รักในวัยเรียน

รักในวัยเรียน
ผมเชื่อว่าหลายๆคนก็คงเคยมีความรักในวัยเรียน ทุกคนเชื่อไหมว่าการมีความรักในตอนวัยเรียนเป็นอะไรที่เจ็บที่สุดและเป็นสิ่งเดียวที่มีความสุขที่สุด สำหรับผมนะเหรอ! ผมเป็นหนึ่งเดียวในเพื่อนฝูงที่ไม่เคยมีความรักกับเพื่อนๆเลย แต่ถ้าหากถามว่าเคยชอบใครไหม? ผมก็ไม่รู้ว่ามันเลือกว่าอะไร รัก ชอบ รู้สึกดี ผมก็แยกแยะความรู้สึกผมไม่ออกเช่นเดียวกัน เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนที่ผมเรียนอยู่โรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งมันไกลจากตัวเมืองมาก เพราะผมเป็นคนบ้านนอกแหละ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.5 ถ้าเทียบเท่าก็ ปวช. เพราะผมเรียนสายทวิศึกษา และ มัธยม ด้วย แน่นอนผมจบมาผมก็ได้ทั้ง 2 วุฒิ วันนั้นผมก็เรียนนทวิศึกษาจากวิทยาลัยแห่งหนึ่งในตัวเมือง ซึ่งจะต้องทำการส่งครูจากตัวเมืองเข้าไปสอนในโรงเรียนที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งบังเอิญว่าครูที่จะต้องเข้ามาสอน ก็เป็นครูที่ปรึกษาของคนที่ผมแอบชอบอีกด้วย โลกช่างกลมจริงๆ! ถ้าถามว่าเรารู้จักกันได้ยังไง? วันนั้นผมขอถ่ายรูปกับครู แล้วอัพลงเฟซบุ๊ก แล้วเขาก็ไปเห็นใส่ก็แอดผมไป แล้วเขาคุยกับผมระยะหนึ่ง หยอกล้อกันประจำ แล้วเวลามีปัญหาหลายๆอย่างเราคุยกับเขาได้ เขาจะคอยปลอบคอยให้กำลังใจ เราคุยกันมาได้สักพัก จนรู้สึกว่าความรู้สึกจากแรกๆคิดแค่ เพื่อนต่างโรงเรียน จนเขาเรียกเราว่าพี่เพราะเราเป็นพี่เขา 1 ปี จากนั้นเขาก็บอก่าเราเป็นพี่น้องกันได้ไหม? ผมก็ไม่ได้คิดอะไร จนมาถึงจุดจุดหนึ่งของความรู้สึกเรารู้สึกว่าความรู้สึกที่เรามีให้เขา มันไมม่ได้แค่พี่น้องแล้วละ มันมากกว่าคำว่า “พี่น้อง” ด้วยซ้ำแต่เราไม่กล้าพูดกับเขาไป เราก็คงเป็น พี่น้องสำหรับเขาแหละ เราเคยกลั้นความรู้สึกและหักห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ให้มันคิดไปมากกว่านี้ เราคุยกันประมาณ ปีกว่าๆ โดยที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่ จนมาถึงวันหนึ่งผมจะต้องหาที่เรียนหลังจากจบ ม.6 ผมก็เลยอยากจะไปต่อที่เดียวกับที่เขาเรียน แต่ด้วยความฝันที่อยากเป็นครู ผมก็ต้องออกไปตามหาความฝัน จนเรื่องราวมันก็เกิด เขาอัพรูปคู่กับแฟนในวันเกิดของเขาแต่เขาเรียกแฟนของเขาว่า “พี่ชาย” ผมก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะหลายๆคนก็คงมีคนมากมายมาอวยพรวันเกิดให้ ขณะที่ผมกำลังจะเลยผ่านโพสนั้น ในคอมเม้นของเขาก็ผ่านแว็บๆมาที่สายตาของผม โดยมีคน มา อวยพรวันเกิดของเขาด้วย “สุขสันต์วันเกิดด้วยนะครับ ขอให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง รักกันนานนะครับ” จึงทำให้สะกิดตุ่มสงสัยของผม ผมก็เคยเข้าไปส่องในเฟซ แฟนเขา ปรากฏว่าเขา คบกันได้ 2 ปีก่อนที่จะคุยกับเราด้วยซ้ำไป ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือใจสลายมาก ทำอะไรไม่ค่อยถูกเลย ผมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยกับตัวเขาด้วยซ้ำ หลังจากวันนั้นมาผมก็ตัดสินใจว่าเราคงเป็นได้แค่ “พี่น้อง” เท่านั้น! ผมก็หายออกมาจาชีวิตเขา ไม่ทักก่อน ไม่พูดไม่คุยกับเขาอีกเลย
ผ่านมา…..  1 เดือน
เขาก็กลับมาคุยกับผม เหมือนเดิมโดยที่เขาก็ ถามว่าจะเรียนต่อที่ไหน มาเรียนที่วิทยาลัยเดียวกับเขาไหม? ผมก็ตอบว่า “ยังไม่รู้เลยขอตัดสินใจก่อน” อะไรประมาณนี้แล้วผมก็ไม่อยากกลับไปเจ็บอีกเหมือนเดิม จึงตอบเขาไป แล้วเราก็ถามเขากลับไปเกี่ยวกับถ้ามาเรียนที่นี่ ยูนิฟอร์มชุดนักศึกษาจะประมาณไหน เขาก็บอกให้ผมระเอียดมาก ผมก็ไม่อยากให้ผมกลับไปอยู่ในจุดๆเดิม ผมจึงยื่น Portfolio ไป ราชภัฎ เพื่อที่อยากจะหนีไปให้ไกลโดยที่เราไม่ต้องมาเจอกัน และก็ไปทำตามฝันด้วย แต่ตลกนะ อยากหนีไปไกลๆ แต่วิทยาลัยเราไกลกัน หลังจากเราคุยกันได้สักพัก เราไม่รู้ว่าเกิดอไรขึ้นกับ เขา 2 คนเขาทะเลาะกัน แล้วแฟนเขาก็ทักมาหาเรา ถามเราว่า
A :  คุยอะไรกันกับน้องเขา    
ผม :   คุยอะไรครับ  
A :  ผมถามว่าคุยอะไรกับน้อง……ครับ  
ผม : ป่าวครับผมก็ถามเรื่องยูนิฟอร์ม ไม่ได้มีอะไรนะครับ
A :  รู้ใช้ไหมเขามีแฟนแล้ว  
ผม :  รู้ครับ!  
A :  รู้แล้วจะคุยกับเขาทำไม
ผม : (แคปรูปแชทให้เขาดู)
A :  แค่ถามจะแคปมาทำไม เด็กไม่มีมารยาทรู้ไหมว่าเขาทะเลาะกัน
    เอาตรงๆผมผิดแหละที่แคปรูปแชทให้เขา หลังจากวันนั้นมาผมก็ขอโทษพี่เขาไป เรื่องราวก็จบ แล้วก็ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เลิกกัน แล้วน้องเขาก็กลับมาคุยกับเรา แล้วบอกว่าเขาเลิกกันแล้ว ผมก็ได้แต่ปลอบเขาไปเท่านั้นแหละ เขาก็กลับมาคุยกับเรา ส่วนเราก็คุยกับเขานะ แต่เราคงคุยได้แค่พี่ชาย ที่เขาต้องการเท่านั้นแหละ เราคุยอะไรกับเขาไม่ได้มาก เราไม่อยากกลับไปทำให้ใครทะเลาะกันเพราะเรา อีกแล้ว แล้วเราก็ไม่อยากเจ็บอีกด้วย ผมก็เลิกเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กเขาไป
    ทุกคนเชื่อเรื่องเวรกรรมหรือบุพเพสันนิวาสไหม?...
    ผมไม่รู้ว่าด้วยอะไร วันนั้นเป็นวันประกาศผลการคัดเอกนักศึกษาใหม่ ซึ่งผมสมัครกับเพื่ออีกคน แต่ผมไม่ได้สมัครไว้หลายๆที่เหมือนเพื่อน เพื่อนเลือก 1 ราชภัฎ กับอีกที่คือที่น้องเขาเรียน แล้วการประกาศผลปรากฏว่า ผมติด ที่สมัครไว้ แต่เพื่อนไม่ติด ทำให้ต้องไปเรียนที่เดียวกับน้องเขา หลังจากการประกาศผล ผมก็กลับบ้านไปบอก พ่อกับแม่ แต่เทอมแรกเราก็ต้องออกค่าเทอม ค่าหอ ค่าอุปกรณ์การเรียน โดยค่าเทอมค่อนข้างที่จะมากพอสมควร ซึ่งพ่อก็บอกว่า “ถ้าอยากเรียนก็เรียนเลย เรื่องเงินเดี๋ยวพ่อหายืมให้ ถ้าไม่ได้จริงๆ พ่อจะขายวัว” เราเป็นภาระครอบครัว เพราะการเข้ามาหม่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ อีกอย่างพ่อก็ต้องส่งพี่ด้วย เราก็เลยสละสิทธิไป แล้วหาที่เรียนใหม่ ที่มันเสียค่าเทอมไม่แพงมาก แล้วก็ถึงวันที่จะต้องสมัคร จึงเลือกสมัครวิทยาลัยอันดับ 2 ที่วางแผนชีวิตไว้ ก็ไปทำตามระเบียบการสมัครต่างๆ จนติด ใช่แล้วครับที่ที่ผมกำลังจะบอกคือที่เดียวกับน้องเขาเรียนอยู่ แต่เราเลิกเป็นเพื่อนกันไปแล้วนะ  เขาก็ไม่รู้ เราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ระหว่างเรียนอยู่ที่นี่ ตลอดเวลา 2 ปี เขาคุยกับผม แค่ว่า “เลขที่ 1 ครับ” วันนั้นแผนกผมมีกิจกรรมครับ รุ่นพี่ก็เช็คชื่อรุ่นน้อง หลังจากวันนั้นมาเราก็กลายเป็นคนที่เขาไม่รู้จักอีกเลย…

ถ้าเขาอ่านกระทู้นี้อยู่อยากจะบอกเขาว่า หลังจากที่เราผ่านอะไรกันมาเยอะอยากให้เขาลองลดทิฐิ ลงบ้าง ลองเปิดใจหาคนใหม่ๆมาดูแล ลองตัดร่างกายภายนอกของคนและลองคบกับใครที่เขารักเราจริงๆดูบ้าง แม้ความรักที่ พี่คนนี้มีให้มันก็คง “รัก” แบบพี่น้องเท่านั้นแหละ และ ขอบคุณระยะเวลาที่ผ่านมา ถึงน้องจะลืมพี่ได้ แต่พี่คนนี้ไม่เคยลืมน้องชายเลย ขอบคุณของขวัญวันปัจฉิมนิเทศที่ตั้งใจทำสายคล้องคอให้นะครับ หากวันหนึ่งน้องยังอยากจะคุย อยากปรึกษา พี่คนนี้ยังอยากจะเป็นพี่น้อง แบบที่น้องอยากจะเป็นได้อยู่นะ
                        ……. รักและคิดถึง(น้องชาย)เสมอ…..
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่