มัมมี่อียิปต์โบราณถูกนำไปใช้ประโยชน์ในแบบแปลกๆ

โลงศพมัมมี่อายุเก่าแก่ 700–600 ก่อนคริสต์ศักราช ติดตั้งจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ฟีลด์ (Field Museum) ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา


มัมมี่ (Mummy) หมายถึงศพมนุษย์หรือสัตว์ที่ไม่เน่าเสีย แม้เวลาจะผ่านมานาน มัมมี่มักมีผิวหนังปกคลุม ทำให้ศพมีสภาพสมบูรณ์ระดับหนึ่ง มัมมี่คือสิ่งมหัศจรรย์ทางชีววิทยาและวิทยาศาสตร์ เพราะศพสิ่งมีชีวิตจะเริ่มเน่าสลายทันทีตามธรรมชาติ แต่ศพที่ไม่เน่าสลาย ก็เนื่องจากการเก็บรักษาโดยมนุษย์หรือโดยธรรมชาติเสียเอง นี่คือปรากฎการณ์ที่หาได้ยาก แต่มัมมี่บางร่างถูกนำไปใช้งานในทางที่ผิดมากมาย 


ยารักษาโรค
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18  ความเชื่อเกี่ยวกับการนำชิ้นส่วนจากร่างกายของมนุษย์ เช่น เนื้อ กระดูก หรือเลือด ไปใช้ในฐานะตัวยาชั้นดีกำลังเป็นที่นิยมอย่างสูง มัมมี่อียิปต์โบราณที่ถูกขนย้ายออกไปยังยุโรปจึงกลายเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศในการผลิตยาสุดสยองนี้  โดยมัมมี่จะถูกนำมาหั่นหรือบดให้เป็นผง แล้วนำมาใช้แทน “ยาพอก” เพื่อโปะลงบนผิวหนัง หรือนำไปผสมกับน้ำแล้วดื่ม ด้วยความเชื่อที่ว่าตัวยาแสนวิเศษจากมัมมี่ไอยคุปต์นี้จะสามารถช่วยบรรเทาแผลฟกช้ำ รวมทั้งรักษาโรคภัยไข้เจ็บนานัปการ
 
ความเชื่อนี้อาจจะมาจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า “มัมมี่” ด้วยว่าเอกสารแรกสุดที่พูดถึงคุณประโยชน์ด้านการเยียวยารักษาของมัมมี่มาจากบันทึกของ “พลินีผู้ชรา” (Pliny the Elder) เขาเขียนเอาไว้ว่า “บิทูเมน” (Bitumen : ยางสีดำในการทำมัมมี่) นั้นมีพลังในการเยียวยารักษา  “มัมมี่” หรือที่ในขณะนั้นเรียกว่า “มัมเมีย” (Mumia) ก็เลยได้รับความนิยมในฐานะวัตถุดิบชั้นเลิศสำหรับผลิตยารักษาโรค 
 (ยางมะตอยหรือบิทูเมนในภาษาอาหรับคือ 'mumiya' คำทับศัพท์ภาษาละตินคือ 'mumia' ซึ่งเป็นคำเดียวกันกับคำว่ามัมมี่) แพทย์ยุโรปจึงเชื่อว่าผงมัมมี่มีฤทธิ์แบบเดียวกับยางมะตอย เช่น แก้ฟกช้ำ ห้ามเลือด  ต่อมาเมื่อมัมมี่อียิปต์แท้ ๆ ขาดแคลน พ่อค้าหัวใสจึงนำศพที่แห้งตายกลางแดดมาบดเป็นผงเพื่อหลอกขาย



ปาร์ตี้คลี่ผ้ามัมมี่
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19  อังกฤษอยู่ในช่วงของการขนย้ายโบราณวัตถุและสิ่งของที่ค้นพบในอียิปต์กลับไปยังประเทศของตน รวมถึง “มัมมี่” จำนวนมหาศาลด้วย บุคคลแรกสุดที่เริ่มไอเดียของการแกะผ้าพันมัมมี่ในที่สาธารณะเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชมคือนักสำรวจชาวอิตาเลียนชื่อว่า จิโอวานนี บาติสตา เบลโซนี (Giovanni Battista Belzoni)

ในปี ค.ศ.1821 เบลโซนีได้เปิดการแสดงโชว์คลี่ผ้าพันมัมมี่ ซึ่งงานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการอียิปต์โบราณที่จัดขึ้นใกล้กับพิคคาดิลลี เซอร์คัส (Piccadilly Circus) ในกรุงลอนดอน งานในครั้งนั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะมีผู้สนใจเข้าร่วมชมถึง 2,000 คน และหนึ่งในผู้ชมก็คือ โธมัส เพ็ตติกรูว์ (Thomas Pettigrew) ศัลยแพทย์ผู้มีหัวการค้า เพราะหลังจากที่ได้ชม เขาก็เริ่มทำบ้างโดยจำหน่ายตั๋วเข้าชม แต่มีการบรรยายให้ความรู้เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน

ต่อมาในปี 1901 พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียมของอังกฤษได้จัดแสดงมัมมี่ร่างหนึ่งต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก พร้อมตั้งชื่อให้ว่า 'จิงเจอร์' (Ginger) เป็นมัมมี่เพศชายผมสีแดง ผู้เชี่ยวชาญพบจิงเจอร์และเพื่อน ๆ รวม 6 ร่าง บริเวณ Gebelein เมืองโบราณติดแม่น้ำไนล์ บริเวณอียิปต์ตอนบน ร่างกายจิงเจอร์คุดคู้อยู่ในหลุมศพ ไม่เหยียดตรงเหมือนมันมี่ที่พบในพีระมิด แต่จิงเจอร์กลับไม่เน่าเปื่อยเนื่องจากร่างกายของเขาสัมผัสกับทรายแห้งอุ่นๆ โดยตรง ศพจิงเจอร์จึงแห้งโดยธรรมชาติ จิงเจอร์น่าจะเสียชีวิตประมาณ 3400 ปีก่อนคริสต์กาล ซึ่งเป็นยุคที่การทำมัมมี่อย่างพิถีพิถันยังไม่เป็นที่แพร่หลาย

มัมมี่บราวน์ (Mummy Brown) 
การนำมัมมี่มาทำ “สี” เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ช่างศิลป์ชาวยุโรปนิยมนำเอามัมมี่อียิปต์โบราณมาบดผสมกับเรซินและมดยอบ (Myrrh) ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผงสีน้ำตาล ค่อนข้างโปร่งใส เหมาะกับงานเคลือบเงาเป็นอย่างยิ่ง สีน้ำตาลที่ผลิตจากมัมมี่เรียกว่า “มัมมี่บราวน์” (Mummy Brown)

มีนักวิชาการบางท่านสงสัยว่าสีมัมมี่บราวน์นี้จะสกัดจากศพของมัมมี่โดยตรงจริงแค่ไหน เพราะสีมัมมี่บราวน์นั้นก็ถูกใช้มายาวนานตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ซึ่งการค้ามัมมี่อียิปต์โบราณยังไม่แพร่หลายเท่าใดนัก จึงมีการเสนอกันว่าบางทีวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตมัมมี่บราวน์ในยุคแรกเริ่มอาจจะไม่ได้สกัดมาจากมัมมี่โดยตรง แต่น่าจะสกัดมาจาก “บิทูเมน” ที่ใช้ในการทำมัมมี่มากกว่า

สีที่เรียกว่า  คาปุต มอร์ตัม(Caput mortuum , ภาษาละตินหมายถึง ศีรษะคนตาย)  เฉดสีโทนน้ำตาลม่วงที่ให้ความทึบทึมให้กับงานภาพวาดทั้งหลายนี้เป็นที่นิยมกันในวงการศิลปะของยุโรป ช่วงศตวรรษที่16-18 มันเป็นสีที่ถูกเรียกอย่างกว้าง ๆ ซึ่งช่างศิลป์และนักผลิตสียุคนั้นมักจะมีกรรมวิธีในการผลิตสีให้ได้ลักษณะนี้ออกมาโดยการใช้วัตถุดิบแตกต่างกันไป เช่นผงแร่ฮีมาไทต์เป็นต้น ทว่าในโทนสีคาปุต มอร์ตัมนี้มีเฉดย่อย ๆ ที่เรียกว่าสีน้ำตาลมัมมี่  ซึ่งที่มาของสีนี้มาจากมัมมี่จริง ๆ 
(Cr.https://www.facebook.com/Penedgeencyclopedia/photos/ผงสีจากมัมมี่ในงานศิลปกรรม-ในวงการศิลปกรรมนั้นมีการเรียนรู้ศึกษากันมาอย่างยาวนาน/1442494909160677/)



เครื่องตกแต่งบ้าน 

(พ่อค้านั่งขายมัมมี่ในช่วงปี ค.ศ. 1875 )
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19  เริ่มมีการซื้อหามัมมี่กันมากขึ้น ชาวยุโรปในช่วงนั้นจะนำมัมมี่มาเป็น “เครื่องตกแต่งบ้าน” บรรดาชนชั้นสูงนิยมซื้อหามัมมี่ไปฝากเป็นของที่ระลึก มัมมี่ถูกนำไปวางไว้ยังห้องรับแขกบ้าง ห้องนั่งเล่นบ้าง แม้แต่ใน “ห้องนอน” 

บางคนก็นำเอามือ แขน หรือศีรษะของมัมมี่ไปจัดวางเอาไว้รอบบ้าน บ้างก็เก็บไว้ในโดมแก้วอย่างดี วางโชว์ไว้เหนือเตาผิงอย่างภาคภูมิใจ ร้านค้าบางแห่งยังใช้มัมมี่ในฐานะ “นางกวัก” ที่ช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้านด้วยครับ มีเอกสารระบุว่าร้านลูกกวาดแห่งหนึ่งในเมืองชิคาโก ช่วงปี ค.ศ.1886 ได้จัดแสดงมัมมี่อียิปต์โบราณเอาไว้ โดยระบุว่าเป็น “มัมมี่ของธิดาแห่งฟาโรห์ผู้ค้นพบโมเสสในดงต้นกก” เพียงเท่านี้ก็ได้ลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อสินค้ากันอย่างคับคั่ง

 ระดมทุน
เมื่อปี ค.ศ. 1823 เมื่อโรงพยาบาลแมสซาชูเสตต์ เจนเนอรัล (Massachusetts General Hospital) ในสหรัฐอเมริกา ได้รับมัมมี่ " พาดีเฮรเชฟ " มาจากเมืองบอสตัน ในช่วงนั้นโรงพยาบาลแห่งนี้เพิ่งเปิดทำการได้ไม่นาน ยังไม่ค่อยมีเงินทุนเท่าใดนัก ดังนั้น มัมมี่ของพาดีเฮรเชฟจึงถูกใช้เพื่อระดมทุนเข้าโรงพยาบาล
วิธีการระดมทุนคือ นำมัมมี่ไปจัดแสดงเอาไว้ในห้องจัดแสดงศิลปะของเมืองบอสตันในฐานะ “มัมมี่อียิปต์โบราณที่สมบูรณ์ที่สุดร่างแรกในสหรัฐอเมริกา” เก็บค่าเข้าชมคนละ 0.25 ดอลลาร์  หลังจากนั้นก็มีการนำไปโชว์ตัวตลอดทั้งปีในหลายเมืองทางชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา หาเงินเข้าโรงพยาบาลได้อีกมหาศาล

สุดท้ายพาดีเฮรเชฟก็ถูกนำมาเก็บรักษาเอาไว้ที่ อีเทอร์โดม (Ether Dome) ในโรงพยาบาลแมสซาชูเสตต์ เจนเนอรัล ซึ่งเป็นห้องที่ใช้ในการทดลองใช้ยาระงับปวดในการผ่าตัดเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ.1846 กล่าวกันว่ามัมมี่ของพาดีเฮรเชฟก็ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการผ่าตัดครั้งประวัติศาสตร์นี้ด้วย


มัมมี่ “พาดีเฮรเชฟ” (Padihershef)
นอกจากนั้นอีเทอร์โดมยังถูกใช้เป็นสถานที่ดำเนินการผ่าตัดอีกถึงร่วม 6,000 ครั้ง ซึ่งพาดีเฮรเชฟอยู่ร่วมเป็นสักขีพยานในการผ่าตัดทุกครั้ง อีเทอร์โดมจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของพาดีเฮรเชฟและเขายังคงอยู่ที่นั่นเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน.

ทำปุ๋ยและกระดาษ
มัมมี่ที่ใช้ในการทำปุ๋ยส่วนใหญ่เป็นมัมมี่สัตว์ ชาวไอยคุปต์ทำมัมมี่สัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวแทนของเทพเจ้าองค์ต่างๆ เช่น แมว นก กระสา และลิงบาบูน แต่ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทางการอังกฤษได้ซื้อมัมมี่จากอียิปต์ไปเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงเกษตรกรรม
โดยเฉพาะมัมมี่แมวที่มีหลักฐานว่าบริษัทแห่งหนึ่งได้ซื้อมัมมี่แมวไปถึง “หนึ่งแสนแปดหมื่นตัว” รวมแล้วน้ำหนักมหาศาลถึง 19 ตัน เพื่อนำไปบดทำปุ๋ย แล้วปุ๋ยจากมัมมี่แมวอียิปต์โบราณเหล่านี้ก็ได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งประเทศอังกฤษ

ส่วนการทำกระดาษ โดยใช้ “ผ้าลินิน” ที่พันมัมมี่มาเป็นส่วนผสมในกระบวนการผลิตกระดาษ ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้นมีกลุ่มนายทุนบริษัทผลิตกระดาษได้นำเข้าเศษผ้าจากมัมมี่อียิปต์โบราณจำนวนมากไปยังสหรัฐอเมริกา แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ครับว่าเหตุการณ์นี้จะเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ภาพเขียนผ้าห่อศพมัมมี่
Margaret Maitland ภัณฑารักษ์อาวุโสพบผ้าห่อศพที่พับไว้ห่ออยู่ในกระดาษห่อพัสดุสีน้ำตาล พร้อมกับกระดาษโน้ตที่เขียนโดยอดีตภัณฑารักษ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระบุว่าได้มาจากสุสานอียิปต์โบราณแห่งหนึ่ง ห่อของนี้ถูกเก็บมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1940 

ด้วยความเปราะบางของผ้าจากยุคโบราณ นักอนุรักษ์ศิลปะจึงต้องค่อยๆให้ความชื้นเพื่อลดความแห้งกรอบของเนื้อผ้า ช่วยให้พวกเขาสามารถคลี่ผ้าออกมาได้อย่างระมัดระวัง ซึ่งใช้เวลาเกือบ 24 ชั่วโมง จากจารึกอักษรอียิปต์โบราณที่ปรากฏอยู่บนผ้าห่อศพได้ระบุว่าเป็นของลูกชายของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในยุคโรมันชื่อ Montsuef กับภรรยาชื่อ Tanuat

 Maitland กล่าวว่า “ก่อนที่เราจะคลี่ผ้าออกมา เราได้เห็นลวดลายสีสันของภาพบางส่วนที่บ่งชี้ว่าน่าจะเป็นผ้าห่อศพ แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อคลี่ผ้าออกมาทั้งหมดแล้ว เราจะได้พบกับภาพที่สวยโดดเด่นเป็นพิเศษอย่างนี้ มันเป็นผ้าห่อศพหายากที่มีสภาพดีเยี่ยม และยังมีภาพศิลปะชั้นสูงของอียิปต์ยุคโรมันที่ยังคงความชัดเจนอย่างมาก”

ผ้าลินินห่อศพเต็มผืนที่มีภาพเขียนอยู่ด้วยผืนนี้มีเอกลักษณ์พิเศษอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในยุคของมัน ภาพเขียนเป็นภาพของเทพโอซีริส เนื่องจากเจ้าของผ้าห่อศพเป็นลูกชายของ Montsuef กับTanuat ซึ่งมีบันทึกว่าเสียชีวิตในช่วงศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์ศักราช ดังนั้นจึงสามารถระบุอายุของผ้าห่อศพได้ชัดเจน 
ผ้าห่อศพชิ้นนี้ถูกนำมาแสดงเป็นครั้งแรกในนิทรรศการชื่อ The Tomb: Ancient Egyptian Burial ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติสกอตแลนด์ ในวันที่ 31 มีนาคม 2017 ที่ผ่านมา
(ข้อมูลและภาพจาก  nms.ac.uk, bbc  / Cr. https://www.takieng.com/stories/4199)

บทความโดย ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน
Cr.https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1160563 / โดย :สืบ สิบสาม
Cr.https://hi-in.facebook.com/gypsygroup.co.ltd/posts/2667317866677102
Cr.http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=2697&Itemid=0 / โดย คนเหนือ

(ขอขอบคุณที่มาของข้อมูลทั้งหมดและขออนุญาตนำมา)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่