คำเตือน! กระทู้นี้เป็นการมโน เรื่องราวที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุการณ์จริง เป็นการเพ้อของเราคนเดียว
กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชม และขอบคุณสำหรับรูปทุกรูปที่นำมาใช้ด้วยนะ
หลังจากเตรียมการมายี่สิบกว่าปี ในที่สุดก็มาวันซะที เพราะมีทีมผีบ้ามาเป็นก้างขวางคออยู่หลายครั้ง แต่หลังจากที่ผู้จัดการตัวจี๊ดของทีมผีบ้าลาออกไปเมื่อหลายปีก่อน ผลงานทีมผีบ้าก็ค่อย ๆ กากลงสวนทางกับผลงานทีมหงส์เราที่ดีขึ้น ๆ ทำให้ปีนี้แหละเราจะได้ไปฉายในขบวนพาเหรดลิเวอร์พูลซะที โดยเราแพลนคร่าวๆ ว่าจะเที่ยวลอนดอนสัก 3 คืน หลังจากนั้นจะขับรถออกไปเที่ยวตามเมืองที่น่าสนใจ ใครจะไปชูถ้วยกับเรา ตามมาเลย

หวัดดี เราชื่อแมน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวอังกฤษกัน ทริปนี้เราตั้งชื่อทริปว่า ทริปชูถ้วย เพราะเอาจริงๆ เราเฉยๆ มากกับอังกฤษ เพราะอากาศไม่ค่อยดี อาหารที่มีก็ไม่ถูกปาก แต่ที่มาก็เพราะว่าเราอยากจะชูถ้วยให้สุดยอดทีมฟุตบอลของประเทศนี้ สุดยอดทีมที่ยืนหนึ่งในฤดูกาลนี้ มันจะเป็นทีมอื่นไปไม่ได้ ใช่แล้ว.. นั่นคือ ทีมลิเวอร์พูลเย่เย่ และนี่คือประสบการณ์การไปร่วมขบวนพาเหรดฉลองแชมป์กับเหล่าเดอะคอปของเราเอง

เราจองตั๋วของสายการบินไว้เนิ่นๆ ตั้งแต่เรารู้จักและเชียร์ทีมนี้ ทำให้เราได้ตั๋วถูกมาก ไปกลับไม่ถึง 1,000 ถูกพอ ๆ กับนั่งนครชัยแอร์
(หลอกๆ แต่ช่วงนี้ราคาตั๋วก็ถูกจริงไม่รู้ทำไมถึงถูกได้ขนาดนี้) แต่เราต้องไปต่อเครื่องที่ดูไบ แล้วนั่งจากดูไบ ไปฮีทโทรว์ ไฟล์ท ของเรา 21.30 พอเลิกงานกลับถึงบ้านอาบน้ำ ตรวจเช็คกระเป๋า ก็ออกจากบ้านเลย กะว่าไปถึงก่อนชิว ๆ ซักทุ่มนึง

วันนี้รถไม่ติดเลยถนนโล่งมาก บรรยากาศหยั่งกะมีเคอร์ฟิวแน่ะ ทำให้มาถึงเร็วกว่าที่คิด ดีเหมือนกันจะได้มีเวลาช้อปปิ้งในเกต

ช้อปปิ้งเสร็จ ก็เรียกขึ้นเครื่องพอดี โชคดีมากที่นั่งข้างๆ แทบไม่มีคนเลย

เราแอบลุกไปดูตรงบิสสิเนสคลาส ปรากฎว่าก็แทบไม่มีคนเหมือนกัน

ใช่ อย่างที่เราคิดเลย ห้องนักบินก็โล่ง

พออาหารมาเสิร์ฟ เราเลิกสนใจกับบรรยากาศรอบ ๆ ทันที อาหารบนเครื่องดีมาก จนเราไม่แน่ใจว่าเป็ดย่างจานนี้ดีเกินไปสำหรับเราหรือเปล่า
สุดท้ายเราเลยขอเปลี่ยน เราบอกเหตุผลไปตรง ๆ ว่ากินไม่ลง ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเรา

น้องแอร์ใจดีมาก เปลี่ยนเอายำมาเสิร์ฟให้เราแทน เราไม่รู้เรียกว่ายำอะไร เลยตั้งชื่อว่า “ยำใหญ่สะใจมั้ยละ” น้องแอร์บอกว่านี่พิเศษเลยนะคะ
แอบยำกับน้องสจีที่หลังม่าน จากนี้จนถึงลอนดอนจะไม่มีรูปนะ ขอเซฟแบตมือถือไว้ใช้ที่ลอนดอนเลย
(ถึงสนามบินฮีทโธร์วแล้ว)
หลังจากผ่าน 15 ชั่วโมงบนเครื่องบิน รวมเวลาต่อเครื่องที่ดูไบ เครื่องก็ได้แลนดิ้งที่สนามบินประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง คือถึงเร็วกว่ากำหนดมาก ขณะที่เราเดินลงจากเครื่องเพื่อไปรับกระเป๋า เจ้ายำใหญ่ของน้องสจีบนเครื่องก็เกิดทำพิษพอดี เราเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างหนัก จึงหยิบยาแก้ท้องเสียที่พกไว้เผื่อฉุกเฉินมาทาน แต่ก็ต้องเสียเวลาทิ้งระเบิดอยู่ในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง และนี่คือการรีวิวห้องน้ำสนามบินฮีทโธร์ว ที่ไม่เคยมีรีวิวเวอร์คนไหนเคยทำ

ด้านหน้า

ก๊อกน้ำตกแต่งค่อนข้างทันสมัย อ่างล้างหน้ามีเครื่องพ่นสบู่อัตโนมัติด้วยนะ

ส่วนตรงชักโครกค่อนข้างสะะอาด เงียบสงบ เหมาะสำหรับปลดทุกข์ แต่ใครที่ติดสายชำระอาจจะผิดหวังเพราะที่นี่ไม่มี
มีแต่กระดาษม้วนเท่านั้น ซึ่งหลังจากสงครามสงบก็เดินผ่าน ตม. ด้วยสีหน้าอันอิดโรย จากนั้นเราก็ลากสังขารไปซื้อตั๋วรถไฟสาย Heathrow Express เพื่อเข้าลอนดอน

หลังจากที่ซื้อตั๋วเสร็จเราก็วิ่งลากกระเป๋าไปที่ชานชาลาอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นเองเหมือนมีเสียงเจ้าหน้าที่ฝรั่งสักคนตะโกนอะไรสักอย่างใส่ แต่เราฟังไม่ถนัดเพราะกำลังสับตีนแตก แต่เหมือนเจ้าที่เจ้าทางที่สนามบินนี้ไม่ชอบขี้หน้าเราอย่างแรง เพราะรถไฟเที่ยวสุดท้ายออกไปต่อหน้าต่อตา พอตั้งสติได้ถึงค่อยรู้ว่าเจ้าหน้าที่บอกว่า คุณมาช้าไป รถไฟกำลังจะออกแล้ว และฝรั่งคนในรูปนี่คือสหายผู้ร่วมชะตากรรมการตกรถของเรา

ซึ่งหลังจากแผนแรกในการเข้าลอนดอนล่มไปไม่เป็นท่า เราจึงต้องวางแผนการเข้าตัวเมืองใหม่ โดยวิธีการเข้าลอนดอนจากสนามบิน ฮีทโธรว์มี 6 วิธี
1.รถไฟสาย Heathrow Express สถานะตอนนั้น: ตกรถ
2.รถไฟสาย Heathrow Connect สถานะตอนนั้น: ยามบอกกำลังปิดประตูพอดี
3.รถไฟสาย Piccadilly สถานะตอนนั้น: ปิด
4.รถประจำทาง สถานะตอนนั้น: ปิด
5.รถ Shuttle Bus สถานะตอนนั้น: ไม่มี
6.รถ Taxi สถานะตอนนั้น: ไม่มี
และนี่คือภาพความเฟ้งฟ้างหน้าสนามบิน ณ ขณะนั้น

ด้วยความอ่อนล้า และร่างกายที่หิวหมอนอยากนอนเตียง สุดท้ายผมก็วูบอยู่หน้าสนามบิน จึงเกิดเป็นวิธีการเข้าเมืองแบบที่ 7 ขึ้นมา คือมี Ambulance มาพาไปโรงพยาบาล St. Thomas และก่อนที่จะโดนหิ้วขึ้นรถนี่คือภาพที่ Snap ไว้ได้

สำหรับคนที่ไม่เคยลองขึ้นรถฉุกเฉินโรงพยาบาลอย่างเรา การได้ไปที่อังกฤษก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว และคุณคงไม่อยากเชื่อว่าด้วยระยะทางกว่า 16 กิโลเมตรจากสนามบิน Heathrow ถึงโรงพยาบาล St. Thomas รถฉุกเฉินสามารถพาคุณแหวกอากาศไปถึงโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วใน 10 นาที โดยไม่มีรถขวางทาง และตอนนั้นเราฝากพี่บุรุษพยาบาลช่วยถ่ายภาพจากกระจกหลังออกไปเป็นที่ระลึกให้หน่อยจึงได้ภาพรูปนี้มา

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลคุณหมอจ่ายยาให้แล้วบอกว่าคุณโชคดีมากที่รีบทานยาไว้ก่อนทำให้อาการไม่รุนแรง จากนั้นให้น้ำเกลือซองชงดื่ม กับยาฆ่าเชื้อแบบเม็ดอีกนิดหน่อย และนี่คือภาพเวลา 02:07 นาทีหน้าโรงพยาบาลที่ถ่ายไว้ก่อนโดนเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน

ซึ่งหลังจากจ่ายค่ายาเสร็จแล้ว เราลากกระเป๋าต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร จนถึงโรงแรม Marlin Water Loo ที่จองผ่าน Air bnb เอาไว้เป็นห้องดีลักซ์สตูดิโอ มี Wifi พร้อม และฟิตเนส 24 hr.

ซึ่งเป็นที่พักที่ค่อนข้างสะดวกในเรื่องการเดินทาง เพราะแค่เดินออกนอกโรงแรมกลับไปทางโรงพยาบาล St. Thomas ก็จะเห็น Big Ben เด่นตระหง่านอยู่ปลายสะพาน Westminster แถมโรงแรมนี้ยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอีกเพียบ ทั้งวิหารเวสต์มินสเตอร์ รัฐสภา และยังอยู่ไม่ไกลสถานีรถไฟ Lamberth North อีกด้วย ในราคาเบา ๆ เริ่มต้นคืนละ 4500 บาท และนี่คือภาพเช้าหน้าโรงแรมอันสดใส หลังอาการปวดท้องหายเป็นปลิดทิ้ง

เดี๋ยวมาเล่าทริปเที่ยววันที่ 1 พรุ่งนี้นะ
มโนทราเวล: ตอน ทริปชูถ้วยลิเวอร์พูล มันช่างคูลเสียจริง
กรุณาใช้วิจารณญาณในการรับชม และขอบคุณสำหรับรูปทุกรูปที่นำมาใช้ด้วยนะ
หลังจากเตรียมการมายี่สิบกว่าปี ในที่สุดก็มาวันซะที เพราะมีทีมผีบ้ามาเป็นก้างขวางคออยู่หลายครั้ง แต่หลังจากที่ผู้จัดการตัวจี๊ดของทีมผีบ้าลาออกไปเมื่อหลายปีก่อน ผลงานทีมผีบ้าก็ค่อย ๆ กากลงสวนทางกับผลงานทีมหงส์เราที่ดีขึ้น ๆ ทำให้ปีนี้แหละเราจะได้ไปฉายในขบวนพาเหรดลิเวอร์พูลซะที โดยเราแพลนคร่าวๆ ว่าจะเที่ยวลอนดอนสัก 3 คืน หลังจากนั้นจะขับรถออกไปเที่ยวตามเมืองที่น่าสนใจ ใครจะไปชูถ้วยกับเรา ตามมาเลย
หวัดดี เราชื่อแมน วันนี้เราจะพาเพื่อนๆไปเที่ยวอังกฤษกัน ทริปนี้เราตั้งชื่อทริปว่า ทริปชูถ้วย เพราะเอาจริงๆ เราเฉยๆ มากกับอังกฤษ เพราะอากาศไม่ค่อยดี อาหารที่มีก็ไม่ถูกปาก แต่ที่มาก็เพราะว่าเราอยากจะชูถ้วยให้สุดยอดทีมฟุตบอลของประเทศนี้ สุดยอดทีมที่ยืนหนึ่งในฤดูกาลนี้ มันจะเป็นทีมอื่นไปไม่ได้ ใช่แล้ว.. นั่นคือ ทีมลิเวอร์พูลเย่เย่ และนี่คือประสบการณ์การไปร่วมขบวนพาเหรดฉลองแชมป์กับเหล่าเดอะคอปของเราเอง
เราจองตั๋วของสายการบินไว้เนิ่นๆ ตั้งแต่เรารู้จักและเชียร์ทีมนี้ ทำให้เราได้ตั๋วถูกมาก ไปกลับไม่ถึง 1,000 ถูกพอ ๆ กับนั่งนครชัยแอร์
(หลอกๆ แต่ช่วงนี้ราคาตั๋วก็ถูกจริงไม่รู้ทำไมถึงถูกได้ขนาดนี้) แต่เราต้องไปต่อเครื่องที่ดูไบ แล้วนั่งจากดูไบ ไปฮีทโทรว์ ไฟล์ท ของเรา 21.30 พอเลิกงานกลับถึงบ้านอาบน้ำ ตรวจเช็คกระเป๋า ก็ออกจากบ้านเลย กะว่าไปถึงก่อนชิว ๆ ซักทุ่มนึง
วันนี้รถไม่ติดเลยถนนโล่งมาก บรรยากาศหยั่งกะมีเคอร์ฟิวแน่ะ ทำให้มาถึงเร็วกว่าที่คิด ดีเหมือนกันจะได้มีเวลาช้อปปิ้งในเกต
ช้อปปิ้งเสร็จ ก็เรียกขึ้นเครื่องพอดี โชคดีมากที่นั่งข้างๆ แทบไม่มีคนเลย
เราแอบลุกไปดูตรงบิสสิเนสคลาส ปรากฎว่าก็แทบไม่มีคนเหมือนกัน
ใช่ อย่างที่เราคิดเลย ห้องนักบินก็โล่ง
พออาหารมาเสิร์ฟ เราเลิกสนใจกับบรรยากาศรอบ ๆ ทันที อาหารบนเครื่องดีมาก จนเราไม่แน่ใจว่าเป็ดย่างจานนี้ดีเกินไปสำหรับเราหรือเปล่า
สุดท้ายเราเลยขอเปลี่ยน เราบอกเหตุผลไปตรง ๆ ว่ากินไม่ลง ศักดิ์ศรีมันค้ำคอเรา
น้องแอร์ใจดีมาก เปลี่ยนเอายำมาเสิร์ฟให้เราแทน เราไม่รู้เรียกว่ายำอะไร เลยตั้งชื่อว่า “ยำใหญ่สะใจมั้ยละ” น้องแอร์บอกว่านี่พิเศษเลยนะคะ
แอบยำกับน้องสจีที่หลังม่าน จากนี้จนถึงลอนดอนจะไม่มีรูปนะ ขอเซฟแบตมือถือไว้ใช้ที่ลอนดอนเลย
(ถึงสนามบินฮีทโธร์วแล้ว)
หลังจากผ่าน 15 ชั่วโมงบนเครื่องบิน รวมเวลาต่อเครื่องที่ดูไบ เครื่องก็ได้แลนดิ้งที่สนามบินประมาณ 5 ทุ่มครึ่ง คือถึงเร็วกว่ากำหนดมาก ขณะที่เราเดินลงจากเครื่องเพื่อไปรับกระเป๋า เจ้ายำใหญ่ของน้องสจีบนเครื่องก็เกิดทำพิษพอดี เราเกิดอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างหนัก จึงหยิบยาแก้ท้องเสียที่พกไว้เผื่อฉุกเฉินมาทาน แต่ก็ต้องเสียเวลาทิ้งระเบิดอยู่ในห้องน้ำเกือบครึ่งชั่วโมง และนี่คือการรีวิวห้องน้ำสนามบินฮีทโธร์ว ที่ไม่เคยมีรีวิวเวอร์คนไหนเคยทำ
ด้านหน้า
ก๊อกน้ำตกแต่งค่อนข้างทันสมัย อ่างล้างหน้ามีเครื่องพ่นสบู่อัตโนมัติด้วยนะ
ส่วนตรงชักโครกค่อนข้างสะะอาด เงียบสงบ เหมาะสำหรับปลดทุกข์ แต่ใครที่ติดสายชำระอาจจะผิดหวังเพราะที่นี่ไม่มี
มีแต่กระดาษม้วนเท่านั้น ซึ่งหลังจากสงครามสงบก็เดินผ่าน ตม. ด้วยสีหน้าอันอิดโรย จากนั้นเราก็ลากสังขารไปซื้อตั๋วรถไฟสาย Heathrow Express เพื่อเข้าลอนดอน
หลังจากที่ซื้อตั๋วเสร็จเราก็วิ่งลากกระเป๋าไปที่ชานชาลาอย่างรวดเร็ว จังหวะนั้นเองเหมือนมีเสียงเจ้าหน้าที่ฝรั่งสักคนตะโกนอะไรสักอย่างใส่ แต่เราฟังไม่ถนัดเพราะกำลังสับตีนแตก แต่เหมือนเจ้าที่เจ้าทางที่สนามบินนี้ไม่ชอบขี้หน้าเราอย่างแรง เพราะรถไฟเที่ยวสุดท้ายออกไปต่อหน้าต่อตา พอตั้งสติได้ถึงค่อยรู้ว่าเจ้าหน้าที่บอกว่า คุณมาช้าไป รถไฟกำลังจะออกแล้ว และฝรั่งคนในรูปนี่คือสหายผู้ร่วมชะตากรรมการตกรถของเรา
ซึ่งหลังจากแผนแรกในการเข้าลอนดอนล่มไปไม่เป็นท่า เราจึงต้องวางแผนการเข้าตัวเมืองใหม่ โดยวิธีการเข้าลอนดอนจากสนามบิน ฮีทโธรว์มี 6 วิธี
1.รถไฟสาย Heathrow Express สถานะตอนนั้น: ตกรถ
2.รถไฟสาย Heathrow Connect สถานะตอนนั้น: ยามบอกกำลังปิดประตูพอดี
3.รถไฟสาย Piccadilly สถานะตอนนั้น: ปิด
4.รถประจำทาง สถานะตอนนั้น: ปิด
5.รถ Shuttle Bus สถานะตอนนั้น: ไม่มี
6.รถ Taxi สถานะตอนนั้น: ไม่มี
และนี่คือภาพความเฟ้งฟ้างหน้าสนามบิน ณ ขณะนั้น
ด้วยความอ่อนล้า และร่างกายที่หิวหมอนอยากนอนเตียง สุดท้ายผมก็วูบอยู่หน้าสนามบิน จึงเกิดเป็นวิธีการเข้าเมืองแบบที่ 7 ขึ้นมา คือมี Ambulance มาพาไปโรงพยาบาล St. Thomas และก่อนที่จะโดนหิ้วขึ้นรถนี่คือภาพที่ Snap ไว้ได้
สำหรับคนที่ไม่เคยลองขึ้นรถฉุกเฉินโรงพยาบาลอย่างเรา การได้ไปที่อังกฤษก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลวเลยทีเดียว และคุณคงไม่อยากเชื่อว่าด้วยระยะทางกว่า 16 กิโลเมตรจากสนามบิน Heathrow ถึงโรงพยาบาล St. Thomas รถฉุกเฉินสามารถพาคุณแหวกอากาศไปถึงโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วใน 10 นาที โดยไม่มีรถขวางทาง และตอนนั้นเราฝากพี่บุรุษพยาบาลช่วยถ่ายภาพจากกระจกหลังออกไปเป็นที่ระลึกให้หน่อยจึงได้ภาพรูปนี้มา
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลคุณหมอจ่ายยาให้แล้วบอกว่าคุณโชคดีมากที่รีบทานยาไว้ก่อนทำให้อาการไม่รุนแรง จากนั้นให้น้ำเกลือซองชงดื่ม กับยาฆ่าเชื้อแบบเม็ดอีกนิดหน่อย และนี่คือภาพเวลา 02:07 นาทีหน้าโรงพยาบาลที่ถ่ายไว้ก่อนโดนเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน
ซึ่งหลังจากจ่ายค่ายาเสร็จแล้ว เราลากกระเป๋าต่อไปอีกประมาณ 300 เมตร จนถึงโรงแรม Marlin Water Loo ที่จองผ่าน Air bnb เอาไว้เป็นห้องดีลักซ์สตูดิโอ มี Wifi พร้อม และฟิตเนส 24 hr.
ซึ่งเป็นที่พักที่ค่อนข้างสะดวกในเรื่องการเดินทาง เพราะแค่เดินออกนอกโรงแรมกลับไปทางโรงพยาบาล St. Thomas ก็จะเห็น Big Ben เด่นตระหง่านอยู่ปลายสะพาน Westminster แถมโรงแรมนี้ยังอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอีกเพียบ ทั้งวิหารเวสต์มินสเตอร์ รัฐสภา และยังอยู่ไม่ไกลสถานีรถไฟ Lamberth North อีกด้วย ในราคาเบา ๆ เริ่มต้นคืนละ 4500 บาท และนี่คือภาพเช้าหน้าโรงแรมอันสดใส หลังอาการปวดท้องหายเป็นปลิดทิ้ง
เดี๋ยวมาเล่าทริปเที่ยววันที่ 1 พรุ่งนี้นะ