JJNY : กังขา!ปปช. พท.แนะยุบทิ้ง/พี่ศรีข้องใจส.ว.โหวตสุชาตินั่งป.ป.ช./แบงก์ชาติรับศก.ไทยเสี่ยงหดตัวเกินคาด/ติดเชื้อเพิ่ม1

กังขา! ปปช.ชี้ขาดนาฬิกา 'บิ๊กป้อม' เคลียร์ก่อนคุม พปชร. พท.แนะยุบทิ้ง
https://www.khaosod.co.th/politics/news_4246439
 

 
เพื่อไทย เชื่อ ป.ป.ช.วินิจฉัยนาฬิกา “บิ๊กป้อม” หวังเคลียร์ข้อหา ก่อนขึ้นคุมพรรคพลังประชารัฐ ลั่นต้องยุบทิ้ง ไม่สมควรมีอีกต่อไป
 
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายชุมสาย ศรียาภัย รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาหนังสือที่มีผู้ขอให้พิจารณาชี้มูลความผิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฐานไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินในมูลค่านาฬิกาหรูที่ยืมเพื่อนมา โดยให้เหตุผลว่าเป็นการยืมใช้คงรูปและคืนเจ้าของแล้ว จึงไม่มีหน้าที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินนั้น
 
ตนเห็นว่ามติ ป.ป.ช.เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น น่าจะขัดต่อตรรกะและหลักวิชากฎหมายโดยสิ้นเชิง เป็นที่น่าอับอายต่อนักกฎหมายทั่วประเทศ อยากถามว่า ป.ป.ช.มีเหตุผลที่น่าฟังกว่านี้หรือไม่ มีพยานหลักฐานในรายละเอียดของนาฬิกา
 
พฤติการณ์ของการยืมและการคืนนาฬิกาหรือไม่ และการให้ยืมต้องถือว่า พล.อ ประวิตรได้ประโยชน์ในลักษณะที่อาจคำนวณเป็นเงินได้ตามกฎหมาย ป.ป.ช. หากตีความตามตรรกะนี้ บรรทัดฐานของคดี ป.ป.ช.จะถูกนำมาใช้อ้างในกรณีต่อๆ ไป จึงไม่แน่ใจว่าตรรกะนี้ใช้เฉพาะคดีนี้หรือไม่ เพราะสังคมทั่วไปทราบว่าประธาน ป.ป.ช.เป็นบุคคลใกล้ชิดกับ พล.อ.ประวิตร
 
นายชุมสาย กล่าวต่อว่า ตนสงสัยว่าข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช.รับฟังว่านาฬิกายืมเพื่อนมาน่าจะเป็นการหาทางออกเพื่อช่วยผู้ถูกกล่าวหาให้พ้นผิดเท่านั้น ต้องไม่ลืมว่าถ้า ป.ป.ช.ทำผิดก็ติดคุกได้เหมือนกัน คนระดับนี้ยืมนาฬิกาเพื่อนใส่ มีใครในสังคมนี้เชื่อบ้าง
 
การมีคำวินิจฉัยออกมาช่วงนี้ เป็นเพราะต้องการพ้นข้อครหาก่อนขึ้นกุมอำนาจพรรค พปชร.หรือไม่ ที่ผ่านมา ป.ป.ช.มีประเด็นข้อครหาที่สังคมคลางแคลงใจในการ ปฏิบัติหน้าที่หลายกรณี เช่น มีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ ซึ่งทุกวันนี้คนในสังคมยังไม่สิ้นสงสัย
 
จึงเห็นว่าหาก ป.ป.ช.ยังคงทำงานโดยมีมาตรฐานของคำวินิจฉัยเช่นนี้ ก็ไม่สมควรต้องมี ป.ป.ช. และควรยุบ ป.ป.ช.ทิ้งเสีย ซึ่งเรามีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ปปท.และศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นที่พึ่งได้ดีอยู่แล้ว
 

 
บิ๊กแป๊ะ เคยถูกตีตกกสม. เหตุพ้นสนช.ไม่ถึง10ปี พี่ศรี ข้องใจ ส.ว.โหวต 'สุชาติ'นั่งป.ป.ช.ได้??
https://www.matichon.co.th/politics/news_2213368
 
กรณีที่ประชุมวุฒิสภา ได้ร่วมกันลงคะแนนให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา ต่อมามีกระแสข่าว กรรมการสรรหากสม. ก็ได้เคยตีตก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ขาดคุณสมบัติ เหตุพ้นสนช.ไม่ถึง 10 ปี เช่นกัน คลิกอ่านข่าว
 
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า
 
โดยที่ ส.ว.โหวตให้ความเห็นชอบนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งมีนบุรี ด้วยคะแนนเห็นชอบ 219 เสียง ไม่ให้ความเห็นชอบ 12 เสียง ไม่ออกเสียง 8 เสียง ความดังทราบแล้วนั้น
 
แต่เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.2561 มาตรา 11 (18) บัญญัติไว้ว่ากรรมการ ป.ป.ช.ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ “เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ10ปีก่อนเข้ารับการสรรหา”
 
ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.เคยมีความเห็นว่า สนช.ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 6 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ที่บัญญัติให้ สนช.ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา จึงมีหน้าที่ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินพร้อมเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ต่อมารัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 263 ได้บัญญัติว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ยังคงทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
 
ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ตามลำดับตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นสุดลงในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้
 
ดังนั้นเมื่อนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข เคยได้รับการแต่งตั้งจาก คสช.ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 และพ้นจากตำแหน่ง สนช.ซึ่งถือว่าเป็นข้าราชการการเมือง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 นับถึงปัจจุบันพ้นตำแหน่งมาเพียง 1 ปี เท่ากับพ้นตำแหน่งไม่เกิน 10 ปี จึงน่าจะเป็นการขัดต่อลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าว
 
ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงเห็นว่าจะต้องหาข้อยุติดังกล่าวโดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 231 ในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองว่า การที่ ส.ว.ให้ความเห็นชอบบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช.2561 มาตรา 11 (18) เป็นการกระทำโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่
 
และหากศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สมาคมฯจะดำเนินการร้องเอาผิด 219 ส.ว. ที่โหวตให้นายสุชาติเป็น ป.ป.ช.ตามครรลองของกฎหมายต่อไป เพราะไม่ว่าจะใหญ่มาจากไหนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
 
โดยสมาคมฯ จะไปยื่นเรื่องในวันพฤหัสที่ 4 มิ.ย.63 เวลา 9.00 น. ที่ สนง.ผู้ตรวจการแผ่นดิน ห้อง 903 ศูนย์ราชการ อาคาร B นายศรีสุวรรณ ระบุ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่