ตอนที่ เชลซี ขาย เควิน เดอ บรอยน์ ออกไปให้โวล์ฟสบวร์ก ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคม 2014 คงไม่น่าจะมีใครคิดว่ามิดฟิลด์ซึ่งแจ้งเกิดกับทีมสิงห์บลูส์ไม่สำเร็จคนนั้น จะกลายมาเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดในโลกในวันนี้
ในวัยย่างเข้า 29 ปี เดอ บรอยน์ คือเจ้าของสถิตินักเตะที่แอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ด้วยผลงานจ่ายให้เพื่อนยิงไป 16 ลูก ซึ่ง 14 ครั้งในจำนวนนั้น มาจากจังหวะโอเพ่นเพลย์
สตาร์ทีมชาติเบลเยียมยังเติมขึ้นไปยิงเองถึง 8 ประตู เยอะที่สุดสำหรับนักเตะที่เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง แถมยังครองอันดับหนึ่งบนชาร์ทนักเตะที่สร้างโอกาสมากกว่าใครเพื่อน (96 หน) และผ่านบอลเข้ากรอบเขตโทษได้มากที่สุด (309 ครั้ง)
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ฤดูกาลแรกที่ เดอ บรอยน์ กลายเป็นสุดยอดจอมถวายพาน เพราะนับตั้งแต่ย้ายออกจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในเดือนมกราคม 2014 เขายกระดับฝีเท้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
___________________________
ย้อนไปในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม 2012 เชลซี ทุ่มเงิน 7 ล้านปอนด์ คว้าตัว เควิน เดอ บรอยน์ ที่ตอนนั้นอายุเพียง 20 ปีไปร่วมทัพ โดยนักเตะจะยังคงเล่นให้ต้นสังกัดเดิมอย่าง เกงค์ จนกระทั่งจบฤดูกาล 2011-12
ซีซั่นสุดท้ายของ เดอ บรอยน์ กับ เกงค์ เขาโชว์ฟอร์มทิ้งทวนได้อย่างโดดเด่น เมื่อยิงใน จูปิแลร์ ลีก ไปถึง 8 ประตู แอสซิสต์ไปอีก 10 ลูก หลังจากฤดูกาลก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งเป็นกำลังสำคัญพาทีมได้แชมป์ลีกหนแรกในรอบ 9 ปี
อย่างไรก็ตาม การที่ เชลซี เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรป และได้ตัวซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่งทีมชาติเบลเยียมอีกคนอย่าง เอแด็น อาซาร์ ไปร่วมทีมในปี 2012 ทำให้ทีมสิงโตน้ำเงินครามมองว่า การปล่อย เดอ บรอยน์ ไปหาประสบการณ์กับทีมอื่นในลีกใหญ่ยุโรปแบบยืมตัว น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
เพราะนอกจาก อาซาร์ แล้ว ในตอนนั้น เชลซี ยังมีทั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด, ออสการ์, รามิเรส, ฆวน มาต้า, จอห์น โอบี มิเคล รวมถึง วิคเตอร์ โมเสส ที่เป็นนักเตะประสบการณ์สูงกว่า และน่าจะเป็นตัวเลือกในทีมชุดใหญ่ที่ดีกว่า เดอ บรอยน์
เชลซี ส่งตัว เดอ บรอยน์ ไปเล่นแบบยืมตัวกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ตลอดฤดูกาล 2012-13 และเขาพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จว่าดีพอกับการเล่นในลีกใหญ่ เมื่อได้ลงตัวจริงในบุนเดสลีกาถึง 33 นัด ยิงไป 10 ประตู และทำแอสซิสต์อีก 9 ลูก
ด้วยผลงานแบบนั้น ทำให้หลายทีมในบุนเดสลีกา อยากได้ตัวเขาไปร่วมงาน หนึ่งในนั้นคือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สมัยที่ยังมี เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นเทรนเนอร์
แต่ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่กลับไปเป็นนายใหญ่แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นรอบที่สองในเวลานั้น ยืนยันกับ เดอ บรอยน์ เองว่า กองกลางชาวเบลเยียมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำทีมของกุนซือชาวโปรตุกีส
___________________________
ช่วงต้นฤดูกาล 2013-14 เดอ บรอยน์ ได้ลงตัวจริงให้ เชลซี ถึง 2 ครั้งจากพรีเมียร์ลีก 3 เกมแรก โดยเป็นปีกขวาในระบบ 4-2-3-1
แค่นัดเปิดสนามของเขาในลีกสูงสุดอังกฤษ เจ้าตัวก็ใช้เวลาแค่ 12 นาทีเศษ ทำแอสซิสต์แรกของตัวเองกับเชลซี ด้วยการไหลทะลุช่องให้ ออสการ์ หลุดไปซัดออกนำ ฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งเกมนั้น เชลซี ชนะ 2-0
แต่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2013 ทีมสิงโตน้ำเงินครามทุ่มเงินคว้าตัว วิลเลี่ยน ไปเสริมทัพเพื่อเพิ่มความเร็วในการเดินเกมบุก ทำให้ เดอ บรอยน์ ต้องกลายเป็นตัวสำรองยาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เพราะต้องไม่ลืมอีกว่า ช่วงซัมเมอร์ก่อนเปิดฤดูกาล ทีมสิงห์บลูส์เพิ่งทุ่มเงิน 18.7 ล้านปอนด์ กระชากตัว อันเดร เชือร์เล่ ตัวรุกทีมชาติเยอรมนีมาเสริมทัพอีกคนด้วย
___________________________
ในเดือนเมษายน 2019 เควิน เดอ บรอยน์ ออกมาเขียนเรื่องราวสมัยที่เขาอยู่กับ เชลซี ผ่านเว็บไซต์ The Players Tribune ถึงความจริงที่ว่า ทำไมเขาถึงต้องย้ายออกจากถิ่น เดอะ บริดจ์
(ต่อจากนี้จนกว่าจะจบพารากราฟ คือส่วนที่แปลจากเว็บไซต์ The Players Tribune ที่ เดอ บรอยน์ เล่าเรื่องชีวิตค้าแข้งของตัวเอง สมัยอยู่กับเชลซี)
.
หลังจากเกมที่ 4 ก็อย่างที่รู้กัน ผมโดนจับนั่งสำรอง และผมไม่ได้รับโอกาสจริงๆ จังๆ อีกเลย
ผมไม่ได้รับคำอธิบาย ผมหลุดจากทีมไปด้วยเหตุผลบางอย่าง และแน่นอนว่าผมเองก็ก่อความผิดพลาดด้วย ผมไร้เดียงสาอยู่พอสมควร เกี่ยวกับการหาวิธีจัดการตัวเองในการเป็นนักเตะพรีเมียร์ลีก
สิ่งที่ผมคิดก็คือแฟนบอลส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเลยว่าเมื่อคุณหลุดจากทีม คุณก็แทบจะไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกันในช่วงระหว่างซ้อม ซึ่งในบางสโมสร มันเหมือนกับว่าคุณจะอยู่กับทีมต่อไม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำ
ถ้าหากมันเกิดขึ้นกับผมตอนนี้ มันอาจจะไม่มีปัญหาก็ได้ เพราะผมรู้ดีพอที่จะซ้อมในแบบของผมเอง และดูแลตัวเองไป แต่ตอนที่คุณอายุแค่ 21 ปี คุณไม่เข้าใจหรอกว่าต้องทำยังไง
เมื่อผมได้โอกาสลงเล่นอีกครั้งในเกมบอลถ้วยกับ สวินดอน ทาวน์ ผมดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร และมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับผม
โชเซ่ เรียกผมไปพบที่ออฟฟิศในเดือนธันวาคม (ปี 2013) และมันน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ครั้งที่สองของผมเลย
เขามีกระดาษตรงหน้าเขา แล้วพูดกับผมว่า “1 แอสซิสต์ ไม่มีประตู แย่งบอลคืนมาได้แค่ 10 ครั้ง”
ผมใช้เวลาราวๆ 1 นาทีเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาจะทำอะไร แล้วเขาก็เริ่มอ่านสถิติของนักเตะตัวรุกคนอื่นๆ ทั้ง วิลเลี่ยน, ออสการ์, มาต้า, เชือร์เล่ และพวกเขาก็มีสถิติแนวๆ ยิงได้ 5 ลูก ทำได้ 10 แอสซิสต์ หรืออะไรทำนองนั้น
โชเซ่ รอให้ผมพูดอะไรออกมาสักอย่าง แล้วในที่สุดผมก็บอกว่า “แต่พวกนี้บางคนได้ลงเล่น 15-20 นัด ผมได้ลงเล่นแค่ 3 นัด มันก็ต้องแตกต่างกันแน่นอนสิ ไม่ใช่หรือ?”
มันดูเป็นเรื่องแปลก พวกเราคุยกันเกี่ยวกับการปล่อยให้ผมไปเล่นแบบยืมตัวอีกครั้ง และในตอนนั้น มาต้า เองก็เริ่มหลุดจากแผนด้วยเช่นกัน
โชเซ่ บอกว่า “โอเค นายรู้นี่ ถ้าหาก มาต้า ย้ายทีม นายจะกลายเป็นตัวเลือกลำดับที่ 5 แทนที่อันดับ 6”
ผมพูดไปอย่างสัตย์จริงที่สุดว่า “ผมรู้สึกว่าสโมสรไม่ต้องการให้ผมอยู่ที่นี่เลยจริงๆ ผมอยากเล่นฟุตบอล ผมอยากให้คุณขายผมทิ้งเถอะ”
ผมคิดว่า โชเซ่ ผิดหวังนิดหน่อย แต่มันก็แฟร์ดีสำหรับเขา ผมคิดว่าเขาก็คงเข้าใจเหมือนกัน ว่าผมต้องการได้โอกาสลงสนามอย่างแท้จริง
สุดท้ายสโมสรก็ตกลงขายผม และมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย เชลซีได้ค่าตัวมากกว่าเดิมเกิน 2 เท่าจากตอนที่ซื้อผมไป และผมก็มีสถานการณ์ที่ดีขึ้นที่ โวล์ฟสบวร์ก
___________________________
ในช่วงเวลาเพียง 1 ปีครึ่งที่ เดอ บรอยน์ เล่นกับ โวล์ฟสบวร์ก เขาทำแอสซิสต์ในบุนเดสลีกาไปถึง 26 ประตู ยิงเองอีก 13 ลูก พร้อมกับได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา ประจำฤดูกาล 2014-15
นั่นคือการอัพมูลค่าตัวเองให้พุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว จนทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องทุ่มเงินถึง 55 ล้านปอนด์ กระชากเขากลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ในช่วงซัมเมอร์เมื่อ 5 ปีก่อน
และการกลับมาเล่นฟุตบอลในอังกฤษเป็นรอบที่สอง เดอ บรอยน์ กลายเป็นสุดยอดมิดฟิลด์เบอร์ต้นๆ อย่างเต็มตัว เพราะไม่เคยมีฤดูกาลไหนเลย ที่เขามีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงน้อยกว่าซีซั่นละ 15 ลูก
ฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 เควิน เดอ บรอยน์ คือเจ้าของสถิติผู้เล่นที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกมากที่สุด และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฤดูกาล 2019-20 ก็คงเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ไม่มีใครจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้มากกว่าเขา
___________________________
ในปี 2015 โชเซ่ มูรินโญ่ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ ตอนที่ยังเป็นกุนซือของทัพสิงโตน้ำคราม โดยชี้ว่า การที่ใครๆ โจมตีว่าเขาโง่เง่า ที่ปล่อยนักเตะพรสวรรค์สูงออกจากทีม ไม่แฟร์เลยสำหรับเขา
“เรื่องนี้มันไม่ยุติธรรม เพราะผมอยากเก็บเขาเอาไว้ และเขาบอกผมว่า มันไม่ใช่นิสัยเขา ที่จะต้องมาต่อสู้เพื่อมีตำแหน่งในทีม”
“เขาอยากไปอยู่กับทีมที่เขารู้ว่าสามารถลงเล่นได้ทุกเกม เขาต้องการเป็นคนสำคัญ เขาไม่ต้องการทีมที่เขาไม่รู้ว่าจะได้ลงเล่นหรือเปล่า เขาต้องการความเชื่อใจ เขาต้องการคุณสมบัตินั้น และต้องการหลักประกัน”
“ผมไม่แฮปปี้ที่จะปล่อยให้เขาไป ซึ่งมันไม่ยุติธรรมที่จะมาโจมตีผม เขาไม่ได้บอกผมว่าเขาไม่สามารถรับมือความกดดันได้ เขาบอกว่าเขาอยากลงเล่นทุกสัปดาห์”
“ผมบอกเขาว่า ที่นี่เชลซี นายยังเด็กมาก นายมี เอแด็น อาซาร์, มี ฆวน มาต้า, มี วิลเลี่ยน, มี อันเดร เชือร์เล่ และฉันไม่สามารถให้สัญญาอะไรกับนายได้”
“ผมยอมรับว่าถ้าหากนี่คือเรื่องของใจเขา และตัวเลือกของเขาคือการจากไป มันก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าสำหรับ เชลซี ที่จะเปิดดีลที่ดีให้เกิดขึ้น”
“เชลซี ได้ข้อเสนอที่ยอดเยี่ยม และเขามีความสุขที่จะย้าย และผมก็แฮปปี้เพราะเขาเป็นเด็กดี และผมก็มีความสุขกับเขาด้วย”
___________________________
ในช่วงเดือนมกราคม 2014 เชลซี เสริมทัพด้วยการคว้าตัว เนมานย่า มาติช กลับจาก เบนฟิก้า ด้วยค่าตัว 21 ล้านปอนด์
นอกจากนั้นยังทุ่มเงินอีก 11 ล้านปอนด์ ซื้อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จาก เอฟซี บาเซิ่ล เพื่อเพิ่มทางเลือกในเกมรุก รวมถึงคว้าตัว เคิร์ต ซูม่า จาก แซงต์-เอเตียน เพื่อหวังใช้เป็นกองหลังตัวหลักในอนาคต ด้วยค่าตัวอีก 12.5 ล้านปอนด์
แต่นักเตะฝีเท้าดีที่ มูรินโญ่ ไม่มีตำแหน่งตัวจริงให้ ก็ต้องย้ายออกไปเช่นกัน โดยพวกเขาได้เงินรวมกันเกือบ 50 ล้านปอนด์ จากการขาย เดอ บรอยน์ ให้ โวล์ฟสบวร์ก และปล่อย ฆวน มาต้า ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นั่นคือการทำธุรกิจที่ดี เพราะ เชลซี ได้ มาติช เข้าไปเป็นคีย์แมนแดนกลางทันที จนทำให้สโมสรได้แชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 2 สมัยในอีกช่วง 3 ปีถัดมา
ขณะที่ ซูม่า ก็เป็นอะไหล่ของทีมชุดแชมป์ลีกปี 2015 ก่อนจะกลายเป็นกองหลังตัวสำคัญในทีมชุดปัจจุบัน หลังจากสะสมประสบการณ์แบบยืมตัวกับทีมอื่นในพรีเมียร์ลีกมามากพอ
ทางด้าน ซาลาห์ แม้จะไม่ได้โอกาสลงสนามมากนัก แต่ เชลซี ก็ขายขาดให้ โรม่า ในปี 2016 ด้วยมูลค่า 20 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ทีมสิงห์บลูส์ไม่ขาดทุน
___________________________
การที่ เชลซี ต้องเสียนักเตะที่กลายเป็นดาวดังระดับโลกในเวลาต่อมาทั้ง เดอ บรอยน์ และ ซาลาห์ ดูจะเป็นเรื่องของ “วาสนา” มากกว่า “ตาบอด”
เพราะความเป็นจริง ในเวลานั้นสโมสรก็ไม่มีที่ว่างในทีมชุดใหญ่ ให้นักเตะเหล่านั้นได้ปล่อยของมากพออยู่ดี
เชลซี ขายทิ้งได้ในราคางาม ส่วนนักเตะก็ได้โอกาสออกไปพัฒนาตัวเองกับทีมอื่น
ลองคิดดูว่าถ้าหากสโมสรยังแทงกั๊ก ปล่อยแข้ง 2 รายนั้นนั่งสำรองยาวต่อ หรือส่งให้ทีมระดับกลางๆ ยืมตัวไปเรื่อยๆ มันอาจไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยก็ได้
การที่ เควิน เดอ บรอยน์ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นสุดยอดนักเตะระดับโลกในตอนนี้ มันอาจไม่ใช่การที่ เชลซี ไม่เห็นค่าพวกเขา
แต่มันเป็นเพราะ “จังหวะชีวิต” ที่ไม่ตรงกัน เมื่อมาเจอกันในตอนที่ไม่ใช่เท่านั้นเอง
ซึ่งผมคิดว่าในชีวิตคนปกติ เราก็คงเคยเจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้มาทั้งนั้น...
___________________________
ติดตามบทความฟุตบอลดีๆ โดยไม่แบ่งแยกทีมเชียร์ได้ที่เพจ "เสียบสามเหลี่ยม" facebook.com/seabsamliam
หรือใน Blockdit ที่
https://www.blockdit.com/seabsamsliam
(บทความ) จังหวะชีวิต เดอ บรอยน์ ที่ไม่ตรงกับ เชลซี
ในวัยย่างเข้า 29 ปี เดอ บรอยน์ คือเจ้าของสถิตินักเตะที่แอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ด้วยผลงานจ่ายให้เพื่อนยิงไป 16 ลูก ซึ่ง 14 ครั้งในจำนวนนั้น มาจากจังหวะโอเพ่นเพลย์
สตาร์ทีมชาติเบลเยียมยังเติมขึ้นไปยิงเองถึง 8 ประตู เยอะที่สุดสำหรับนักเตะที่เล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง แถมยังครองอันดับหนึ่งบนชาร์ทนักเตะที่สร้างโอกาสมากกว่าใครเพื่อน (96 หน) และผ่านบอลเข้ากรอบเขตโทษได้มากที่สุด (309 ครั้ง)
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ฤดูกาลแรกที่ เดอ บรอยน์ กลายเป็นสุดยอดจอมถวายพาน เพราะนับตั้งแต่ย้ายออกจากถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ในเดือนมกราคม 2014 เขายกระดับฝีเท้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
___________________________
ย้อนไปในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม 2012 เชลซี ทุ่มเงิน 7 ล้านปอนด์ คว้าตัว เควิน เดอ บรอยน์ ที่ตอนนั้นอายุเพียง 20 ปีไปร่วมทัพ โดยนักเตะจะยังคงเล่นให้ต้นสังกัดเดิมอย่าง เกงค์ จนกระทั่งจบฤดูกาล 2011-12
ซีซั่นสุดท้ายของ เดอ บรอยน์ กับ เกงค์ เขาโชว์ฟอร์มทิ้งทวนได้อย่างโดดเด่น เมื่อยิงใน จูปิแลร์ ลีก ไปถึง 8 ประตู แอสซิสต์ไปอีก 10 ลูก หลังจากฤดูกาลก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งเป็นกำลังสำคัญพาทีมได้แชมป์ลีกหนแรกในรอบ 9 ปี
อย่างไรก็ตาม การที่ เชลซี เพิ่งคว้าแชมป์ยุโรป และได้ตัวซูเปอร์สตาร์ดาวรุ่งทีมชาติเบลเยียมอีกคนอย่าง เอแด็น อาซาร์ ไปร่วมทีมในปี 2012 ทำให้ทีมสิงโตน้ำเงินครามมองว่า การปล่อย เดอ บรอยน์ ไปหาประสบการณ์กับทีมอื่นในลีกใหญ่ยุโรปแบบยืมตัว น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า
เพราะนอกจาก อาซาร์ แล้ว ในตอนนั้น เชลซี ยังมีทั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด, ออสการ์, รามิเรส, ฆวน มาต้า, จอห์น โอบี มิเคล รวมถึง วิคเตอร์ โมเสส ที่เป็นนักเตะประสบการณ์สูงกว่า และน่าจะเป็นตัวเลือกในทีมชุดใหญ่ที่ดีกว่า เดอ บรอยน์
เชลซี ส่งตัว เดอ บรอยน์ ไปเล่นแบบยืมตัวกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ตลอดฤดูกาล 2012-13 และเขาพิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จว่าดีพอกับการเล่นในลีกใหญ่ เมื่อได้ลงตัวจริงในบุนเดสลีกาถึง 33 นัด ยิงไป 10 ประตู และทำแอสซิสต์อีก 9 ลูก
ด้วยผลงานแบบนั้น ทำให้หลายทีมในบุนเดสลีกา อยากได้ตัวเขาไปร่วมงาน หนึ่งในนั้นคือ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สมัยที่ยังมี เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นเทรนเนอร์
แต่ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่กลับไปเป็นนายใหญ่แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เป็นรอบที่สองในเวลานั้น ยืนยันกับ เดอ บรอยน์ เองว่า กองกลางชาวเบลเยียมจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการทำทีมของกุนซือชาวโปรตุกีส
___________________________
ช่วงต้นฤดูกาล 2013-14 เดอ บรอยน์ ได้ลงตัวจริงให้ เชลซี ถึง 2 ครั้งจากพรีเมียร์ลีก 3 เกมแรก โดยเป็นปีกขวาในระบบ 4-2-3-1
แค่นัดเปิดสนามของเขาในลีกสูงสุดอังกฤษ เจ้าตัวก็ใช้เวลาแค่ 12 นาทีเศษ ทำแอสซิสต์แรกของตัวเองกับเชลซี ด้วยการไหลทะลุช่องให้ ออสการ์ หลุดไปซัดออกนำ ฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งเกมนั้น เชลซี ชนะ 2-0
แต่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2013 ทีมสิงโตน้ำเงินครามทุ่มเงินคว้าตัว วิลเลี่ยน ไปเสริมทัพเพื่อเพิ่มความเร็วในการเดินเกมบุก ทำให้ เดอ บรอยน์ ต้องกลายเป็นตัวสำรองยาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เพราะต้องไม่ลืมอีกว่า ช่วงซัมเมอร์ก่อนเปิดฤดูกาล ทีมสิงห์บลูส์เพิ่งทุ่มเงิน 18.7 ล้านปอนด์ กระชากตัว อันเดร เชือร์เล่ ตัวรุกทีมชาติเยอรมนีมาเสริมทัพอีกคนด้วย
___________________________
ในเดือนเมษายน 2019 เควิน เดอ บรอยน์ ออกมาเขียนเรื่องราวสมัยที่เขาอยู่กับ เชลซี ผ่านเว็บไซต์ The Players Tribune ถึงความจริงที่ว่า ทำไมเขาถึงต้องย้ายออกจากถิ่น เดอะ บริดจ์
(ต่อจากนี้จนกว่าจะจบพารากราฟ คือส่วนที่แปลจากเว็บไซต์ The Players Tribune ที่ เดอ บรอยน์ เล่าเรื่องชีวิตค้าแข้งของตัวเอง สมัยอยู่กับเชลซี)
.
หลังจากเกมที่ 4 ก็อย่างที่รู้กัน ผมโดนจับนั่งสำรอง และผมไม่ได้รับโอกาสจริงๆ จังๆ อีกเลย
ผมไม่ได้รับคำอธิบาย ผมหลุดจากทีมไปด้วยเหตุผลบางอย่าง และแน่นอนว่าผมเองก็ก่อความผิดพลาดด้วย ผมไร้เดียงสาอยู่พอสมควร เกี่ยวกับการหาวิธีจัดการตัวเองในการเป็นนักเตะพรีเมียร์ลีก
สิ่งที่ผมคิดก็คือแฟนบอลส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเลยว่าเมื่อคุณหลุดจากทีม คุณก็แทบจะไม่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกันในช่วงระหว่างซ้อม ซึ่งในบางสโมสร มันเหมือนกับว่าคุณจะอยู่กับทีมต่อไม่ได้อีกเลยด้วยซ้ำ
ถ้าหากมันเกิดขึ้นกับผมตอนนี้ มันอาจจะไม่มีปัญหาก็ได้ เพราะผมรู้ดีพอที่จะซ้อมในแบบของผมเอง และดูแลตัวเองไป แต่ตอนที่คุณอายุแค่ 21 ปี คุณไม่เข้าใจหรอกว่าต้องทำยังไง
เมื่อผมได้โอกาสลงเล่นอีกครั้งในเกมบอลถ้วยกับ สวินดอน ทาวน์ ผมดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร และมันก็มากเกินพอแล้วสำหรับผม
โชเซ่ เรียกผมไปพบที่ออฟฟิศในเดือนธันวาคม (ปี 2013) และมันน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งใหญ่ครั้งที่สองของผมเลย
เขามีกระดาษตรงหน้าเขา แล้วพูดกับผมว่า “1 แอสซิสต์ ไม่มีประตู แย่งบอลคืนมาได้แค่ 10 ครั้ง”
ผมใช้เวลาราวๆ 1 นาทีเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาจะทำอะไร แล้วเขาก็เริ่มอ่านสถิติของนักเตะตัวรุกคนอื่นๆ ทั้ง วิลเลี่ยน, ออสการ์, มาต้า, เชือร์เล่ และพวกเขาก็มีสถิติแนวๆ ยิงได้ 5 ลูก ทำได้ 10 แอสซิสต์ หรืออะไรทำนองนั้น
โชเซ่ รอให้ผมพูดอะไรออกมาสักอย่าง แล้วในที่สุดผมก็บอกว่า “แต่พวกนี้บางคนได้ลงเล่น 15-20 นัด ผมได้ลงเล่นแค่ 3 นัด มันก็ต้องแตกต่างกันแน่นอนสิ ไม่ใช่หรือ?”
มันดูเป็นเรื่องแปลก พวกเราคุยกันเกี่ยวกับการปล่อยให้ผมไปเล่นแบบยืมตัวอีกครั้ง และในตอนนั้น มาต้า เองก็เริ่มหลุดจากแผนด้วยเช่นกัน
โชเซ่ บอกว่า “โอเค นายรู้นี่ ถ้าหาก มาต้า ย้ายทีม นายจะกลายเป็นตัวเลือกลำดับที่ 5 แทนที่อันดับ 6”
ผมพูดไปอย่างสัตย์จริงที่สุดว่า “ผมรู้สึกว่าสโมสรไม่ต้องการให้ผมอยู่ที่นี่เลยจริงๆ ผมอยากเล่นฟุตบอล ผมอยากให้คุณขายผมทิ้งเถอะ”
ผมคิดว่า โชเซ่ ผิดหวังนิดหน่อย แต่มันก็แฟร์ดีสำหรับเขา ผมคิดว่าเขาก็คงเข้าใจเหมือนกัน ว่าผมต้องการได้โอกาสลงสนามอย่างแท้จริง
สุดท้ายสโมสรก็ตกลงขายผม และมันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย เชลซีได้ค่าตัวมากกว่าเดิมเกิน 2 เท่าจากตอนที่ซื้อผมไป และผมก็มีสถานการณ์ที่ดีขึ้นที่ โวล์ฟสบวร์ก
___________________________
ในช่วงเวลาเพียง 1 ปีครึ่งที่ เดอ บรอยน์ เล่นกับ โวล์ฟสบวร์ก เขาทำแอสซิสต์ในบุนเดสลีกาไปถึง 26 ประตู ยิงเองอีก 13 ลูก พร้อมกับได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบุนเดสลีกา ประจำฤดูกาล 2014-15
นั่นคือการอัพมูลค่าตัวเองให้พุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว จนทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องทุ่มเงินถึง 55 ล้านปอนด์ กระชากเขากลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ในช่วงซัมเมอร์เมื่อ 5 ปีก่อน
และการกลับมาเล่นฟุตบอลในอังกฤษเป็นรอบที่สอง เดอ บรอยน์ กลายเป็นสุดยอดมิดฟิลด์เบอร์ต้นๆ อย่างเต็มตัว เพราะไม่เคยมีฤดูกาลไหนเลย ที่เขามีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงน้อยกว่าซีซั่นละ 15 ลูก
ฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 เควิน เดอ บรอยน์ คือเจ้าของสถิติผู้เล่นที่ทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกมากที่สุด และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฤดูกาล 2019-20 ก็คงเป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ไม่มีใครจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้มากกว่าเขา
___________________________
ในปี 2015 โชเซ่ มูรินโญ่ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ ตอนที่ยังเป็นกุนซือของทัพสิงโตน้ำคราม โดยชี้ว่า การที่ใครๆ โจมตีว่าเขาโง่เง่า ที่ปล่อยนักเตะพรสวรรค์สูงออกจากทีม ไม่แฟร์เลยสำหรับเขา
“เรื่องนี้มันไม่ยุติธรรม เพราะผมอยากเก็บเขาเอาไว้ และเขาบอกผมว่า มันไม่ใช่นิสัยเขา ที่จะต้องมาต่อสู้เพื่อมีตำแหน่งในทีม”
“เขาอยากไปอยู่กับทีมที่เขารู้ว่าสามารถลงเล่นได้ทุกเกม เขาต้องการเป็นคนสำคัญ เขาไม่ต้องการทีมที่เขาไม่รู้ว่าจะได้ลงเล่นหรือเปล่า เขาต้องการความเชื่อใจ เขาต้องการคุณสมบัตินั้น และต้องการหลักประกัน”
“ผมไม่แฮปปี้ที่จะปล่อยให้เขาไป ซึ่งมันไม่ยุติธรรมที่จะมาโจมตีผม เขาไม่ได้บอกผมว่าเขาไม่สามารถรับมือความกดดันได้ เขาบอกว่าเขาอยากลงเล่นทุกสัปดาห์”
“ผมบอกเขาว่า ที่นี่เชลซี นายยังเด็กมาก นายมี เอแด็น อาซาร์, มี ฆวน มาต้า, มี วิลเลี่ยน, มี อันเดร เชือร์เล่ และฉันไม่สามารถให้สัญญาอะไรกับนายได้”
“ผมยอมรับว่าถ้าหากนี่คือเรื่องของใจเขา และตัวเลือกของเขาคือการจากไป มันก็เป็นเรื่องที่ดีกว่าสำหรับ เชลซี ที่จะเปิดดีลที่ดีให้เกิดขึ้น”
“เชลซี ได้ข้อเสนอที่ยอดเยี่ยม และเขามีความสุขที่จะย้าย และผมก็แฮปปี้เพราะเขาเป็นเด็กดี และผมก็มีความสุขกับเขาด้วย”
___________________________
ในช่วงเดือนมกราคม 2014 เชลซี เสริมทัพด้วยการคว้าตัว เนมานย่า มาติช กลับจาก เบนฟิก้า ด้วยค่าตัว 21 ล้านปอนด์
นอกจากนั้นยังทุ่มเงินอีก 11 ล้านปอนด์ ซื้อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จาก เอฟซี บาเซิ่ล เพื่อเพิ่มทางเลือกในเกมรุก รวมถึงคว้าตัว เคิร์ต ซูม่า จาก แซงต์-เอเตียน เพื่อหวังใช้เป็นกองหลังตัวหลักในอนาคต ด้วยค่าตัวอีก 12.5 ล้านปอนด์
แต่นักเตะฝีเท้าดีที่ มูรินโญ่ ไม่มีตำแหน่งตัวจริงให้ ก็ต้องย้ายออกไปเช่นกัน โดยพวกเขาได้เงินรวมกันเกือบ 50 ล้านปอนด์ จากการขาย เดอ บรอยน์ ให้ โวล์ฟสบวร์ก และปล่อย ฆวน มาต้า ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
นั่นคือการทำธุรกิจที่ดี เพราะ เชลซี ได้ มาติช เข้าไปเป็นคีย์แมนแดนกลางทันที จนทำให้สโมสรได้แชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 2 สมัยในอีกช่วง 3 ปีถัดมา
ขณะที่ ซูม่า ก็เป็นอะไหล่ของทีมชุดแชมป์ลีกปี 2015 ก่อนจะกลายเป็นกองหลังตัวสำคัญในทีมชุดปัจจุบัน หลังจากสะสมประสบการณ์แบบยืมตัวกับทีมอื่นในพรีเมียร์ลีกมามากพอ
ทางด้าน ซาลาห์ แม้จะไม่ได้โอกาสลงสนามมากนัก แต่ เชลซี ก็ขายขาดให้ โรม่า ในปี 2016 ด้วยมูลค่า 20 ล้านยูโร ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ทีมสิงห์บลูส์ไม่ขาดทุน
___________________________
การที่ เชลซี ต้องเสียนักเตะที่กลายเป็นดาวดังระดับโลกในเวลาต่อมาทั้ง เดอ บรอยน์ และ ซาลาห์ ดูจะเป็นเรื่องของ “วาสนา” มากกว่า “ตาบอด”
เพราะความเป็นจริง ในเวลานั้นสโมสรก็ไม่มีที่ว่างในทีมชุดใหญ่ ให้นักเตะเหล่านั้นได้ปล่อยของมากพออยู่ดี
เชลซี ขายทิ้งได้ในราคางาม ส่วนนักเตะก็ได้โอกาสออกไปพัฒนาตัวเองกับทีมอื่น
ลองคิดดูว่าถ้าหากสโมสรยังแทงกั๊ก ปล่อยแข้ง 2 รายนั้นนั่งสำรองยาวต่อ หรือส่งให้ทีมระดับกลางๆ ยืมตัวไปเรื่อยๆ มันอาจไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยก็ได้
การที่ เควิน เดอ บรอยน์ กับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นสุดยอดนักเตะระดับโลกในตอนนี้ มันอาจไม่ใช่การที่ เชลซี ไม่เห็นค่าพวกเขา
แต่มันเป็นเพราะ “จังหวะชีวิต” ที่ไม่ตรงกัน เมื่อมาเจอกันในตอนที่ไม่ใช่เท่านั้นเอง
ซึ่งผมคิดว่าในชีวิตคนปกติ เราก็คงเคยเจอกับเหตุการณ์ทำนองนี้มาทั้งนั้น...
___________________________
ติดตามบทความฟุตบอลดีๆ โดยไม่แบ่งแยกทีมเชียร์ได้ที่เพจ "เสียบสามเหลี่ยม" facebook.com/seabsamliam
หรือใน Blockdit ที่ https://www.blockdit.com/seabsamsliam