ว่าด้วยเรื่องของบุญคุณ

สวัสดีค่ะ เราตั้งกระทู้นี้เป็นกระทู้คำถามเพราะเมื่อวานเราทะเลาะกันพ่อหนักมาเรื่องบุญคุณของ 'คนงาน' ที่มาทำงานกับพ่อของเรา
ใครที่อ่านแล้วคิดว่าเราตรรกะป่วยกรุณาช่วยเตือนสติเราด้วยนะคะ ส่วนใครที่อ่านแล้วตั้งใจจะฉอดรบกวนช่วยอย่ากระทำการไม่เหมาะสมเลยนะคะ ถึงคุณจะพิมพ์ด้วยใจคิดแค่แวบเดียวแต่คนอ่านแบบเรามันเสียใจมากนะคะกับคำพูดของคุณ
เข้าเรื่องค่ะ
เมื่อวานเป็นวันเกิดของพี่ชายเรา คนที่บ้านที่อยากที่จะจัดงานเลี้ยงเล็กเป็นหมูกระทะหมูจุ่มชาบูทั่วไปโดยที่จะเลี้ยงคนงานของคุณพ่อและพี่ชายด้วย เรากับแม่พากันไปซื้อของเตรียมตั้งแต่เช้าเพื่อที่คุณพ่อเลิกงานมาจะได้ตั้งโต๊ะกินเลยทันที ด้วยความที่เราไม่ค่อยสนิทกับคนงานของคุณพ่อจัดมีการจัดแบ่งที่คุณพ่อและพี่ชายไปตั้งโต๊ะนั่งกินกับคนงานของตัวเองพากันกินเบียร์เปิดเพลงกันอย่างสนุกสนาน ส่วนเรากับแม่และน้องสาวอีกคนก็นั่งกินกันในบ้าน เวลาล่วงเลยไปจนถึงสี่ทุ่มคนงานของคุณพ่อกลับไปหมดแล้ว คุณพ่อเดินเข้าบ้านมาแล้วบอกกับเราว่า
"ออกไปเก็บของให้หน่อย" ในจังหวะนั้นเราก็พูดออกไปว่า "ไม่ได้กินด้วยไม่เก็บ ทำไมคนงานพ่อกินแล้วเก็บไม่ได้"
ใช่ค่ะ พอเราพูดจบคุณพ่อก็ระเบิดลงเลยทันที ในจังหวะที่เราพูดประโยคนั้นคือเราคิดจริงๆว่าอาหารเราก็ไปซื้อมาให้แล้ว หั่นผัก ทำน้ำซุป ไว้รอแล้วทำไมคนงานของคุณพ่อรวมไปจนถึงทั้งตัวพี่ชายเองทำไมถึงเก็บเองไม่ได้ กินเสร็จแยกย้ายกลับ เราทำทำเก็บ? แบบนี้รึเปล่าคะ
ช่วงที่คุณพ่อระเบิดลงนั้นมีหลายประโยคที่หยาบคายมากแต่เราจำได้ไม่หมดมีประมาณว่า
"ไม่ได้กินไม่เก็บ กูกับเขานี่แหละที่ทำงานเอาเงินมาให้คนอยู่บ้านแบบ"
"ควรรู้ไว้นะว่าเขามีบุญคุณกับที่เขามาช่วยกูทำงานเอาเงินมาเลี้ยงคนขี้เกียจแบบ"
ที่เราจำได้ก็คร่าวๆประมาณนี้ค่ะ
และประโยคนั้นก็ทำให้เราคิดอีกว่า คนงานของพ่อมีบุญคุณกับเรามากมายขนาดนั้นเลยเหรอ เขามาทำงานก็เพื่อแลกกับเงิน เขาไม่ได้มาทำงานเพื่อที่ต้องการเลี้ยงเราถึงจะพูดได้อย่างเต็มปากว่าคนงานก็แรงส่วนหนึ่งในการช่วยคุณพ่อของเราทำงานในแต่ล่ะโปรเจคที่ผ่านๆแต่เราก็ไม่คิดว่าเขาจะมีบุญคุณกับเรามากมายขนาดนั้นค่ะ
เหมือนกับว่ากระทู้นี่เป็นอีกกระทู้หนึ่งที่ต้องการคนที่ตอบคำถามอย่างจริงจังด้วยนะคะ เราอยากรู้ว่าที่เราคิดมันผิดมากมายขนาดไหนเราจะได้ปรับตัวทัน ถึงถ้าจะมีใครสักคนที่บอกว่าเราคิดถูกแต่ด้วยสังคมไทยที่บ่มเพาะให้ผู้เป็นพ่อเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน สุดท้ายแล้วเราก็เป็นคนผิดเองอยู่ดีค่ะ
//อีกสักประเด็นเพื่อมีคนเข้าใจผิดจุด เราไม่ได้ขี้เกียจนะคะ เราเรียนคณะนึงที่เรียนหนักทำโปรเจคหนักมากๆ ช่วงนี้คือช่วงปิดเทอมของเรา เกรดเฉลี่ยโดยรวมปัจจุบันของเราคือเกียรตินิยมอันดับสอง
เรารู้ค่ะว่าเวลาคนอยากด่า เขาจะอยากด่าบางสิ่งให้เรารู้สึกเจ็บปวดกับคำพูด การเห็นน้ำตาของเราคือชัยชนะสำหรับเขา สำหรับใครที่เป็นห่วงนะคะเราโอเคดี เรารู้สึกว่าเรายังมีสิ่งดีๆรออยู่ภายหน้า ใช้ชีวิตให้มีความสุขก็พอแล้วค่ะ

คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 1
ก่อนอื่น ตอนนี้ยังไม่ควรจะมาสังสรรค์เฮฮาแบบกลุ่มแบบนั้น เสี่ยงติดโรคนะคะ
เพราะไม่รู้ว่าคนงานเขาไปทำอะไรที่ไหนมาบ้าง


ส่วนเรื่องที่ถาม
จะบอกว่าทำงานแลกเงินก็ใช่ค่ะ
แต่พ่อคุณมีธรรมาภิบาลกับลูกน้อง คิดว่าบริษัทขับเคลื่อนด้วยลูกจ้าง
เขาจึงให้ความสำคัญกับลูกจ้างค่ะ
ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ถูกสำหรับคนเป็นเจ้าของกิจการ
ทรัยากรที่มีค่าที่สุดคือทรัพยากรบุคคล

ส่วนวิธีคิดแบบ จขกท เป็นวิธีคิดที่ถูกสำหรับคนเป็นลูกจ้าง
คือทำงานแลกเงิน ไม่ต้องคิดว่าตัวเองนั้นมีบุญคุณกับบริษัท
เพราะถ้าเผลอไปคิดแบบนั้น เวลาเจอบริษัทที่ไร้ธรรมาภิบาล ปฏิบัติกับลูกจ้างไม่ดี ลูกจ้างจะผิดหวังมาก
มีความอาฆาตแค้นเพราะคิดว่าตัวเองมีบุญคุณกับบริษัททำไมไม่ให้ความสำคัญ
แต่ถ้าคิดว่าตัวเองคือลูกจ้างที่ทำงานแลกเงิน ไม่ได้มีบุญคุณอะไร
เวลาถูกให้ออก หรือได้รับความไม่เป็นธรรม จะทำให้ยอมรับได้ง่ายขึ้น ไม่รู้สึกเสียใจผิดหวัง
(แต่การเรียกร้องความถูกต้องยังคงต้องทำ
เช่น การถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ก็ต้องฟ้องกรมแรงงานเพื่อดำเนินการไปตามกฎหมายและสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้)

ที่พ่อ จขกท โกรธ
เพราะนี่เป็นช่วงที่ จขกท ปิดเทอม
แต่พวกเขานั้นยังต้องทำงานกันตลอด
ตอนกลางวันทำงานมาทั้งวัน ตอนตกเย็นมากินข้าว ยังจะต้องมาเก็บกวาดล้างจานอีก
พ่อ จขกท อาจจะรู้สึกว่าเหนื่อยที่จะทำ คนงานเขาก็เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว
และเนื่องจากเป็นการจัดงานวันเกิด
ลูกจ้างที่ชวนมาเขาถือเป็นแขก การจะให้แขกมาล้างจานเป็นรื่องไม่ควรทำ

จขกท ลองคิดว่า
ถ้าคนที่เชิญมาสังสรรค์เป็นอาจารย์ เป็นคณบดี หรือญาติผู้ใหญ่ของ จขกท
เป็น ส.ส. ข้าราชการระดับสูง หรือเป็นคนที่รวยและมีชื่อเสียงมากๆ มีคนนับหน้าถือตา
คุณจะรู้สึกไหมว่า เขาเป็นแขกมากินวันเกิดที่บ้านคุณแล้วต้องเก็บกวาดล้างจานก่อนกลับด้วย

การที่คุณบอกว่าคนงานมากินเลี้ยงที่บ้านคุณ ต้องเก็บกวาดล้างจานเอง
มันเป็นอคติที่คุณคิดว่าเขาเป็นแค่คนงาน เลยไม่ต้องเกรงใจ ใช่หรือไม่
ไม่ต้องตอบเรา คุณลองคิดแล้วตอบตัวเองก็พอ

ที่เราตอบหมายถึงการมาแบบนานทีปีหน ไม่ใช่การมาบ่อยๆ จนเป็นปกติ
ถ้ามาบ่อยๆ จนเคยชิน ควรเก็บกวาดกันเอง
จะให้คนอื่นมาเก็บกวาดให้ตลอด ก็ดูจะไม่ดีเท่าไร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่