คุณจะคิดยังไง ถ้าสมมติเราอยู่ในพ่อแม่พี่น้องที่ดีพร้อมทุกอย่าง ทำให้คุณทุกอย่าง แต่สุดท้ายคุณก็จะเลือกทางเดินของคุณซึ่งมีความขัดแย้งทุกประการที่ต่อให้คนในครอบครัวรักคุณยังไง เขาก็จะพร้อมตัดคุณออกจากตระกูลอย่างที่จะไม่มีวันหวลกลับไปได้อีก ยาวนิดนึงนะจ๊ะ ^___^
สวัสดีค่ะ จขกท เพิ่งจะลงเรื่องราวในนี้เป็นครั้งแรก (ถ้าเขียนไม่ดียังไงโปรดอย่าใส่ใจนะคะ ^^;)
ขอเริ่มต้นเรื่องราวของเราจากครอบครัวเราก่อนเนอะ เราเกิดมาในครอบครัวที่อยู่ในฐานะเกือบปานกลาง เพราะตอนก่อนเราเกิดนั้นพ่อแม่เริ่มทำกิจการครอบครัวโดยที่เป็นหนี้เป็นสินมากมายแทบจะหมุนเงินไม่ไหว (ขอใช้คำว่า "ตีนก่ายหน้าผาก" ได้เลย 5555) แทบจะคืนหนี้ไม่ทันแถมผู้ถือหุ้นร่วมจะมายกเลิกเพราะความไม่เห็นด้วย ถึงขนาดบอกว่าจะเอาหลังคาโรงงานออกเลย (ซึ่งตอนนั้นกึ่งเป็นโรงงานกับบ้านเราเลย) ด้วยเรื่องราวเหล่านั้น พ่อกับแม่จึงเกลียดความจนมาก เพราะเขาผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ หลังจากนั้นแม่ตัดสินเปิดร้านค้าเองเพื่อขยายกิจการในย่านเกี่ยวกับของชำร่วย
ก็เลยกลายเป็นว่าพอเราเกิดมาทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น และทุกคนที่เห็นเราต่างก็เอ็นดูเรามากกว่าใครในพี่น้องเรา เราจึงเป็นเด็กที่โดนสปอยมากกว่าพี่สาวอีกสองคน เราได้มีโอกาสเรยนในโรงเรียนดีๆ มีโอกาสไปเที่ยวตปทมากกว่าพี่ๆอาจจะเป็นเพราะเราเป็นลูกคนเล็กที่พ่อและแม่รักมาก
หลังจากที่เรียนจบป.ตรีมาแล้ว เรายังตัดสินใจไม่เลือกเรียนป.โท เพราะเราเห็นพี่ทั้งสองคนเรียนหนักมากเพื่อทำวิทยานิพนธ์แต่สุดท้ายก็ต้องมาลงเอยโดยการสานกิจการพ่อแม่ต่อ อาจจะเป็นเพราะเราเห็นแล้วว่ามันเสียเวลา ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรมากมาย เพียงแค่หางานง่ายกว่าวุฒิป.ตรีหรือน้อยกว่า แต่เรามาคิดว่ายังไงเราก็มีกิจกรรมรองรับทำให้เราไม่ซีในการขวนขวายอะไร ตอนนี้พี่สาวสองคนแต่งงานกันไปแล้ว (อาจจะเป็นเพราะพี่คนโตได้มีโอกาสเรียนป.โททำให้เจอแฟนเขาผ่านเพื่อนของเขาอีกที ส่วนคนกลางเป็นคนที่ชอบสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆอยู่แล้วเลยชอบที่จะทำงานข้างนอกมากกว่าทำในบ้าน แล้วสุดท้ายก็ได้เจอพี่เขยในที่ทำงาน แต่สุดท้ายก็ต้องมาเปิดโรงเรียนสอนภาษาเล็กๆในตึกเดียวกับกิจการที่บ้าน) ก่อนที่พี่สาวคนโตแต่งงาน แม่เคยเตือนว่าให้ไปหาสิ่งที่อยากเรียน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอากาสแล้ว ตอนนั้นเราก็ยังไม่มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษเพราะไม่ว่าเราจะเรียนอะไร ที่บ้านจะขัดแย้งตลอดเพราะเขาต้องการสิ่งที่เป็นประโยชน์กับกิจการของเขา สิ่งที่หาเงินได้จริงๆไม่ใช่เพ้อฝัน ยังไม่ทันได้คิดอะไรเลย พี่สาวก็เริ่มต้นจัดงานแต่งและทุกคนมัวแต่ยุ่งกับงานแต่ และด้วยความที่ว่ากิจการดีมากตอนนั้นและเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ทันก่อนกำหนดลูกค้าเพื่อความเตรียมพร้อม ทำให้เราไม่คิดอะไรเผื่อตัวเองเลย
ขอเล่าช่วงเวลาที่เราทำงานหน่อยนะ ช่วงที่พี่สาวคบกับพี่เขยอยู่ ทางพี่เขากำหนดว่าวันอาทิตย์ต้องหยุด เกลียดการทำงานวันอาทิตย์ ห้ามนำเรื่องงานมาคุยระหว่างวันหยุด ซึ่งแปลกมากที่งานเขาไม่ได้ยุ่งยากกับเราเลย ส่วนพอเราขอหยุดเพื่อเรียนจีนวันเสาร์(ใจจริงเป็นคนไม่ชอบภาษาจีนเลย แต่ที่บ้านเห็นดีเลยต้องทำใจเรียน) ก็ต้องเอามือถือร้านไปด้วย!!!!เพราะให้คุยกับลูกค้าระหว่างเรียน!!! ทั้งๆที่ก็มีพนักงานคนอื่นสามารถรับเรื่องได้ แต่พี่สาวกลับให้เราคุยในวันที่หยุด (ซึ่งดูไม่เหมือนหยุดอีกต่างหาก) บอกว่าตัวเองยุ่งอย่างนั้นอย่างนี้ รับเรื่องไม่เป็น คุยกับลูกค้าไม่เป็น แล้ววันไหนที่เราไม่อยู่ พี่สาวก็จะเหมือนขาดอะไรบางอย่างทำให้เขาหงุดหงิดมากและคอยโทรมาถามเราเรื่องนั่นนี่ ทั้งๆที่เขาสามารถคุยกับคนไหนก็ได้เพราะพนักงานก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น สามารถไล่ดูไทม์ไลน์ที่เราคุยกับลูกค้าไว้ก็ได้แต่ไม่คุย เราเลยเลือกที่จะไม่หยุดงานและเลิกเรียนจีนเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพี่สาว แต่ก็ยังไม่วายที่จะต้องเจอความหงุดหงิดของเขาเวลาเราจะไปไหนก็แม่ที่ตปท. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนเขาก็โทรมาปรึกษาตลอด (ทั้งๆที่พอเราโทรไปหาช่วงที่เขาหยุด (ถามแบบจำเป็นจริงๆนะ)) เราก็มักจะโดนที่บ้านว่า อย่าไปโทรหาเขาตอนหยุดเพราะแฟนพี่สาวไม่พอใจ
หลังจากพี่สาวทั้งสองคนแต่งงานไป ต่างคนต่างขอจองวันหยุดประจำ รวมไปถึงพ่อแม่เราด้วยเพราะเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เป็นอันต้องเถียงกันตลอดเวลาไปที่ทำงานวันเดียวกัน ตอนแรกเขาก็จะยกวันหยุดให้เรา แต่ถ้าวันไหนเราหยุด บางครั้งแม่จะพาไปทำธุระโน้นนี่นั่นตลอด (พอเราบ่นก็บ่นกลับมาว่า เรื่องของเขาเยอะอย่างนั้นอย่างนี้ต้องมีเราไปช่วยด้วย) พ่ออยู่บ้านก็จะอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเนื่องด้วยสุขภาพ อันนี้เราเข้าใจไม่ว่ากัน และวันไหนที่เราหยุดแต่พวกเขาก็ไม่มานั่งจำว่าวันนี้เป็นวันของเรา ก็เหมือนเดิมเขาก็จะถามว่า "วันนี้หนูไปใช่มั๊ย มีงานนี้นะๆ งานด่วนมาก คนนั้นก็หยุด คนนี้ก็หยุด ลูกค้าก็ต้องการงานด่วน ขาดคนทำไงดีเนี่ยจะทำทันมั๊ย" สุดท้ายเราก็เห็นแล้วว่าถ้าไม่ไปก็คงไม่ได้ สุดท้ายก็มีแค่เราที่ไม่มีวันหยุด แต่บางครั้งเราก็อยากมีเวลาของเราเอง อยากอิสระของเราเอง แม้จะแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ยังดี
เกริ่นนานแระ ตอนนี้มาขยับเรื่องชีวิตรักดู ด้วยความที่ว่าตอนเราเด็กๆ เราเป็นที่ค่อนข้างน่ารังเกียจสำหรับพวกเด็กหลังห้องซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่เคยเหียบเงา หรืออะไรมันเลยนะ แต่คนที่ถูกค้ารังเกียจอย่างเราก็มีความรัก ซึ่งก็ทำได้เพียงแค่มองคนที่ชอบอยู่ไกลๆ พอเขามีแฟนมา หรือไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนเราด้วยทำให้เฟลมาตลอด และเชื่อมาตลอดว่าไม่มีใครมีใจให้เราหรอก อาจจะเพราะความเป็นคนเงียบๆ รูปร่างอ้วนมาแต่เด็ก ไม่เป็นที่น่าสนใจ และเป็นคนเข้าหาใครยากแต่ถ้ารู้จักกันแล้วเพื่อนจะดีกับเรามาก แต่น้อยคนจะเห็น
ไม่นานมานี้เราเคยคบคนๆนึง คบมาได้ระยะนึงแล้ว ประมาณ 3 ปี แต่ด้วยระยะห่างและด้วยความที่เขาไม่ใส่ใจในรายละเอียดอะไรมากมาย เราเลยเสียใจ เสียน้ำตากับคนนี้ไปเยอะมากๆ เพราะแต่ละอย่างที่เขาทำมีแต่ทำให้ช้ำใจ แต่เราก็ยอมโง่ยอมทนกับเขามานานเลยดูเหมือนของตายสำหรับเขา ล่าสุดทุกอย่างก็พังในวันที่เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจออกมาเพราะไม่อยากอยู่ในสถานะคบซ้อนและสับสนแบบนี้ เราใช้เวลาทำใจอยู่นานกว่าจะลืมเขาได้ เราพยายามทิ้งทุกการติดต่อ ทิ้งรูปเขา ทิ้งข้อความที่เราประทับใจเกี่ยวกับเขาแล้วมาเก็บไว้ในอัลบั้มมือถือ บางครั้งตื่นขึ้นมากลางดึกชนิดที่แบบร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้รู้เลยว่า ไม่ต้องการความรักแบบนี้อีกแล้ว เคยหนีไปเที่ยว น่าน คนเดียวเพื่อหาเวลารักตัวเองให้มากขึ้น (ยอมรับว่าโกหกพ่อแม่มาเพราะถ้าบอกไปก็คงไม่ให้ไป) สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปเองคนเดียวเพราะเคยคิดว่าชาตินี้คงได้อยู่คนเดียวตลอดไปแน่ๆ เลยต้องฝึกการอยู่คนเดียวให้เป็น แม้พ่อแม่บอกว่าหนูต้องไปนั่นนี่เพื่อหาแฟนที่ดีให้ได้ แต่ขอโทษจะไปหาที่ไหนไม่ทราบ !!! เพราะไปไหนไม่แม่ตามไปด้วย พ่อจะคอยเช็คตำแหน่ง GPS ตลอดเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเหมือนจะดูขาดอิสระและอึดอัดมากๆ
ตอนนี้มาถึงช่วงจุดเปลี่ยนผัน ก่อนที่เราไปเที่ยวน่าน เราก็รู้จักผู้ชายคนนึงผ่านเพื่อนอีกที ช่วงแรกที่คุยกันก็อารมณ์เหมือนคุยกับเพื่อนของเพื่อนอีกที แต่หลังๆมานี้เขาเริ่มอยากคุยกับเรามากขึ้นๆ คอยส่งข้อความห่วงใยเราตลอดช่วงเราไปจีนเพื่อคุยค้าขายกับแม่ ให้คอยดูแลตัวเอง ให้คอยหาอะไรกิน ไม่ให้หิว เราเลยถามตรงๆว่าจะจีบหรอ เขาเลยบอกตรงๆเหมือนกันว่าใช่ แต่ก่อนทุกอย่างจะเริ่มต้นเขาก็เอาเฟสบุ๊คให้เรา เราก็เห็นว่าเขาเป็นคุณพ่อมีลูกสาวคนนึง (ขอไม่เอ่ยถึงแม่เด็ก) ในคหสต เราไม่รังเกียจคนมีลูก แต่สิ่งเดียวที่คิดได้เลยว่าที่บ้านเราจะต้องมีปัญหาแน่ๆ เราเลยตอบกลับว่าไม่อยากให้รอ เพราะใจเราก็กลัวว่าถ้าคบกันจริงๆมันจะไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเลย หลังจากที่บอกอย่างนั้นเขาก็เงียบหายไป แต่เขาก็ยังมีคอยดูเราจากเฟสบุ๊คตลอด หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมาคุยกับเราอีกครั้ง ตอนแรกเราแค่คิดอยากคุยกับเขาเป็นเพื่อนมากกว่าแต่เขากลับมาทำให้เราหวั่นไหวอีกครั้ง จนในที่สุดก็เริ่มคุยกันและตัดสินใจที่จะคบกัน
เราเริ่มไปเที่ยวกันก่อนที่โควิดจะมา (โอ้ละหนอ โชคชะตา) เราก็ได้เห็นตัวจริงของเขา ผู้ชายที่ดูห้าวๆ ไม่กลัวใครและปสกในการใช้ชีวิตของเขาเยอะมาก กลับอ่อนโยน ใจดี ใส่ใจเราทุกอย่าง ทำให้เราชอบในมุมน่ารักนี้ของเขา ตอนนั้นคิดไว้ว่าจะคบสักพักแล้วค่อยมาให้ที่บ้านรู้จักกัน แต่ด้วยความที่บ้านไม่ชอบที่เราออกจากบ้านแต่เช้ามากซึ่งผิดแปลกจากที่เราไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่น บวกกับที่เราเริ่มบอกพ่อแม่สักพักเรื่องเขา ทำให้แม่ตัดสินใจหาเขาในเฟสบุ๊ค หลายอย่างในเฟสเขาทำให้แม่ไม่พอใจในตัวเขามากๆ พ่อและแม่แสดงถึงความโกรธและเสียใจและสั่งให้เราเลิกกับเขา
-ยังมีต่อนะจ๊ะ ใครปูเสื่อรอดูอยู่ ทิ้งข้อความไว้ให้เป็นกำลังใจ จขกทด้วยนะค๊าา-
ความรู้สึกคนที่จะออกจากครอบครัวที่อบอุ่น
สวัสดีค่ะ จขกท เพิ่งจะลงเรื่องราวในนี้เป็นครั้งแรก (ถ้าเขียนไม่ดียังไงโปรดอย่าใส่ใจนะคะ ^^;)
ขอเริ่มต้นเรื่องราวของเราจากครอบครัวเราก่อนเนอะ เราเกิดมาในครอบครัวที่อยู่ในฐานะเกือบปานกลาง เพราะตอนก่อนเราเกิดนั้นพ่อแม่เริ่มทำกิจการครอบครัวโดยที่เป็นหนี้เป็นสินมากมายแทบจะหมุนเงินไม่ไหว (ขอใช้คำว่า "ตีนก่ายหน้าผาก" ได้เลย 5555) แทบจะคืนหนี้ไม่ทันแถมผู้ถือหุ้นร่วมจะมายกเลิกเพราะความไม่เห็นด้วย ถึงขนาดบอกว่าจะเอาหลังคาโรงงานออกเลย (ซึ่งตอนนั้นกึ่งเป็นโรงงานกับบ้านเราเลย) ด้วยเรื่องราวเหล่านั้น พ่อกับแม่จึงเกลียดความจนมาก เพราะเขาผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ หลังจากนั้นแม่ตัดสินเปิดร้านค้าเองเพื่อขยายกิจการในย่านเกี่ยวกับของชำร่วย
ก็เลยกลายเป็นว่าพอเราเกิดมาทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้น และทุกคนที่เห็นเราต่างก็เอ็นดูเรามากกว่าใครในพี่น้องเรา เราจึงเป็นเด็กที่โดนสปอยมากกว่าพี่สาวอีกสองคน เราได้มีโอกาสเรยนในโรงเรียนดีๆ มีโอกาสไปเที่ยวตปทมากกว่าพี่ๆอาจจะเป็นเพราะเราเป็นลูกคนเล็กที่พ่อและแม่รักมาก
หลังจากที่เรียนจบป.ตรีมาแล้ว เรายังตัดสินใจไม่เลือกเรียนป.โท เพราะเราเห็นพี่ทั้งสองคนเรียนหนักมากเพื่อทำวิทยานิพนธ์แต่สุดท้ายก็ต้องมาลงเอยโดยการสานกิจการพ่อแม่ต่อ อาจจะเป็นเพราะเราเห็นแล้วว่ามันเสียเวลา ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรมากมาย เพียงแค่หางานง่ายกว่าวุฒิป.ตรีหรือน้อยกว่า แต่เรามาคิดว่ายังไงเราก็มีกิจกรรมรองรับทำให้เราไม่ซีในการขวนขวายอะไร ตอนนี้พี่สาวสองคนแต่งงานกันไปแล้ว (อาจจะเป็นเพราะพี่คนโตได้มีโอกาสเรียนป.โททำให้เจอแฟนเขาผ่านเพื่อนของเขาอีกที ส่วนคนกลางเป็นคนที่ชอบสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆอยู่แล้วเลยชอบที่จะทำงานข้างนอกมากกว่าทำในบ้าน แล้วสุดท้ายก็ได้เจอพี่เขยในที่ทำงาน แต่สุดท้ายก็ต้องมาเปิดโรงเรียนสอนภาษาเล็กๆในตึกเดียวกับกิจการที่บ้าน) ก่อนที่พี่สาวคนโตแต่งงาน แม่เคยเตือนว่าให้ไปหาสิ่งที่อยากเรียน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอากาสแล้ว ตอนนั้นเราก็ยังไม่มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษเพราะไม่ว่าเราจะเรียนอะไร ที่บ้านจะขัดแย้งตลอดเพราะเขาต้องการสิ่งที่เป็นประโยชน์กับกิจการของเขา สิ่งที่หาเงินได้จริงๆไม่ใช่เพ้อฝัน ยังไม่ทันได้คิดอะไรเลย พี่สาวก็เริ่มต้นจัดงานแต่งและทุกคนมัวแต่ยุ่งกับงานแต่ และด้วยความที่ว่ากิจการดีมากตอนนั้นและเป็นสิ่งที่ต้องทำให้ทันก่อนกำหนดลูกค้าเพื่อความเตรียมพร้อม ทำให้เราไม่คิดอะไรเผื่อตัวเองเลย
ขอเล่าช่วงเวลาที่เราทำงานหน่อยนะ ช่วงที่พี่สาวคบกับพี่เขยอยู่ ทางพี่เขากำหนดว่าวันอาทิตย์ต้องหยุด เกลียดการทำงานวันอาทิตย์ ห้ามนำเรื่องงานมาคุยระหว่างวันหยุด ซึ่งแปลกมากที่งานเขาไม่ได้ยุ่งยากกับเราเลย ส่วนพอเราขอหยุดเพื่อเรียนจีนวันเสาร์(ใจจริงเป็นคนไม่ชอบภาษาจีนเลย แต่ที่บ้านเห็นดีเลยต้องทำใจเรียน) ก็ต้องเอามือถือร้านไปด้วย!!!!เพราะให้คุยกับลูกค้าระหว่างเรียน!!! ทั้งๆที่ก็มีพนักงานคนอื่นสามารถรับเรื่องได้ แต่พี่สาวกลับให้เราคุยในวันที่หยุด (ซึ่งดูไม่เหมือนหยุดอีกต่างหาก) บอกว่าตัวเองยุ่งอย่างนั้นอย่างนี้ รับเรื่องไม่เป็น คุยกับลูกค้าไม่เป็น แล้ววันไหนที่เราไม่อยู่ พี่สาวก็จะเหมือนขาดอะไรบางอย่างทำให้เขาหงุดหงิดมากและคอยโทรมาถามเราเรื่องนั่นนี่ ทั้งๆที่เขาสามารถคุยกับคนไหนก็ได้เพราะพนักงานก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น สามารถไล่ดูไทม์ไลน์ที่เราคุยกับลูกค้าไว้ก็ได้แต่ไม่คุย เราเลยเลือกที่จะไม่หยุดงานและเลิกเรียนจีนเพื่ออยู่เป็นเพื่อนพี่สาว แต่ก็ยังไม่วายที่จะต้องเจอความหงุดหงิดของเขาเวลาเราจะไปไหนก็แม่ที่ตปท. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนเขาก็โทรมาปรึกษาตลอด (ทั้งๆที่พอเราโทรไปหาช่วงที่เขาหยุด (ถามแบบจำเป็นจริงๆนะ)) เราก็มักจะโดนที่บ้านว่า อย่าไปโทรหาเขาตอนหยุดเพราะแฟนพี่สาวไม่พอใจ
หลังจากพี่สาวทั้งสองคนแต่งงานไป ต่างคนต่างขอจองวันหยุดประจำ รวมไปถึงพ่อแม่เราด้วยเพราะเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ เป็นอันต้องเถียงกันตลอดเวลาไปที่ทำงานวันเดียวกัน ตอนแรกเขาก็จะยกวันหยุดให้เรา แต่ถ้าวันไหนเราหยุด บางครั้งแม่จะพาไปทำธุระโน้นนี่นั่นตลอด (พอเราบ่นก็บ่นกลับมาว่า เรื่องของเขาเยอะอย่างนั้นอย่างนี้ต้องมีเราไปช่วยด้วย) พ่ออยู่บ้านก็จะอยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเนื่องด้วยสุขภาพ อันนี้เราเข้าใจไม่ว่ากัน และวันไหนที่เราหยุดแต่พวกเขาก็ไม่มานั่งจำว่าวันนี้เป็นวันของเรา ก็เหมือนเดิมเขาก็จะถามว่า "วันนี้หนูไปใช่มั๊ย มีงานนี้นะๆ งานด่วนมาก คนนั้นก็หยุด คนนี้ก็หยุด ลูกค้าก็ต้องการงานด่วน ขาดคนทำไงดีเนี่ยจะทำทันมั๊ย" สุดท้ายเราก็เห็นแล้วว่าถ้าไม่ไปก็คงไม่ได้ สุดท้ายก็มีแค่เราที่ไม่มีวันหยุด แต่บางครั้งเราก็อยากมีเวลาของเราเอง อยากอิสระของเราเอง แม้จะแค่ 2-3 ชั่วโมงก็ยังดี
เกริ่นนานแระ ตอนนี้มาขยับเรื่องชีวิตรักดู ด้วยความที่ว่าตอนเราเด็กๆ เราเป็นที่ค่อนข้างน่ารังเกียจสำหรับพวกเด็กหลังห้องซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่เคยเหียบเงา หรืออะไรมันเลยนะ แต่คนที่ถูกค้ารังเกียจอย่างเราก็มีความรัก ซึ่งก็ทำได้เพียงแค่มองคนที่ชอบอยู่ไกลๆ พอเขามีแฟนมา หรือไม่ได้มีความรู้สึกเหมือนเราด้วยทำให้เฟลมาตลอด และเชื่อมาตลอดว่าไม่มีใครมีใจให้เราหรอก อาจจะเพราะความเป็นคนเงียบๆ รูปร่างอ้วนมาแต่เด็ก ไม่เป็นที่น่าสนใจ และเป็นคนเข้าหาใครยากแต่ถ้ารู้จักกันแล้วเพื่อนจะดีกับเรามาก แต่น้อยคนจะเห็น
ไม่นานมานี้เราเคยคบคนๆนึง คบมาได้ระยะนึงแล้ว ประมาณ 3 ปี แต่ด้วยระยะห่างและด้วยความที่เขาไม่ใส่ใจในรายละเอียดอะไรมากมาย เราเลยเสียใจ เสียน้ำตากับคนนี้ไปเยอะมากๆ เพราะแต่ละอย่างที่เขาทำมีแต่ทำให้ช้ำใจ แต่เราก็ยอมโง่ยอมทนกับเขามานานเลยดูเหมือนของตายสำหรับเขา ล่าสุดทุกอย่างก็พังในวันที่เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจออกมาเพราะไม่อยากอยู่ในสถานะคบซ้อนและสับสนแบบนี้ เราใช้เวลาทำใจอยู่นานกว่าจะลืมเขาได้ เราพยายามทิ้งทุกการติดต่อ ทิ้งรูปเขา ทิ้งข้อความที่เราประทับใจเกี่ยวกับเขาแล้วมาเก็บไว้ในอัลบั้มมือถือ บางครั้งตื่นขึ้นมากลางดึกชนิดที่แบบร้องไห้ออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้รู้เลยว่า ไม่ต้องการความรักแบบนี้อีกแล้ว เคยหนีไปเที่ยว น่าน คนเดียวเพื่อหาเวลารักตัวเองให้มากขึ้น (ยอมรับว่าโกหกพ่อแม่มาเพราะถ้าบอกไปก็คงไม่ให้ไป) สิ่งที่ทำให้เราตัดสินใจไปเองคนเดียวเพราะเคยคิดว่าชาตินี้คงได้อยู่คนเดียวตลอดไปแน่ๆ เลยต้องฝึกการอยู่คนเดียวให้เป็น แม้พ่อแม่บอกว่าหนูต้องไปนั่นนี่เพื่อหาแฟนที่ดีให้ได้ แต่ขอโทษจะไปหาที่ไหนไม่ทราบ !!! เพราะไปไหนไม่แม่ตามไปด้วย พ่อจะคอยเช็คตำแหน่ง GPS ตลอดเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเหมือนจะดูขาดอิสระและอึดอัดมากๆ
ตอนนี้มาถึงช่วงจุดเปลี่ยนผัน ก่อนที่เราไปเที่ยวน่าน เราก็รู้จักผู้ชายคนนึงผ่านเพื่อนอีกที ช่วงแรกที่คุยกันก็อารมณ์เหมือนคุยกับเพื่อนของเพื่อนอีกที แต่หลังๆมานี้เขาเริ่มอยากคุยกับเรามากขึ้นๆ คอยส่งข้อความห่วงใยเราตลอดช่วงเราไปจีนเพื่อคุยค้าขายกับแม่ ให้คอยดูแลตัวเอง ให้คอยหาอะไรกิน ไม่ให้หิว เราเลยถามตรงๆว่าจะจีบหรอ เขาเลยบอกตรงๆเหมือนกันว่าใช่ แต่ก่อนทุกอย่างจะเริ่มต้นเขาก็เอาเฟสบุ๊คให้เรา เราก็เห็นว่าเขาเป็นคุณพ่อมีลูกสาวคนนึง (ขอไม่เอ่ยถึงแม่เด็ก) ในคหสต เราไม่รังเกียจคนมีลูก แต่สิ่งเดียวที่คิดได้เลยว่าที่บ้านเราจะต้องมีปัญหาแน่ๆ เราเลยตอบกลับว่าไม่อยากให้รอ เพราะใจเราก็กลัวว่าถ้าคบกันจริงๆมันจะไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเลย หลังจากที่บอกอย่างนั้นเขาก็เงียบหายไป แต่เขาก็ยังมีคอยดูเราจากเฟสบุ๊คตลอด หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมาคุยกับเราอีกครั้ง ตอนแรกเราแค่คิดอยากคุยกับเขาเป็นเพื่อนมากกว่าแต่เขากลับมาทำให้เราหวั่นไหวอีกครั้ง จนในที่สุดก็เริ่มคุยกันและตัดสินใจที่จะคบกัน
เราเริ่มไปเที่ยวกันก่อนที่โควิดจะมา (โอ้ละหนอ โชคชะตา) เราก็ได้เห็นตัวจริงของเขา ผู้ชายที่ดูห้าวๆ ไม่กลัวใครและปสกในการใช้ชีวิตของเขาเยอะมาก กลับอ่อนโยน ใจดี ใส่ใจเราทุกอย่าง ทำให้เราชอบในมุมน่ารักนี้ของเขา ตอนนั้นคิดไว้ว่าจะคบสักพักแล้วค่อยมาให้ที่บ้านรู้จักกัน แต่ด้วยความที่บ้านไม่ชอบที่เราออกจากบ้านแต่เช้ามากซึ่งผิดแปลกจากที่เราไปเที่ยวกับเพื่อนคนอื่น บวกกับที่เราเริ่มบอกพ่อแม่สักพักเรื่องเขา ทำให้แม่ตัดสินใจหาเขาในเฟสบุ๊ค หลายอย่างในเฟสเขาทำให้แม่ไม่พอใจในตัวเขามากๆ พ่อและแม่แสดงถึงความโกรธและเสียใจและสั่งให้เราเลิกกับเขา
-ยังมีต่อนะจ๊ะ ใครปูเสื่อรอดูอยู่ ทิ้งข้อความไว้ให้เป็นกำลังใจ จขกทด้วยนะค๊าา-