สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 4
เอา fact มาดูกันจริง ๆ
ในเรื่องของการควบคุมการระบาด ของเราก็ไม่ได้หนีอะไรกันมาก
เพียงแต่มีพวกอคติ ที่ถูกปั่นให้เห็นเป็น negative ตลอดเวลา
ของเราไม่ได้ปิดกิจการมากขนาดเวียดนามด้วย
บริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีกิจการในหลายประเทศของภูมิภาคนี้บริษัทนึง
ตัวเลขรายได้ในเวียดนามลดลงหนัก เพราะมาตรการเข้มของเวียดนาม ออกมาตั้งแต่เดือนกุมภาฯ
ถ้าเจอเข้มแบบเวียดนามจริง พวกนี้คงจะยิ่งดิ้นกว่าเดิม พร้อมออกมาโวยวายว่าถูกจำกัดเสรีภาพ
ในเรื่องของการควบคุมการระบาด ของเราก็ไม่ได้หนีอะไรกันมาก
เพียงแต่มีพวกอคติ ที่ถูกปั่นให้เห็นเป็น negative ตลอดเวลา
ของเราไม่ได้ปิดกิจการมากขนาดเวียดนามด้วย
บริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ที่มีกิจการในหลายประเทศของภูมิภาคนี้บริษัทนึง
ตัวเลขรายได้ในเวียดนามลดลงหนัก เพราะมาตรการเข้มของเวียดนาม ออกมาตั้งแต่เดือนกุมภาฯ
ถ้าเจอเข้มแบบเวียดนามจริง พวกนี้คงจะยิ่งดิ้นกว่าเดิม พร้อมออกมาโวยวายว่าถูกจำกัดเสรีภาพ
สมาชิกหมายเลข 728142 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5948048 หลงรัก, Pimmosine ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 3871624 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2624463 ถูกใจ, NoonNam2561 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 1026777 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 707102 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5680541 ถูกใจ, หนึ่งสมองกับสองมือ ถูกใจรวมถึงอีก 31 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 8
ประเทศไทยมีธุรกิจและคนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเกือบครึ่งประเทศ โรคจึงระบาดมากกว่า และมีผลกระทบมากกว่า จึงต้องค่อยๆทะยอยปิดทะยอยเปิด ถ้าควบคุมไม่ได้ระบาดใหม่อีกครั้งนี่หนักกว่าเดิม
การจ่ายเงินเยียวยาไปที่ชุมชนแบบเวียดนาม ไทยก็เคยทำมาแล้ว โดนกินหัวคิวทุกโครงการ แต่ถ้าจ่ายตรงเข้าบัญชีประชาชนได้มันจะตกหล่นน้อยมาก แถมประชาชนได้เข้าระบบฐานข้อมูลรัฐอีกเป็นสิบล้านคน
ระบบสาธารณสุขไทยนี่ฝรั่งยกย่องเลยนะ วันก่อนดูทีวีต่างประเทศ ฝรั่งยังเลียนแบบระบบอสม.เราไปใช้เลย มีศาสตราจารย์จากอังกฤษเขียนวิเคราะห์การรับมือโควิคของไทยเลยว่าทำไมถึงมีประสิทธิภาพมากกว่าอังกฤษ ส่วนของเวียดนามนี่ไม่เคยเห็นใครพูดถึงนอกจากคนไทยบางคน
การจ่ายเงินเยียวยาไปที่ชุมชนแบบเวียดนาม ไทยก็เคยทำมาแล้ว โดนกินหัวคิวทุกโครงการ แต่ถ้าจ่ายตรงเข้าบัญชีประชาชนได้มันจะตกหล่นน้อยมาก แถมประชาชนได้เข้าระบบฐานข้อมูลรัฐอีกเป็นสิบล้านคน
ระบบสาธารณสุขไทยนี่ฝรั่งยกย่องเลยนะ วันก่อนดูทีวีต่างประเทศ ฝรั่งยังเลียนแบบระบบอสม.เราไปใช้เลย มีศาสตราจารย์จากอังกฤษเขียนวิเคราะห์การรับมือโควิคของไทยเลยว่าทำไมถึงมีประสิทธิภาพมากกว่าอังกฤษ ส่วนของเวียดนามนี่ไม่เคยเห็นใครพูดถึงนอกจากคนไทยบางคน
สมาชิกหมายเลข 4070728 ถูกใจ, หินแขวน หลงรัก, สมาชิกหมายเลข 5948048 หลงรัก, mage_mann ถูกใจ, Pimmosine ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 3871624 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 2624463 ถูกใจ, เด็กเสพดราม่า ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5640723 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 707102 ถูกใจรวมถึงอีก 19 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
ความคิดเห็นที่ 3
เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยม รัฐบาลรีบปิดประเทศทันที เมื่อเริ่มมีผู้ติดเชื้อ และใช้กฎหมายเข้มงวดมาก ชาวเวียดนามต้องทำตามข้อบังคับ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษหนักมาก คนจึงติดเชื้อน้อย ประเทศไทยรัฐบาลกลัวเศรษฐกิจเสียหาย ไม่ยอมปิดประเทศเมื่อเริ่มติดไวรัสโควิด ทั้งที่รู้ว่ามีการระบาดเข้าไทยตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 จนมีการระบาดหนักที่ผับทองหล่อและสนามมวยจึงยอมปิดประเทศตามคำแนะนำของแพทย์ และโชคดีที่ประชาชนไทยเป็นเด็กดียินดีทำตามคำสั่งทั้งใส่หน้ากากและอยู่บ้าน ทำให้การระบาดลดลงและคนติดเชื้อน้อยมาก โดยไม่ต้องใช้กฎหมายรุนแรงเหมือนเวียดนาม
สมาชิกหมายเลข 5948048 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 5948048 ขำกลิ้ง, Pimmosine หลงรัก, สมาชิกหมายเลข 2624463 ถูกใจ, The fire of immortality ถูกใจ, บุญถิ่น ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4442071 ถูกใจ
ความคิดเห็นที่ 14
คนไทยยอมรับเขาบ้างเถอะครับ
รักษ์แผ่นดิน ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5948048 ขำกลิ้ง, Pimmosine หลงรัก, สมาชิกหมายเลข 2196200 ถูกใจ, Synonym11 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 5680541 ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 5395609 ถูกใจ, หน้าตูบสันหลังแมว ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3726045 ขำกลิ้ง
ความคิดเห็นที่ 5
รัฐบาลคอมมิวนิสต์จะทำอะไรก็ย่อมได้ครับ ประชาชนไม่มีสิทธิหือ
ที่บอกว่าให้เงินท้องถิ่นไปกระจายเองเวียดนามก็ทำได้สิครับ สาขาท้องถิ่นของพรรคไปจัดการมีใครตรวจสอบได้หรือเปล่า ตกลงอยากได้ระบอบนี้มาบริหารกันใช่มั้ย
ที่บอกว่าให้เงินท้องถิ่นไปกระจายเองเวียดนามก็ทำได้สิครับ สาขาท้องถิ่นของพรรคไปจัดการมีใครตรวจสอบได้หรือเปล่า ตกลงอยากได้ระบอบนี้มาบริหารกันใช่มั้ย
สมาชิกหมายเลข 2624463 ถูกใจ, The fire of immortality ถูกใจ, Disaster Magnet ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 4880275 ถูกใจ, WhiteHayabusa ถูกใจ
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
เศรษฐกิจ
ประเทศเวียดนาม
กลยุทธ์อันดับ1ของโลก(ของเวียดนาม) แก้โควิด ควบคู่เศรษฐกิจ จ่ายเยียวยา และรีบเปิดประเทศเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน
วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 07.40 น.
Vietnam economy gradually reboots in May” เป็นพาดหัวข่าวจากสำนักข่าว VnExpress International ของเวียดนาม เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2563ระบุว่า “เศรษฐกิจเวียดนามกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว” จากเดือน เม.ย. 2563 รัฐบาลเวียดนามใช้มาตรการล็อกดาวน์ ปิดกิจการต่างๆ ให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อสกัดการรวมกลุ่มคนอันเป็นช่องทางการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงัก แต่ต่อมาในเดือนพ.ค. ปีเดียวกัน ซึ่งเป็นช่วงผ่อนคลายล็อกดาวน์แล้ว หลายตัวชี้วัดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น
อาทิ ยอดขายสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 มีมูลค่า 1.66 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 5.3 แสนล้านบาท จำนวนผู้โดยสารเที่ยวบินในประเทศอยู่ที่ 563,700 คน เพิ่มขึ้น 4 เท่า จำนวนรถยนต์บนท้องถนน รวมถึงผู้ใช้บริการรถไฟเพิ่มขึ้น 3 เท่า บริษัทจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น 10,700 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ36 ขณะที่ธุรกิจซึ่งถูกระงับกิจการลดลงร้อยละ 19 และดัชนีจัดซื้อภาคการผลิต (PMI) เดือน พ.ค. 2563 อยู่ที่ 42.7 เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. 2563 ซึ่งอยู่ที่ 32.7 เป็นต้น
ซึ่ง “เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่สามารถคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดี” โดยสื่ออีกสำนักของเวียดนาม สำนักข่าว Vietnam Plus เสนอข่าว “Vietnam goes through 50 days without local transmission of COVID-19” เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2563 ระบุว่า “เป็นเวลา 50 วันแล้วที่เวียดนามไม่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่แบบระบาดในประเทศ” โดยนับตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย. 2563 นอกจากนี้ แม้จะทยอยให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. 2563 เป็นต้นมา ก็ไม่ทำให้เกิดการระบาดใหญ่ระลอก 2 อย่างที่กังวลกันแต่อย่างใด
เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาออนไลน์ เรื่อง “จับตาความเคลื่อนไหวสถานการณ์เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : เบื้องหลังการประกาศชัยชนะต่อโควิด-19 ของเวียดนาม” โดยผู้บรรยายคือ ผศ.มรกตวงศ์ภูมิพลับ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์เล่าถึงขั้นตอนการรับมือโรคระบาดของเวียดนาม เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 ม.ค. 2563 กระทรวงสาธารณสุขของเวียดนาม ออกหนังสือแจ้งเตือนทุกหน่วยงานให้เฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เริ่มมาตรการตรวจและกักโรคได้รวดเร็ว
“มีการแกะรอยผู้ติดต่อกับผู้ติดเชื้อในทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ติดต่อโดยตรง ผู้ติดต่อระดับ 2 ระดับ 3 และระดับ 4 ซึ่งทั้งหมดจะถูกควบคุมการเคลื่อนไหวอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่แพร่กระจายเชื้อไปยังบุคคลอื่นอีก จึงตัดสินใจเด็ดขาดและรวดเร็วในการใช้มาตรการล็อกดาวน์ หรือปิดเมือง ตัวอย่างหนึ่งคือเมืองเล็กๆ ในจังหวัดหวิงฟุก ใกล้กรุงฮานอย ประชาชนทั่วเมืองราว 10,000 คน ถูกสั่งให้กักตัวนานกว่า 3 สัปดาห์ หลังพบผู้ติดเชื้อภายในเมือง” อาจารย์มรกตวงศ์ กล่าว
จากจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในเวียดนาม ณ ขณะนั้น จำนวน 16 คน แต่หลังจากนั้นเพียง 20 วัน เวียดนามก็ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มแม้แต่รายเดียว ความสำเร็จขั้นต้นนี้
ทำให้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคระบาดสหรัฐอเมริกา (CDC) ถอดเวียดนามออกจากบัญชีประเทศกลุ่มเสี่ยงที่แพร่ระบาดโควิด-19 ต่อมารัฐบาลเวียดนามประกาศให้สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 เข้าสู่เฟส 2 ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. 2563 ขณะที่มีผู้ติดเชื้อสะสม 30 ราย ก่อนจะห้ามชาวต่างชาติเข้าประเทศในวันที่ 22 มี.ค. 2563 จากนั้นจึงประกาศเข้าสู่เฟส 3 ในวันที่ 23 มี.ค. 2563 หลังพบผู้ติดเชื้อ 2 กลุ่ม ในฮานอยและโฮจิมินห์ซิตี้ ซึ่งยอดผู้ติดเชื้อสะสมขณะนั้นอยู่ที่ 123 ราย
ทั้งนี้ ความสำเร็จในการรับมือโควิด-19 ของเวียดนาม ถือเป็นตัวอย่างราคาประหยัด เมื่อเทียบกับจีน ไต้หวัน หรือเกาหลีใต้ ที่มีทรัพยากรมากพอจะทำการทดสอบหาผู้ติดเชื้อแบบจำนวนมาก เมื่อเวียดนามไม่มีทรัพยากรและบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มากมายเช่นนั้น ทางเลือกที่เหมาะสมและจำเป็นคือการดำเนินมาตรการป้องกันการระบาดในเชิงรุก ก่อนที่การระบาดจะลุกลาม
อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของรัฐบาลเวียดนามคือการขับเคลื่อนกระแส “ชาตินิยม” ในภาวะการระบาดของไวรัส “รัฐบาลเวียดนามตีกรอบโควิด-19 ให้เป็นศัตรูต่างชาติ และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือกันเอาชนะ สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของประเทศที่ต้องเผชิญภัยสงครามจากการรุกรานของต่างชาติ” คำขวัญ“สู้กับโรคระบาด ก็เหมือนสู้กับศัตรู” ถูกใช้นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19
“การสื่อสารที่โปร่งใสและเป็นไปในเชิงรุก ทำให้รัฐบาลเวียดนามได้รับความมั่นใจจากประชาชน ด้วยสื่อหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทำมิวสิกวีดีโอ ด้วยเนื้อหาและรูปแบบที่จำง่าย ติดหู โปสเตอร์ที่บอกถึงความสำคัญของการล้างมือใส่หน้ากาก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคนี้ได้ จึงทำให้ชาวเวียดนามได้แสดงความเห็นว่ารัฐบาลเวียดนามดำเนินการอย่างเพียงพอ และประชาชนก็ทำตามอย่างเคร่งครัด” อาจารย์มรกตวงศ์ ระบุ
ขณะเดียวกัน “รัฐบาลเวียดนามก็ไม่ละเลยที่จะบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของประชาชน” โดยใช้งบประมาณ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.32 หมื่นล้านบาท จ่ายเยียวยาประชาชน“รัฐบาลเวียดนามใช้วิธีจ่ายเงินโดยให้ท้องถิ่นกระจายเงินช่วยเหลือประชาชนในแต่ละชุมชน โดยไม่ต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์แบบกรณีเงินเยียวยา 5,000 บาทของไทย” เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผู้ที่เดือดร้อนแต่เข้าไม่ถึงสิทธิ์
โดยสรุปแล้ว..ความสำเร็จของเวียดนามที่สามารถจัดการโควิด-19 ได้ มีทั้งการตัดสินใจที่รวดเร็วของผู้นำประเทศทั้งในการประกาศรับมือกับโรคระบาดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น มาตรการกักกันโรค กักบริเวณไปจนถึงการเร่งตรวจโรค ทำให้แม้เวียดนามอาจจะดูไม่พรั่งพร้อมทรัพยากรแบบประเทศอื่น แต่ก็สามารถจัดการโรคได้ดีเพราะมีการตัดสินใจและการบริหารที่ดีมากพอ!!!
https://www.naewna.com/likesara/497587