คือเราเป็นลูกเมียน้อย เรามารู้เรื่องตอนอยู่ประถม จนสะสมความอึดอัดมาจนตอนนี้เราจบ ม 6 แล้ว หลายๆคนคงรังเกียจ แบบอีนี้ลูกเมียน้อยยังมีหน้าจะมาระบายอะไรอีก ถือว่ามาอ่านหนังสั้นแล้วกันนะคะ แต่ก่อนจะระบายขอท้าวความก่อน คือแม่อีกคน (เมียหลวง) มีลูก 2 คน ตอนเด็กๆเราไปเที่ยวกับพี่ๆบ่อย เราเห็นได้จากรูปถ่าย เรากับพี่ๆอายุห่างกันเกือบ20 ปี และเราก็ไปหาแม่ของพี่ๆเค้าบ่อยๆ จนช่วงเรา ม1 เราเพิ่งมารู้ว่าแม่เค้าเป็นมะเร็ง เราไปดูแลแม่ที่บ้านคอยช่วยเหลือแม่เค้า แล้วแม่ก็บอกว่าหลังจากนี้ถ้ามีอะไรมาหาพี่ๆเค้าได้ตลอดเลยนะ มาเที่ยวมาเล่นที่บ้านบ้าง เราก็ตอบตกลง เราดูแลแม่เกือบเดือนเพราะช่วงนั้นเราปิดเทอมใหญ่ แต่สุดท้ายแม่ก็เสีย เรายังจำเวลานั้นได้ดีจนถึงตอนนี้ เรารักแม่เค้ามาก เพราะเป็นคนเดียวพี่เราร้องต่อหน้าแม่ได้ เราปรึกษาได้ เรายังจำได้ว่าแม่บอกกับเราก่อนเสียว่า ให้ดูแลพ่อดีๆนะ พ่อมีโรคประจำตัว แล้วพ่อก็แก่แล้วด้วย แล้วก็อยากให้เรากับพี่ๆรักกัน ช่วยเหลือกัน เราเองก็พยายามอยากให้เป็นแบบนั้น แต่ตอนนี้เราทำตามที่แม่ขอยังไม่ได้เลย เรื่องที่ให้เรากับพี่ๆ สนิทกัน เพราะเรากลัวพี่ๆมาก ไม่ได้รู้ว่าจะชวนพี่ๆคุยยังไง ต้องทำความรู้จักกับแบบไหน เลยยังให้ชีวิตแบบต่างคนต่างอยู่ นี่ก็เป็นส่วนนึงที่เราอึดอัด ส่วนเรื่องที่เราเป็นลูกเมียน้อยเราไม่เคยบอกใคร ไม่เคยบอกเพื่อนและไม่เคยพูดถึง บวกกับสังคมที่คอยด่าว่าเมียน้อย(จิงๆก็ถูกแล้วหละที่เค้าจะด่า) ทำให้ครอบครัวคนอื่นแตกแยก แล้วก็สายตาของคนข้างบ้าน คนในหมู่บ้าน เราก็เลยไม่รู้จัก ไม่สนิทกับคนที่อายุเท่าๆกันแถวๆบ้านเลย (อันนี้คือระบายจิงๆหละแต่ยังไม่เข้าเรื่องเลย)
กลับมาที่ทำไมเราถึงสบายใจที่อยู่กับแม่ของพี่ๆมากกว่า เพราะทางด้านแม่กับพ่อเราทะเลาะกันทุกวัน ตั้งแต่เรายังเด็ก เราจำได้ว่าตอน ป4 เราขอพ่อกับแม่ไปอยู่หอในเพราะเราทนไม่ไหว แล้วเราก็ขออยู่หอมาตลอดจนเรียนจบ ช่วงมหาลัยก็ขอทุนไปเรียนต่างประเทศเพราะจะได้ตัดปัญหา อยู่ห่างๆกันเราคงรู้สึกดีกว่า (จิงๆก็คือเราวิ่งหนีปัญหาหละ) พ่อกับแม่เราก็ยังทะเลาะกันในทุกๆเรื่อง เรายังจำวันที่รุนแรงที่สุดได้ แต่เค้าก็ไม่ได้ถึงกับตบตีกัน ชีวิตเราตอนอยู่กับพ่อพ่อก็บ่นเรื่องแม่ อยู่กับแม่แม่ก็บ่นเรื่องพ่อ จนช่วง7-8 เดือนที่ผ่านมาเค้าไม่คุยกันเลย อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ไม่คุยกันเลย เราเองก็คิดว่าก็ดีเหมือนกัน ไม่ทะเลาะกัน ไม่เสียงดัง เพราะไม่คุยกันเลย 5555555 พ่อดูแลเรื่องเงินในส่วนของเรา (พ่อกับแม่เราไม่ได้ใช้เงินร่วมกันเลยนะ) ซื้ออาหารมาให้แม่ทำบ้าง ส่วนแม่ก็ดูแลพวกงานบ้าน ทำอาหาร จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ต่างๆ ช่วงนี้ก็เลยอยู่บ้านแบบเหงาๆ เงียบๆ มันทำให้เราอึดอัด เพราะในบ้านมีกันแค่ 3 คน และหลังจากนี้คือความอึดอัดจริงๆ
เราจำโมเม้นพ่อกับแม่เราจะมีความรู้สึกดีๆให้กันไม่ได้เลย จำได้แค่ว่าเค้าทะเลาะกัน ถึงแม้ว่าเค้าจะมาเยี่ยมเราที่หอ ชวนเราไปกินข้าว ไปเลี้ยงวันเกิด มีรูปที่เค้าไปเที่ยวด้วยกันส่งมาบ้าง แต่เราไม่รู้สึกถึงความเป็นครอบครัวเลย จนเราเคยมีความคิดว่าหรือกุเป็นความผิดพลาดวะ หรือยังไง พ่อกับแม่ก็ไม่ได้จดทะเบียนกัน ถ้าไม่มีกุก็คงเลิกกันไปแล้วหละ ช่วงปิดโควิดนี้เราเลยอยากลองแก้ปัญหาที่ทำให้เค้าทะเลาะกัน อารมณ์เหมือนสื่อกลาง คอยพูดเกลี้ยกล่อม จนเราร้องให้เองหลายครั้ง เรารู้สึกได้ว่าเค้าก็ดูแคร์กันอยู่นะ แต่แบบอารมณ์เหมือนเคลียให้แฟนเก่าให้เค้ามาคืนดีกัน แต่เค้าไม่มีทางกลับมาแล้ว จนเรารู้สึกว่าเค้าอยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูเรา เพราะพ่อก็เหลือที่ต้องเป็นห่วงแค่เรา พี่ๆเค้ามีครอบครัวกันหมดแล้ว ส่วนเราก็อยากให้พ่ออยู่ที่บ้านนี้กับเราเพราะพ่อเราก็แก่แล้ว เราจะได้ช่วยดูแล ถึงแม้บรรยากาศในบ้านมันจะอึดอัดแต่อย่างน้อยเราก็ได้ดูแล ทำตัวให้มันดูตลกๆ ร่าเริงบ้าง บรรยากาศก็ดีขึ้นหละ จนเราเริ่มชินกับบรรยากาศแบบนี้แล้ว คิดแค่ว่าเดี๋ยวโควิดหมดเราก็ไปเรียนแล้ว ทนๆหน่อย แต่เราก็เป็นห่วงพ่ออีกว่าถ้าไม่มีเราพ่อจะอยู่ยังไง เราไปเรียนตั้ง 4 ปี จะได้กลับมาบ้างมั้ย ใครจะทำอาหารให้พ่อ เราเครียดมาก เราก็เลยลองคุยๆกับแม่ แม่ก็บอกว่าแม่จะทำหน้าที่ของแม่หละ หุงข้าวทำอาหารให้พ่อ แต่แบบแล้วยูจะอยู่ดูแลแบบไม่คุยกันหลอวะ ตอนเราพยายามเคลียปัญหาขอพ่อกับแม่เราก็รู้สึกว่าเค้าเป็นห่วงกันหละ เราเคยถามว่าเคยคุยกันแบบดีๆมั้ย รับฟังปัญหาแล้วปรับกันบ้างรึเปล่า แม่ก็บอกว่าคุยจนไม่รู้จะคุยยังไงแล้ว แม่เราเล่าไปร้องไป ลองไปถามคำถามเดียวกับพ่อ พ่อก็มีน้ำตาเหมือนกัน จนเราแบบพอแล้ว แบบนี้คงดีที่สุดแล้วหละ เค้าคงคุยกันว่านี่คือทางออกที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว ปล.ขอโทษที่เล่าแบบวกไปวนมา (จบดราม่าค่ะ แต่มีต่อ)
อีกหนึ่งปัญหา คือเรามีความรู้สึกว่าช่วงนี้ แม่เรามีความสัมพันธ์กับคนคนนึง ช่วงแรกๆเราก็คิดว่าเค้าทำงานในเวย์เดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่แบบ คำพูดคำจามันไม่ใช่เพื่อนอะ คือถ้าเป็นเพื่อนๆแม่เราก็จะคุยกันได้ง่าย เพราะนี่ก็ไปเที่ยวกันแม่กันเพื่อนๆแม่ตลอด แต่คนนี้มันแปลกๆ เราไม่ได้คุยกันเค้าเลยทั้งๆที่แม่ดูสนิทมากๆ แบบปกติเวลาเจอผู้ให้แม่ก็จะบอกให้แบบไหว้ทักทาย ไหว้คนนี้สิลูกประมาณนี้ แต่คนนี้มันไม่ใช่ แม่ไม่แนะนำไม่บอกให้เราไหว้ เวลาเค้ามาหาที่บ้านก็ ซื้อของมาเราเป็นมารยาท แต่ไม่คุยกับเราเลย เราก็ไหว้บ้าง ขอบคุณบ้างเป็นพิธี เราเลยถามว่าเค้ามาทำไม ใคร แม่ก็บอกว่าเค้ามาช่วยดูแลเรื่องสวนผลไม้ ความคิดเราแบบ มันหน้าที่เค้าหลอวะ หรือแม่กุจ้าง ตกลงคือยังไง คนไม่รู้จักกันไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วมาดูแลทำไม แล้วหลังๆมันกลายเป็นเค้าเข้ามาในทุกๆเรื่อง เราก็รู้อยู่แล้วหละว่าความสัมพันธ์มันเป็นยังไง เราพยายามหลับหูหลับตามองข้าม พยายามปล่อยผ่าน มองข้ามเวลาเค้าคุยโทรศัพท์กัน แต่เรายิ่งเงียบ เรารู้สึกจุก ยิ่งแม่เราบอกว่าเป็นพี่ที่สนิทเรายิ่งโมโห คือแบบเราเข้าใจว่าพ่อกับแม่เราแยกกันแล้วแต่ยังอยู่บ้านหลังเดียวกัน(บ้าง) แต่แบบแค่เรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้มันก็แย่แล้วอะ เราต้องเจอแบบนี้อีกหลอวะ เข้าใจว่าถ้าคนที่เรารักมีความสุขเราก็ควรโอเค แต่แบบ รวมหลายๆอย่างคือตอนนี้สำหรับเรามันหนักเกินไป เราต้องใจกว้าง เราต้องยิ้มให้กับชีวิตแบบนี้จริงๆหลอวะ ยิ่งเราต้องเห็นแบบนี้ทุกวัน พ่อแม่ก็ไม่คุยกันเลย มันทำให้เรารู้สึกอยู่คนเดียว มันเคว้งๆไปหมด จนเรากลัวว่าเราจะมีปัญหาทางจิตบ้างรึเปล่า เพราะเราเริ่มหงุดหงิดง่ายกับทุกๆเรื่อง เริ่มมีโลกส่วนตัวสูงมากขึ้น เริ่มอยากได้พื้นที่เงียบๆ
สุดท้ายเราว่าเราต้องต้องฝึกมองโลกในแง่บวกกว่านี้แล้วหละ ทำหน้าที่ของตัวเอง ตั้งใจเรียน จะได้ดูแลพ่อแม่ตอนเค้าทำงานไม่ไหวแล้ว รักตัวเองให้มากๆ เราขอให้เราทำสำเร็จแล้วกัน
ลูกเมียน้อย ปัญหาครอบครัว
กลับมาที่ทำไมเราถึงสบายใจที่อยู่กับแม่ของพี่ๆมากกว่า เพราะทางด้านแม่กับพ่อเราทะเลาะกันทุกวัน ตั้งแต่เรายังเด็ก เราจำได้ว่าตอน ป4 เราขอพ่อกับแม่ไปอยู่หอในเพราะเราทนไม่ไหว แล้วเราก็ขออยู่หอมาตลอดจนเรียนจบ ช่วงมหาลัยก็ขอทุนไปเรียนต่างประเทศเพราะจะได้ตัดปัญหา อยู่ห่างๆกันเราคงรู้สึกดีกว่า (จิงๆก็คือเราวิ่งหนีปัญหาหละ) พ่อกับแม่เราก็ยังทะเลาะกันในทุกๆเรื่อง เรายังจำวันที่รุนแรงที่สุดได้ แต่เค้าก็ไม่ได้ถึงกับตบตีกัน ชีวิตเราตอนอยู่กับพ่อพ่อก็บ่นเรื่องแม่ อยู่กับแม่แม่ก็บ่นเรื่องพ่อ จนช่วง7-8 เดือนที่ผ่านมาเค้าไม่คุยกันเลย อยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ไม่คุยกันเลย เราเองก็คิดว่าก็ดีเหมือนกัน ไม่ทะเลาะกัน ไม่เสียงดัง เพราะไม่คุยกันเลย 5555555 พ่อดูแลเรื่องเงินในส่วนของเรา (พ่อกับแม่เราไม่ได้ใช้เงินร่วมกันเลยนะ) ซื้ออาหารมาให้แม่ทำบ้าง ส่วนแม่ก็ดูแลพวกงานบ้าน ทำอาหาร จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ต่างๆ ช่วงนี้ก็เลยอยู่บ้านแบบเหงาๆ เงียบๆ มันทำให้เราอึดอัด เพราะในบ้านมีกันแค่ 3 คน และหลังจากนี้คือความอึดอัดจริงๆ
เราจำโมเม้นพ่อกับแม่เราจะมีความรู้สึกดีๆให้กันไม่ได้เลย จำได้แค่ว่าเค้าทะเลาะกัน ถึงแม้ว่าเค้าจะมาเยี่ยมเราที่หอ ชวนเราไปกินข้าว ไปเลี้ยงวันเกิด มีรูปที่เค้าไปเที่ยวด้วยกันส่งมาบ้าง แต่เราไม่รู้สึกถึงความเป็นครอบครัวเลย จนเราเคยมีความคิดว่าหรือกุเป็นความผิดพลาดวะ หรือยังไง พ่อกับแม่ก็ไม่ได้จดทะเบียนกัน ถ้าไม่มีกุก็คงเลิกกันไปแล้วหละ ช่วงปิดโควิดนี้เราเลยอยากลองแก้ปัญหาที่ทำให้เค้าทะเลาะกัน อารมณ์เหมือนสื่อกลาง คอยพูดเกลี้ยกล่อม จนเราร้องให้เองหลายครั้ง เรารู้สึกได้ว่าเค้าก็ดูแคร์กันอยู่นะ แต่แบบอารมณ์เหมือนเคลียให้แฟนเก่าให้เค้ามาคืนดีกัน แต่เค้าไม่มีทางกลับมาแล้ว จนเรารู้สึกว่าเค้าอยู่ด้วยกันเพราะหน้าที่ที่ต้องเลี้ยงดูเรา เพราะพ่อก็เหลือที่ต้องเป็นห่วงแค่เรา พี่ๆเค้ามีครอบครัวกันหมดแล้ว ส่วนเราก็อยากให้พ่ออยู่ที่บ้านนี้กับเราเพราะพ่อเราก็แก่แล้ว เราจะได้ช่วยดูแล ถึงแม้บรรยากาศในบ้านมันจะอึดอัดแต่อย่างน้อยเราก็ได้ดูแล ทำตัวให้มันดูตลกๆ ร่าเริงบ้าง บรรยากาศก็ดีขึ้นหละ จนเราเริ่มชินกับบรรยากาศแบบนี้แล้ว คิดแค่ว่าเดี๋ยวโควิดหมดเราก็ไปเรียนแล้ว ทนๆหน่อย แต่เราก็เป็นห่วงพ่ออีกว่าถ้าไม่มีเราพ่อจะอยู่ยังไง เราไปเรียนตั้ง 4 ปี จะได้กลับมาบ้างมั้ย ใครจะทำอาหารให้พ่อ เราเครียดมาก เราก็เลยลองคุยๆกับแม่ แม่ก็บอกว่าแม่จะทำหน้าที่ของแม่หละ หุงข้าวทำอาหารให้พ่อ แต่แบบแล้วยูจะอยู่ดูแลแบบไม่คุยกันหลอวะ ตอนเราพยายามเคลียปัญหาขอพ่อกับแม่เราก็รู้สึกว่าเค้าเป็นห่วงกันหละ เราเคยถามว่าเคยคุยกันแบบดีๆมั้ย รับฟังปัญหาแล้วปรับกันบ้างรึเปล่า แม่ก็บอกว่าคุยจนไม่รู้จะคุยยังไงแล้ว แม่เราเล่าไปร้องไป ลองไปถามคำถามเดียวกับพ่อ พ่อก็มีน้ำตาเหมือนกัน จนเราแบบพอแล้ว แบบนี้คงดีที่สุดแล้วหละ เค้าคงคุยกันว่านี่คือทางออกที่จะอยู่ด้วยกันแล้ว ปล.ขอโทษที่เล่าแบบวกไปวนมา (จบดราม่าค่ะ แต่มีต่อ)
อีกหนึ่งปัญหา คือเรามีความรู้สึกว่าช่วงนี้ แม่เรามีความสัมพันธ์กับคนคนนึง ช่วงแรกๆเราก็คิดว่าเค้าทำงานในเวย์เดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานกัน แต่แบบ คำพูดคำจามันไม่ใช่เพื่อนอะ คือถ้าเป็นเพื่อนๆแม่เราก็จะคุยกันได้ง่าย เพราะนี่ก็ไปเที่ยวกันแม่กันเพื่อนๆแม่ตลอด แต่คนนี้มันแปลกๆ เราไม่ได้คุยกันเค้าเลยทั้งๆที่แม่ดูสนิทมากๆ แบบปกติเวลาเจอผู้ให้แม่ก็จะบอกให้แบบไหว้ทักทาย ไหว้คนนี้สิลูกประมาณนี้ แต่คนนี้มันไม่ใช่ แม่ไม่แนะนำไม่บอกให้เราไหว้ เวลาเค้ามาหาที่บ้านก็ ซื้อของมาเราเป็นมารยาท แต่ไม่คุยกับเราเลย เราก็ไหว้บ้าง ขอบคุณบ้างเป็นพิธี เราเลยถามว่าเค้ามาทำไม ใคร แม่ก็บอกว่าเค้ามาช่วยดูแลเรื่องสวนผลไม้ ความคิดเราแบบ มันหน้าที่เค้าหลอวะ หรือแม่กุจ้าง ตกลงคือยังไง คนไม่รู้จักกันไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วมาดูแลทำไม แล้วหลังๆมันกลายเป็นเค้าเข้ามาในทุกๆเรื่อง เราก็รู้อยู่แล้วหละว่าความสัมพันธ์มันเป็นยังไง เราพยายามหลับหูหลับตามองข้าม พยายามปล่อยผ่าน มองข้ามเวลาเค้าคุยโทรศัพท์กัน แต่เรายิ่งเงียบ เรารู้สึกจุก ยิ่งแม่เราบอกว่าเป็นพี่ที่สนิทเรายิ่งโมโห คือแบบเราเข้าใจว่าพ่อกับแม่เราแยกกันแล้วแต่ยังอยู่บ้านหลังเดียวกัน(บ้าง) แต่แบบแค่เรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้มันก็แย่แล้วอะ เราต้องเจอแบบนี้อีกหลอวะ เข้าใจว่าถ้าคนที่เรารักมีความสุขเราก็ควรโอเค แต่แบบ รวมหลายๆอย่างคือตอนนี้สำหรับเรามันหนักเกินไป เราต้องใจกว้าง เราต้องยิ้มให้กับชีวิตแบบนี้จริงๆหลอวะ ยิ่งเราต้องเห็นแบบนี้ทุกวัน พ่อแม่ก็ไม่คุยกันเลย มันทำให้เรารู้สึกอยู่คนเดียว มันเคว้งๆไปหมด จนเรากลัวว่าเราจะมีปัญหาทางจิตบ้างรึเปล่า เพราะเราเริ่มหงุดหงิดง่ายกับทุกๆเรื่อง เริ่มมีโลกส่วนตัวสูงมากขึ้น เริ่มอยากได้พื้นที่เงียบๆ
สุดท้ายเราว่าเราต้องต้องฝึกมองโลกในแง่บวกกว่านี้แล้วหละ ทำหน้าที่ของตัวเอง ตั้งใจเรียน จะได้ดูแลพ่อแม่ตอนเค้าทำงานไม่ไหวแล้ว รักตัวเองให้มากๆ เราขอให้เราทำสำเร็จแล้วกัน