข้างทาง เป็นแสงสว่างนำทาง ฝนตกตั้งแต่ช่วงเย็นทำให้มีน้ำนองบนพื้นถนน ขณะที่เดินเหยียบย่ำลงไป รองเท้าจะกระทบน้ำเสียงดังเปาะแปะๆไปตลอดทาง
บรรยากาศมืดสลัว มีเสียงซ่าๆของสายฝนอยู่ตลอดเวลา บนท้องฟ้ามีเสียงครางดังเป็นระยะๆ ฟ้าแลบเป็นแสงยาวบนท้องฟ้าดูสวยงาม แต่แฝงถึงความน่ากลัว ฟ้ายังรั่วไม่หยุด.
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในซอยความวังเวงก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เหมือนเดินอยู่คนเดียวในโลกนี้ ตลอดเส้นทางไม่มีผู้คนหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆให้เห็น เด็กสาวเริ่มมีความรู้สึกใจสั่น เพราะรอบๆตัวมีแต่ความมืด ความเย็นจากอากาศรอบตัวทำให้ร่างกายสั่นสะท้านจากความหนาวเย็น เธอมีความรู้สึกว่าทำไมวันนี้การเดินเข้าบ้านระยะทางมันเหมือนไกลแสนไกล ทั้งที่ซอยนี้เธอเดินมาตั้งแต่เป็นเด็ก มันเหมือนไม่ใช่ถนนที่เธอเคยเดิน เพราะบรรยากาศที่แปรปรวนและแตกต่างจากที่เคยเป็น..
เดินไปท่ามกลางความหวาดกลัวและหวาดระแวงไปทุกอย่าง ไม่ว่าจะมีเสียงอะไรดังขึ้นจะสะดุ้งตกใจทุกครั้ง บางช่วงที่เป็นที่ว่างไม่มีบ้านอยู่ริมทาง เธอจะรีบวิ่งไปยังตำแหน่งที่มีบ้านตั้งอยู่ขณะที่วิ่งเสียงจะดังก้องในความมืด
เดินมาได้ครึ่งซอย ปรากฏมีเสียงอย่างหนึ่งดังมาทางด้านหลังมันเป็นเสียงเหมือนล้อรถจักรยานกรีดลงไปบนแผ่นน้ำ
แซดๆๆๆๆๆ
เสียงดังก้องในความมืด เธอหันหลังกลับไปมอง พยายามเพ่งสายตาดู ก็เห็นไม่ชัดเพราะมืด จนเสียงนั้นใกล้ถึงตัว จึงพบว่าเป็นคนขี่รถจักรยานมองเห็นเงาดำตะคุ่ม นึกดีใจที่จะมีเพื่อนในยามคับขัน แต่รถจักรยานยังคงวิ่งดิ่งอย่างเร็วไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ทำให้เด็กสาวต้องผิดหวังเพราะคนที่ขี่รถจักรยานไม่สนใจมองมาที่เธอเลย เขาขี่ผ่านเธอไปอย่างรวดเร็วเหมือนจะรีบไปที่ไหนซักแห่ง ที่พอจะสังเกตได้ก็เพียงคนขี่เป็นผู้ชายหน้าตามองไม่ชัดเพราะรถจักรยานวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแสงสว่างก็มีน้อย.
เสียงฟ้ายังคำรามดังเป็นระยะๆ
บรรยากาศดูน่ากลัวจริงๆ เดินมาจนใกล้ถึงซอยเล็กที่จะแยกเข้าบ้านเด็กสาวมีกำลังใจมากขึ้น เพราะจะถึงบ้านแล้ว นึกเข็ดขยาดจากเหตุการณ์ในคืนนี้และสาบานว่า จะไม่ยอมกลับบ้านมืดค่ำแบบนี้อีก รีบเดินลงจากถนนคอนกรีตเพื่อเลี้ยวเข้าซอยเล็ก แสงสว่างจากฟ้าแลบซึ่งเกิดเป็นช่วงๆเหมือนเป็นไฟส่องทางอย่างดี เด็กสาวเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นเพราะอยากกลับให้ถึงบ้านเร็วที่สุด
เดินมาได้ประมาณ 50 เมตรถึงบริเวณใกล้ๆโคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งตั้งทะมึนอยู่ข้างทาง กำลังจะเดินผ่านไปปรากฏว่าเสียงฟ้าร้องสนั่นขึ้นมาจนแสบหู แสงสว่างทาบจากฟ้าลงสู่พื้นดิน
พลัน !
เด็กสาวตกใจจนสะดุ้งเมื่อสายตาเธอมองกระทบเข้ากับสิ่งของบางอย่าง มันคือรถจักรยานซึ่งจอดแอบอยู่ด้านหลังต้นไม้ลักษณะพิงอยู่ข้างลำต้น .จักรยานใครมาจอดอยู่แถวนี้ ไม่มีเวลาคิดอะไรหญิงสาวรีบสาวเท้าก้าวเดินเกือบเป็นวิ่งเพราะจะถึงบ้านแล้ว .
ทันใดนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว ปรากฏว่ามีเงาดำพุ่งเข้ามาที่ตัวเธออย่างรวดเร็ว
หญิงสาวตกใจจนจนทำอะไรไม่ถูกเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ความรู้สึกรับรู้ต่อมาคือมีสิ่งหนึ่งเข้ากอดรัดตัวไว้ ด้วยน้ำหนักและพละกำลังที่แข็งแรง ทำให้หญิงสาวล้มลงกับพื้นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างกายนอนหงายโดยมีสิ่งแปลกปลอมทับคร่อมอยู่บนตัว ด้วยความตกใจกรีดร้องออกมาจนสุดเสียงพร้อมขยับตัวเพื่อดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด
แต่ !..
มือที่หนาและหยาบเป็นกระดาษทรายคว้าหมับเข้าที่ปากกดบีบจนปากขยับไม่ได้
สิ่งนั้นคือมนุษย์ที่ร่างกายกำยำ มันไม่รอช้าขยับตัวทับร่างของเด็กสาวเพื่อไม่ให้เคลื่อนไหวอีกต่อไป
เด็กสาวยังร้องดิ้นเพื่อเอาตัวรอดแต่เหมือนนรกแกล้ง ฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกลบเสียงร้องของเหยื่อสาว แสงสว่างจากสายฟ้าแลบ
แปล๊บๆๆทาบลงมาเป็นสายทำให้มองเห็นหน้าเจ้าผู้ร้ายได้ชัดเจน
หน้าตามันดูน่ากลัวตาพองโตเหมือนปีศาจร้าย
เธอพยายามดิ้นรนกรีดร้องและสะบัดหน้าให้พ้นจากมือที่ปิดปากเพื่อจะตะโกนให้คนช่วย แต่ความหวังก็เลือนราง เพราะสู้แรงกดของเจ้าคนร้ายไม่ไหว เหยื่อสาวสิ้นฤทธิ์ร่างกายอ่อนแรงจนหยุดนิ่ง..
“ อย่าร้อง นะ ! ถ้าไม่เชื่อจะหักคอทิ้งเดียวนี้อยู่เฉยๆ”
เสียงห้าวและสั่นพูดที่ข้างหูของเด็กสาว กลิ่นเหม็นเปรี้ยวหึ่งจากปากกระทบเข้าที่หน้าจนแทบอาเจียน แม้จะสิ้นเรี่ยวแรงแต่สัญชาติญาณเอาตัวรอดของมนุษย์ แม้จะมีความหวังเพียงน้อยนิด เหยื่อสาวรวบรวมกำลังครั้งสุดท้ายออกแรงดิ้นอีกครั้ง แต่ต้องสะดุ้งจนตัวงอเพราะโดนบางอย่างกระแทกเข้าที่หน้าท้องจนจุก หายใจไม่ทัน เรี่ยวแรงหายไปหมดไม่มีกำลังที่จะร้องอีก มันจัดการลากตัวเธอที่อ่อนปวกเปียกจากพื้นดินบนทางเข้าไปในพงหญ้าที่ขึ้นอยู่หนาแน่นข้างทาง (มีต่อ)