สวัสดีค่ะ ที่เรามาตั้งกระทู้เพราะเราคิดว่าเรื่องราวของเรา อาจจะเป็นข้อคิดทั้งด้านดีและด้านไม่ดีให้คนอื่นได้บ้าง ก่อนอื่นขอเล่าย้อนเกี่ยวกับตัวเราที่ผ่านมาหน่อยค่ะ เราอายุ 28 รับราชการอยู่ที่บ้านเกิด เคยแต่งงานจดทะเบียนแล้วหย่าหลังจากนั้นไม่นาน ยังไม่มีลูกค่ะ สาเหตุก็เพราะอดีตสามีใช้ชีวิตเหมือนไม่มีเราเลย ไม่คิดจะวางแผนสร้างอนาคตด้วยกัน ตอนตัดสินใจหย่าก็เฮิทหนักมาก รู้สึกล้มเหลวมาก ทั้งที่เราได้แต่งงานแทบจะคนแรกของเพื่อนในรุ่นเดียวกันเลย คิดว่าต่อไปนี้จะได้มีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นอย่างนั้น ถึงขั้นพักเที่ยงก็จะแอบไปนั่งร้องไห้เงียบๆคนเดียวในห้องน้ำที่ทำงานทุกวัน แต่ก็ทนอยู่ไม่ไหวจริงๆ ก็ใช้เวลาทำใจอยู่พักใหญ่เลยค่ะ ครึ่งปี
พอเราเริ่มรู้สึกโอเคขึ้น เราก็ตั้งกระทู้ในพันทิบนี้ค่ะ ก็มี inbox เข้ามา เราไม่เคยใช้ช่องทางออนไลน์และดูตามข่าวก็เห็นคนโดยหลอกเยอะ เราก็จะติดระแวงมาก ซึ่งก็จริงค่ะ มีทั้งคนที่เข้ามาเพราะเรื่องอย่างว่า คนที่ดูมีพิรุธ ถ้าเราเจอแบบนี้เราก็จะไม่คุยต่อเลย แต่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งค่ะ อายุน้อยกว่าเราพอสมควรเลย เข้ามาชวนคุยเรื่องทั่วไป เรื่องงานอดิเรก ไม่ได้มีทีท่าแบบคนอื่น แต่เรายังไม่ได้วางใจอยู่ดี ก็เลยขอเฟสบุคเขามาเช็คดู แต่เราไม่ได้ให้ของเราไป เขาก็ยอมให้มานะคะ พอเข้าไปดูปรากฎว่าเขาเรียนดีมาก จบปตรี แล้วก็ต่อปโทเลยจากมหาลัยเดิมที่ดังมากในกทม ซึ่งเราก็เอาข้อมูลเขาไปค้นต่อก็เจอจริง จนเราคิดว่าเขาคงมาคุยกับเราเพื่อแก้เหงามากกว่า คือเราเองก็จบมหาลัยต่างจังหวัดที่ก็มีชื่อเสียงนะคะ แต่เขาดูเก่งกว่าเราเยอะมาก เราก็คุยกันทุกวัน ถามข้อมูลอะไรไปเขาก็ตอบตลอด เราถามเขาว่าทำไมยอมเปิดเผยขนาดนี้ เขาก็บอกว่ากลัวเราคิดว่าเขามาหลอก พอได้เดือนกว่า เขาก็ชวนเราไปกินข้าว เราก็อึ้งนะคะ เพราะคิดแล้วว่ายังไงเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรหรอก แต่เราหลังหย่าแล้ว ก็ย้ายกลับมาอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้ไปไหนไกลบ้านเลย ส่วนตัวเขาเองหลังจบปโทก็เพิ่งบรรจุราชการได้สองปีที่กทม เขาเลยบอกว่างั้นเขาจะไปหาเราแทน สุดท้ายแล้วเขาก็นั่งรถตู้มาหาเราที่จังหวัดจริงๆค่ะ ส่วนเราแม่ให้รถไว้ใช้ทำงานอยู่แล้วก็เลยขับไปเจอเขา แล้วก็กินข้าว เขาก็ชวนคุยถามเรื่องเกี่ยวกับเรา เรายังนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรด้วยแหล่ะค่ะ พอหลังจากจบวันนั้น เขาก็ยังไม่ได้หายไปไหน ก็ยังคุยกันเหมือนเดิม และเขาก็ขอโทรหาเรา แต่เราไม่เคยทักหรือโทรไปหาเขาก่อนเลยสักครั้ง เพราะไม่กล้า อีกอย่างคือไม่แน่ใจตัวเองด้วยค่ะ แต่เราก็ตั้งใจตอบเขานะคะ ไม่ได้ตอบส่ง
เขาก็นัดเจอเราอีกนะคะ แต่ครั้งนี้เรารู้สึกว่าเรากังวลมาก ยังไม่เคยบอกพ่อแม่เลย เพราะหลังจากหย่า เราก็ไม่ค่อยออกไปไหนเลย พอเราบอกเขาไปว่าเราไม่สะดวกใจ เขาก็เลยบอกว่างั้นพาเขาไปเจอพ่อกับแม่ได้ไหม เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะกล้า เพราะเราก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย แต่สุดท้ายเราก็เล่าให้พ่อกับแม่ฟังค่ะว่าเรื่องเป็นแบบนี้แบบนี้นะ ทั้งคู่ก็เหมือนจะรับได้ที่เรารู้จักกับเขาผ่านเว็บ ก็เลยพาพ่อกับแม่ไปกินข้าวด้วย พอถึงวันจริง เขาก็มานะคะ ดูเขาจะเกร็งๆ แต่ก็พูดคุยกับพ่อแม่เราปกติ ทีนี้พ่อเราเป็นคนพูดตรง อยู่ๆก็ถามเขาขึ้นมาเลยค่ะว่า ทำไมถึงมาคุยกับเรา ทั้งที่คนอย่างเขาน่าจะเจอผู้หญิงที่ดีที่เพรียบพร้อมแล้วก็ไม่เคยแต่งงานให้เลือกอีกเยอะ ซึ่งเป็นคำถามที่เราเก็บมาคิดตลอดเลยค่ะ เขาก็ตอบว่าเขาสบายใจเวลาอยู่กับเรา อยากให้เราได้กลับมาเจอความรู้สึกดีๆอีกครั้ง พ่อเราก็ไม่ได้ถามอะไรต่อค่ะ เปลี่ยนคุยเป็นเรื่องธรรมดา หลังจากวันนั้น เขาก็นัดเจอเราเดือนละสองครั้ง ครั้งหนึ่งบ้างถ้าเดือนไหนเรายุ่งติดไปงานกับพ่อ เขาก็จะนั่งรถตู้มาแต่เช้าทุกครั้ง จังหวัดเราที่เที่ยวเยอะด้วยค่ะ บางเดือนก็เจอพ่อแม่เราบ้าง แถมเจอน้องชายสองคนของเราที่กลับบ้านพอดี ตอนแรกเราก็รู้สึกแปลกๆนะคะ เพราะเขาเกิดปีเดียวกับน้องชายคนกลางเรา อีกอย่างคือนิสัยคนละแบบกันเลย น้องชายเราคนนี้จะมาแนวห้าวแล้วก็เพลบอยๆ แต่พอเจอกันแล้วเขาก็พอจะเข้ากันได้นะคะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาชวนเราไปกินข้าวกับพ่อแม่เขาบ้าง แล้วเขาก็ขับรถยนต์ของที่บ้านจากจังหวัดเขา อยู่ภาคกลางเหมือนกันค่ะ แต่ค่อนข้างไกลกับจังหวัดเรา ก็ 2 ชม.กว่าได้ พาพ่อแม่เขามากินข้าวกับเรา พ่อแม่เขาก็เอ็นดูเราดีค่ะ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเราอายุมากกว่าและแต่งงานมาแล้ว รู้สึกครอบครัวเขาดีมากเลยค่ะ จนบางทีเราก็คิดว่าเราไม่เหมาะกับเขา พอเดือนมีนา เขาก็ขอคบกับเราเป็นแฟนค่ะ แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงตอบตัวเองไม่ได้ เราก็เลยบอกเขาว่าเราไม่แน่ใจ เขาก็นิ่งไปพักหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร แต่เราคิดว่าเขาก็คงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ เขาก็ยังปฏิบัติต่อเราเหมือนเดิมค่ะ ใส่ใจเรา โทรหาทุกวัน ทั้งที่หลายครั้งเราก็ทำตัวไม่มีเหตุผลเลย ทำไม่ดีกับเขา แต่เขาก็ยังพยายามทำความเข้าใจเรา ยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดต่อเขาเข้าไปอีก
ตอนนั้นเราบอกไม่ถูกค่ะเหมือนบางอย่างก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราคิดไว้ เช่น เขาเป็นคนมีวินัยทางการเงินสูงไป เขาเล่าว่าบ้านเขาเคยจนมาก่อน พ่อแม่เลยมีลูกแค่คนเดียว ตอนนี้พอมีฐานะขึ้นมาบ้างก็เพราะตำแหน่งเริ่มสูงขึ้น พ่อแม่เขารับราชการทั้งคู่ก็ไม่ได้ร่ำรวย เลยทำให้เขาเป็นคนติดประหยัดมาก รับราชการได้ไม่นานเงินก้ยังไม่มาก รับสอนพิเศษไปด้วยมาตั้งแต่สมัยมหาลัยจนถึงทุกวันนี้ ไม่ขออะไรพ่อแม่เลย เขาบอกว่าเก็บเองภูมิใจกว่า จะได้รู้คุณค่าสิ่งนั้นด้วย พูดถึงเรื่องการวางแผนเกษียณ การรู้จักออมเงินทำนองนี้บ่อยอะค่ะ อาจจะเพราะเขาจบเศรษฐศาสตร์ เป็นสายงานของเขาด้วยมั้งคะ เขาเคยอธิบายให้เราฟังค่ะว่าเขาได้เงินเดือนมาแต่ละเดือน เขาจะแบ่งมาใช้ตามใจตัวเองสัดส่วนเท่านี้ๆนะ พอได้ฟังแล้วเราก็รู้สึกไม่ดีอะค่ะ เหมือนกับแบบสิ่งที่ทำให้เราต้องมีข้อจำกัดขนาดนี้เลยหรอ จนเรารู้สึกไปว่าเราเข้ากันไม่ได้ เราก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยนะคะ แค่คิดว่าเราไม่ค่อยคิดมากในการใช้จ่ายถึงขนาดนั้นค่ะ แต่เวลาเจอกันเขาก็ออกให้เรานะคะ เขาบอกว่าถ้าเราไม่ได้กินหรูเป็นพัน เขาก็ยินดีจะเป็นฝ่ายออกให้ได้ เพราะไม่ได้เจอกันทุกวัน เวลาเจอพ่อแม่เราเขาก็มีของฝากเล็กๆน้อยๆติดมือมา แต่ไม่รู้เป็นอะไรเราก็ยังรู้สึกว่าเขายังไม่ค่อยใจกับเรา อีกอย่างคือบางทีเขาก็ติดนิสัยชอบถามย้ำค่ะ เพราะเขาบอกว่าอยากให้มีอะไรก็พูดออกมา จะทำได้เข้าใจกัน อย่างบางทีเราก็นอยเรื่องอื่นมา พอเราทำตัวแปลกไป เขาก็จะซักให้เราเล่า ในขณะที่เรารู้สึกว่าเดี๋ยวเราก็หายเองแหล่ะ เลยทำให้เราไม่แน่ใจว่าเราจะเข้ากับเขาได้ แล้วก็เรื่องอายุเรื่องอยู่คนละจังหวัดอีก
จนกลางเดือนมีนา เราก็บอกว่าเราจะหยุดคุยกับเขา เขาควรไปเจอคนที่ดีกว่าเรา แล้วเราก็หายไปเลย เขาก็ส่งข้อความหาเรา เราก็กดเข้าไปอ่านให้เขารู้ค่ะว่าเราอ่านแล้ว แต่ไม่ตอบ เขาก็ยังส่งข้อความมาทุกวัน อย่างใกล้จะถึงวันหมอนัดเรา หรือวันถึงกำหนดต่อพรบรถ เขาก็ส่งมาเตือน ทั้งที่เราบอกเขาเมื่อตั้งนานมาแล้วก่อนจะหยุดคุยกันอีกค่ะ แต่เราก็ยังคงอ่านและไม่ตอบเหมือนเดิม เราก็โทษตัวเองเหมือนกันค่ะว่าเมื่อก่อนเรายังให้ใจคนที่ทำไม่ดีกับเราได้เลย แล้วทำไมเราถึงไม่เปิดใจให้เขาที่ห่วงใยเรา ใครจะว่าเราใจโลเล คิดไม่ได้สักทีก็ยอมรับค่ะ ผ่านไปเดือนกว่า เรากลัวตัวเองจะได้รับบทเรียนเดิมๆแบบในอดีตอีก เราเลยตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของคนหย่าที่มีชีวิตคู่ครั้งใหม่ที่ประสบความสำเร็จว่าเป็นยังไง ก็มีลอคอินคนหนึ่งเป็นพี่ผู้หญิงส่ง Inbox มาให้กำลังใจเรา เพราะพี่เขาเองก็เคยคิดแบบเรา เราก็ระบายกับพี่เขาไปเยอะค่ะว่าเรากังวลสับสนไปหมด พี่เขาก็เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง และเตือนสติเราว่า ถ้าไม่อยากจบแบบเดิม ก็ต้องรู้จักเลือกแบบใหม่ที่ตรงข้ามกัน อย่าใช้แต่ความรู้สึกบอกว่าใช่อย่างเดียว คู่ชีวิตที่ดีไม่ใช่คนที่ทำให้ใจเต้นแรง แต่เป็นคนที่ทำให้เราสบายใจและอุ่นใจ อาจจะไม่ได้ถูกใจเราไปทุกอย่าง แต่ก็พร้อมที่จะเคียงข้างเราเวลามีปัญหา แล้วที่เหลือจะผ่านไปได้เอง ทุกวันนี้สามีพี่เขาเป็นคู่ชีวิตที่ดี และเป็นพ่อของลูกที่ดีด้วย เราก็เลยกลับมาคิดค่ะว่าเราต้องการชีวิตแบบไหน?? เราเคยทุกข์เพราะคนที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดถึงวันข้างหน้า คนที่ไม่ให้ความสำคัญกับเราไม่ใช่หรอ?? เราก็ทบทวนแล้วเทียบกับเขาดู สิ่งที่เราติดพอลองมองจากมุมเขา สิ่งที่เขาพูดเขาทำก็ถูกอะค่ะ ยิ่งเรื่องการใช้จ่าย พ่อเรารับราชการเหมือนกันเป็นนายอำเภอ แต่แม่เปิดร้านเสริมสวยร้านใหญ่เลย ทุกเดือนรายได้แม่เราจะเยอะกว่าพ่อมาก แต่พอมาช่วงไวรัสโคโรนา ต้องดึงเงินเก็บที่มีออกมาจ่ายลูกน้องแทน เครียดทุกวัน เราเลยรู้แล้วค่ะว่าการคิดหน้าคิดหลังก่อนใช้จ่ายอะไรสักอย่างสำคัญมาก คนที่จะสร้างอนาคตได้ก็ควรจะเป็นแบบเขาถูกแล้ว พอพฤษภา พอเขาส่งข้อความมาหาเราเหมือนทุกวัน คราวนี้เราพิมพ์ถามกลับไปว่าทำไมถึงยังไม่ถอดใจอีก ทั้งที่เราก็ทำเขาเสียความรู้สึกไว้เยอะ เขาตอบกลับมาว่าเพราะอยากสร้างอนาคตที่ดีไปด้วยกัน เราเลยตกลงเจอกับเขาอีกครั้งเมื่อกลางเดือนค่ะ
พอเจอกันแล้ว เราก็คุยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ทั้งหมดออกมา เขาก็รับฟังและพูดดีกับเราเหมือนเคย เราถามเขาว่าถ้าเราไม่ตอบ เขาจะส่งข้อความหาเราไปตลอดเหมือนเดิมเลยหรอ เขาก็ยอมรับตรงๆนะคะว่าถ้า 3 เดือน แล้วเราไม่มีปฏิกิริยากลับมา เขาคงพอ แล้วเราก็บอกสิ่งที่ตัดสินใจมาแล้ว เราตกลงเป็นแฟนกับเขาค่ะ วันนั้นเราอยู่คุยกันนานจนเย็นมาก จนพอเรากลับถึงบ้านไปแล้ว เขาก็ขึ้นสถานะในเฟสบุคว่าคบกับเรา เพื่อนเขาเพื่อนเราบางคนก็เข้ามาแซว เขาก็บอกกับเราว่าไม่เห็นมีอะไรจะต้องอายเลย หลังจากวันนั้น เราก็เปลี่ยนตัวเองโดยทักเขาบ้าง โทรหาเขาก่อน พยายามใส่ใจรายละเอียดเขาให้เยอะขึ้น แต่คงยังได้ไม่ดีเท่าเขาอะค่ะ ก็รู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ ไม่รู้สึกอึดอัดในใจอีกแล้ว เหมือนเราได้เป็นฝ่ายทำให้เขาบ้าง เขาก็ชวนเรามากทม พอดีเพื่อนเขาคนหนึ่งที่บ้านทำร้านอาหาร แต่ตอนนี้ปิดอยู่ จะกลับมาเปิดเดือนหน้า กลุ่มเพื่อนเขาก็เลยนัดกินข้าวกันที่นี่ จะได้ไม่ต้องไปสถานที่เปิด เมื่อวาน เขาก็มารอรับถึงคิวรถตู้แต่เช้า แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามาด้วยกัน เราก็บอกว่าเราไปเองเป็น แต่เขาบอกว่าไม่อยากให้ลำบาก เพื่อนเขาก็มี 5-6 คนค่ะ มีเขากับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้ชาย นอกนั้นเป็นผู้หญิงหมดเลย เขาบอกว่าคณะเขาแล้วก็ที่ทำงานเขาสัดส่วนผู้หญิงเยอะค่ะ เราเลยเริ่มเข้าใจเขาแล้วค่ะว่าทำไมถึงติดนิสัยเถียง นิสัยบ่นจุกจิกมา เขาคงกลัวเราอายก็เลยบอกเพื่อนเขาให้เรียกชื่อเราเฉยๆ ไม่ให้เรียกว่าพี่ เพื่อนเขาก็นิสัยดีกันทุกคนเลยค่ะ ขากลับเขาก็นั่งมารอส่งเรากลับจนรถตู้ออก พอกลับถึงบ้านก็รู้จากพ่อเราอีกค่ะ ว่าเขาโทรมาขออนุญาตพ่อชวนเราไปเที่ยวบ้านเขาเดือนหน้าแบบไปเช้าเย็นกลับ แล้วเราก็แปลกใจที่พ่อให้ไปด้วยค่ะ พ่อบอกว่าก็เขาจริงใจกับเราดี เรารู้สึกว่าเราโชคดีค่ะที่คิดได้ทันก่อนเขาจะหายไป
เราคงไม่กล้าไปแนะนำใคร เพราะเราเองก็ตัดสินใจผิดมาก็เยอะ ครั้งนี้เองก็ทำตัวอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ยังไม่ถึงกับที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เลยค่ะ เราก็คงดูไปอีกให้นานๆเหมือนกัน เพราะเข็ดไม่อยากพลาดอีกแล้ว แต่ก็อยากจะแบ่งปันข้อคิดที่เราได้ว่า คนที่จริงใจสม่ำเสมอและเปิดเผยชัดเจนกับเรากับครอบครัวเราหายากมากค่ะ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วอย่างเรา กว่าจะเจอครอบครัวฝ่ายนู้นที่ยอมรับเราได้อีก มีเยอะเลยค่ะคนที่มาๆหายๆ ไม่คิดจะจริงจัง การกระทำสวนทางกับคำพูด เราเริ่มรู้สึกว่าอะไรที่เคยพลาดไปแล้วก็พลาดไป แต่เมื่อผ่านมาแล้วก็จำเอาไว้เป็นบทเรียนค่ะ ทุกอย่างอยู่ที่การเลือกของเราทั้งนั้น ไม่ต้องไปหาเหตุผลอื่นมาปลอบใจตัวเองเพื่อเลือกผิดซ้ำอีก หากได้เจอคนที่พยายามเพื่อเราก็รักษาเขาไว้ในวันที่เขายังอยู่ คนดีก็ไม่ได้รอเราไปตลอดนะคะ ลองลดความคาดหวังลง แล้วเปิดใจให้สิ่งที่ต่างจากอดีตดูค่ะ พอทำแล้วความสุขใจก็จะเข้ามาเอง การได้เจอกับคนที่เห็นคุณค่าเราเป็นสิ่งที่ดีมากเลยค่ะ
สุดท้ายขอบคุณคอมเม้นจากกระทู้ก่อนที่เราตั้งนะคะ เตือนสติเราหลายอย่างเลยค่ะ แล้วก็ขอบคุณพี่เดือนมากนะคะสำหรับ inbox ให้คำปรึกษาจากประสบการณ์ของพี่ คำพูดของพี่ช่วยทำให้คิดได้จริงๆค่ะ
บทเรียนของผู้หญิงที่เคยแต่งงานแล้วหย่า กับการเลือกความสัมพันธ์ครั้งใหม่
พอเราเริ่มรู้สึกโอเคขึ้น เราก็ตั้งกระทู้ในพันทิบนี้ค่ะ ก็มี inbox เข้ามา เราไม่เคยใช้ช่องทางออนไลน์และดูตามข่าวก็เห็นคนโดยหลอกเยอะ เราก็จะติดระแวงมาก ซึ่งก็จริงค่ะ มีทั้งคนที่เข้ามาเพราะเรื่องอย่างว่า คนที่ดูมีพิรุธ ถ้าเราเจอแบบนี้เราก็จะไม่คุยต่อเลย แต่ก็มีผู้ชายคนหนึ่งค่ะ อายุน้อยกว่าเราพอสมควรเลย เข้ามาชวนคุยเรื่องทั่วไป เรื่องงานอดิเรก ไม่ได้มีทีท่าแบบคนอื่น แต่เรายังไม่ได้วางใจอยู่ดี ก็เลยขอเฟสบุคเขามาเช็คดู แต่เราไม่ได้ให้ของเราไป เขาก็ยอมให้มานะคะ พอเข้าไปดูปรากฎว่าเขาเรียนดีมาก จบปตรี แล้วก็ต่อปโทเลยจากมหาลัยเดิมที่ดังมากในกทม ซึ่งเราก็เอาข้อมูลเขาไปค้นต่อก็เจอจริง จนเราคิดว่าเขาคงมาคุยกับเราเพื่อแก้เหงามากกว่า คือเราเองก็จบมหาลัยต่างจังหวัดที่ก็มีชื่อเสียงนะคะ แต่เขาดูเก่งกว่าเราเยอะมาก เราก็คุยกันทุกวัน ถามข้อมูลอะไรไปเขาก็ตอบตลอด เราถามเขาว่าทำไมยอมเปิดเผยขนาดนี้ เขาก็บอกว่ากลัวเราคิดว่าเขามาหลอก พอได้เดือนกว่า เขาก็ชวนเราไปกินข้าว เราก็อึ้งนะคะ เพราะคิดแล้วว่ายังไงเขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรหรอก แต่เราหลังหย่าแล้ว ก็ย้ายกลับมาอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้ไปไหนไกลบ้านเลย ส่วนตัวเขาเองหลังจบปโทก็เพิ่งบรรจุราชการได้สองปีที่กทม เขาเลยบอกว่างั้นเขาจะไปหาเราแทน สุดท้ายแล้วเขาก็นั่งรถตู้มาหาเราที่จังหวัดจริงๆค่ะ ส่วนเราแม่ให้รถไว้ใช้ทำงานอยู่แล้วก็เลยขับไปเจอเขา แล้วก็กินข้าว เขาก็ชวนคุยถามเรื่องเกี่ยวกับเรา เรายังนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรด้วยแหล่ะค่ะ พอหลังจากจบวันนั้น เขาก็ยังไม่ได้หายไปไหน ก็ยังคุยกันเหมือนเดิม และเขาก็ขอโทรหาเรา แต่เราไม่เคยทักหรือโทรไปหาเขาก่อนเลยสักครั้ง เพราะไม่กล้า อีกอย่างคือไม่แน่ใจตัวเองด้วยค่ะ แต่เราก็ตั้งใจตอบเขานะคะ ไม่ได้ตอบส่ง
เขาก็นัดเจอเราอีกนะคะ แต่ครั้งนี้เรารู้สึกว่าเรากังวลมาก ยังไม่เคยบอกพ่อแม่เลย เพราะหลังจากหย่า เราก็ไม่ค่อยออกไปไหนเลย พอเราบอกเขาไปว่าเราไม่สะดวกใจ เขาก็เลยบอกว่างั้นพาเขาไปเจอพ่อกับแม่ได้ไหม เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่าเขาจะกล้า เพราะเราก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกันเลย แต่สุดท้ายเราก็เล่าให้พ่อกับแม่ฟังค่ะว่าเรื่องเป็นแบบนี้แบบนี้นะ ทั้งคู่ก็เหมือนจะรับได้ที่เรารู้จักกับเขาผ่านเว็บ ก็เลยพาพ่อกับแม่ไปกินข้าวด้วย พอถึงวันจริง เขาก็มานะคะ ดูเขาจะเกร็งๆ แต่ก็พูดคุยกับพ่อแม่เราปกติ ทีนี้พ่อเราเป็นคนพูดตรง อยู่ๆก็ถามเขาขึ้นมาเลยค่ะว่า ทำไมถึงมาคุยกับเรา ทั้งที่คนอย่างเขาน่าจะเจอผู้หญิงที่ดีที่เพรียบพร้อมแล้วก็ไม่เคยแต่งงานให้เลือกอีกเยอะ ซึ่งเป็นคำถามที่เราเก็บมาคิดตลอดเลยค่ะ เขาก็ตอบว่าเขาสบายใจเวลาอยู่กับเรา อยากให้เราได้กลับมาเจอความรู้สึกดีๆอีกครั้ง พ่อเราก็ไม่ได้ถามอะไรต่อค่ะ เปลี่ยนคุยเป็นเรื่องธรรมดา หลังจากวันนั้น เขาก็นัดเจอเราเดือนละสองครั้ง ครั้งหนึ่งบ้างถ้าเดือนไหนเรายุ่งติดไปงานกับพ่อ เขาก็จะนั่งรถตู้มาแต่เช้าทุกครั้ง จังหวัดเราที่เที่ยวเยอะด้วยค่ะ บางเดือนก็เจอพ่อแม่เราบ้าง แถมเจอน้องชายสองคนของเราที่กลับบ้านพอดี ตอนแรกเราก็รู้สึกแปลกๆนะคะ เพราะเขาเกิดปีเดียวกับน้องชายคนกลางเรา อีกอย่างคือนิสัยคนละแบบกันเลย น้องชายเราคนนี้จะมาแนวห้าวแล้วก็เพลบอยๆ แต่พอเจอกันแล้วเขาก็พอจะเข้ากันได้นะคะ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาชวนเราไปกินข้าวกับพ่อแม่เขาบ้าง แล้วเขาก็ขับรถยนต์ของที่บ้านจากจังหวัดเขา อยู่ภาคกลางเหมือนกันค่ะ แต่ค่อนข้างไกลกับจังหวัดเรา ก็ 2 ชม.กว่าได้ พาพ่อแม่เขามากินข้าวกับเรา พ่อแม่เขาก็เอ็นดูเราดีค่ะ ทั้งๆที่ก็รู้ว่าเราอายุมากกว่าและแต่งงานมาแล้ว รู้สึกครอบครัวเขาดีมากเลยค่ะ จนบางทีเราก็คิดว่าเราไม่เหมาะกับเขา พอเดือนมีนา เขาก็ขอคบกับเราเป็นแฟนค่ะ แต่ไม่รู้ทำไมเราถึงตอบตัวเองไม่ได้ เราก็เลยบอกเขาว่าเราไม่แน่ใจ เขาก็นิ่งไปพักหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร แต่เราคิดว่าเขาก็คงรู้สึกไม่ดีแน่ๆ เขาก็ยังปฏิบัติต่อเราเหมือนเดิมค่ะ ใส่ใจเรา โทรหาทุกวัน ทั้งที่หลายครั้งเราก็ทำตัวไม่มีเหตุผลเลย ทำไม่ดีกับเขา แต่เขาก็ยังพยายามทำความเข้าใจเรา ยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดต่อเขาเข้าไปอีก
ตอนนั้นเราบอกไม่ถูกค่ะเหมือนบางอย่างก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เราคิดไว้ เช่น เขาเป็นคนมีวินัยทางการเงินสูงไป เขาเล่าว่าบ้านเขาเคยจนมาก่อน พ่อแม่เลยมีลูกแค่คนเดียว ตอนนี้พอมีฐานะขึ้นมาบ้างก็เพราะตำแหน่งเริ่มสูงขึ้น พ่อแม่เขารับราชการทั้งคู่ก็ไม่ได้ร่ำรวย เลยทำให้เขาเป็นคนติดประหยัดมาก รับราชการได้ไม่นานเงินก้ยังไม่มาก รับสอนพิเศษไปด้วยมาตั้งแต่สมัยมหาลัยจนถึงทุกวันนี้ ไม่ขออะไรพ่อแม่เลย เขาบอกว่าเก็บเองภูมิใจกว่า จะได้รู้คุณค่าสิ่งนั้นด้วย พูดถึงเรื่องการวางแผนเกษียณ การรู้จักออมเงินทำนองนี้บ่อยอะค่ะ อาจจะเพราะเขาจบเศรษฐศาสตร์ เป็นสายงานของเขาด้วยมั้งคะ เขาเคยอธิบายให้เราฟังค่ะว่าเขาได้เงินเดือนมาแต่ละเดือน เขาจะแบ่งมาใช้ตามใจตัวเองสัดส่วนเท่านี้ๆนะ พอได้ฟังแล้วเราก็รู้สึกไม่ดีอะค่ะ เหมือนกับแบบสิ่งที่ทำให้เราต้องมีข้อจำกัดขนาดนี้เลยหรอ จนเรารู้สึกไปว่าเราเข้ากันไม่ได้ เราก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยนะคะ แค่คิดว่าเราไม่ค่อยคิดมากในการใช้จ่ายถึงขนาดนั้นค่ะ แต่เวลาเจอกันเขาก็ออกให้เรานะคะ เขาบอกว่าถ้าเราไม่ได้กินหรูเป็นพัน เขาก็ยินดีจะเป็นฝ่ายออกให้ได้ เพราะไม่ได้เจอกันทุกวัน เวลาเจอพ่อแม่เราเขาก็มีของฝากเล็กๆน้อยๆติดมือมา แต่ไม่รู้เป็นอะไรเราก็ยังรู้สึกว่าเขายังไม่ค่อยใจกับเรา อีกอย่างคือบางทีเขาก็ติดนิสัยชอบถามย้ำค่ะ เพราะเขาบอกว่าอยากให้มีอะไรก็พูดออกมา จะทำได้เข้าใจกัน อย่างบางทีเราก็นอยเรื่องอื่นมา พอเราทำตัวแปลกไป เขาก็จะซักให้เราเล่า ในขณะที่เรารู้สึกว่าเดี๋ยวเราก็หายเองแหล่ะ เลยทำให้เราไม่แน่ใจว่าเราจะเข้ากับเขาได้ แล้วก็เรื่องอายุเรื่องอยู่คนละจังหวัดอีก
จนกลางเดือนมีนา เราก็บอกว่าเราจะหยุดคุยกับเขา เขาควรไปเจอคนที่ดีกว่าเรา แล้วเราก็หายไปเลย เขาก็ส่งข้อความหาเรา เราก็กดเข้าไปอ่านให้เขารู้ค่ะว่าเราอ่านแล้ว แต่ไม่ตอบ เขาก็ยังส่งข้อความมาทุกวัน อย่างใกล้จะถึงวันหมอนัดเรา หรือวันถึงกำหนดต่อพรบรถ เขาก็ส่งมาเตือน ทั้งที่เราบอกเขาเมื่อตั้งนานมาแล้วก่อนจะหยุดคุยกันอีกค่ะ แต่เราก็ยังคงอ่านและไม่ตอบเหมือนเดิม เราก็โทษตัวเองเหมือนกันค่ะว่าเมื่อก่อนเรายังให้ใจคนที่ทำไม่ดีกับเราได้เลย แล้วทำไมเราถึงไม่เปิดใจให้เขาที่ห่วงใยเรา ใครจะว่าเราใจโลเล คิดไม่ได้สักทีก็ยอมรับค่ะ ผ่านไปเดือนกว่า เรากลัวตัวเองจะได้รับบทเรียนเดิมๆแบบในอดีตอีก เราเลยตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับประสบการณ์ของคนหย่าที่มีชีวิตคู่ครั้งใหม่ที่ประสบความสำเร็จว่าเป็นยังไง ก็มีลอคอินคนหนึ่งเป็นพี่ผู้หญิงส่ง Inbox มาให้กำลังใจเรา เพราะพี่เขาเองก็เคยคิดแบบเรา เราก็ระบายกับพี่เขาไปเยอะค่ะว่าเรากังวลสับสนไปหมด พี่เขาก็เล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง และเตือนสติเราว่า ถ้าไม่อยากจบแบบเดิม ก็ต้องรู้จักเลือกแบบใหม่ที่ตรงข้ามกัน อย่าใช้แต่ความรู้สึกบอกว่าใช่อย่างเดียว คู่ชีวิตที่ดีไม่ใช่คนที่ทำให้ใจเต้นแรง แต่เป็นคนที่ทำให้เราสบายใจและอุ่นใจ อาจจะไม่ได้ถูกใจเราไปทุกอย่าง แต่ก็พร้อมที่จะเคียงข้างเราเวลามีปัญหา แล้วที่เหลือจะผ่านไปได้เอง ทุกวันนี้สามีพี่เขาเป็นคู่ชีวิตที่ดี และเป็นพ่อของลูกที่ดีด้วย เราก็เลยกลับมาคิดค่ะว่าเราต้องการชีวิตแบบไหน?? เราเคยทุกข์เพราะคนที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดถึงวันข้างหน้า คนที่ไม่ให้ความสำคัญกับเราไม่ใช่หรอ?? เราก็ทบทวนแล้วเทียบกับเขาดู สิ่งที่เราติดพอลองมองจากมุมเขา สิ่งที่เขาพูดเขาทำก็ถูกอะค่ะ ยิ่งเรื่องการใช้จ่าย พ่อเรารับราชการเหมือนกันเป็นนายอำเภอ แต่แม่เปิดร้านเสริมสวยร้านใหญ่เลย ทุกเดือนรายได้แม่เราจะเยอะกว่าพ่อมาก แต่พอมาช่วงไวรัสโคโรนา ต้องดึงเงินเก็บที่มีออกมาจ่ายลูกน้องแทน เครียดทุกวัน เราเลยรู้แล้วค่ะว่าการคิดหน้าคิดหลังก่อนใช้จ่ายอะไรสักอย่างสำคัญมาก คนที่จะสร้างอนาคตได้ก็ควรจะเป็นแบบเขาถูกแล้ว พอพฤษภา พอเขาส่งข้อความมาหาเราเหมือนทุกวัน คราวนี้เราพิมพ์ถามกลับไปว่าทำไมถึงยังไม่ถอดใจอีก ทั้งที่เราก็ทำเขาเสียความรู้สึกไว้เยอะ เขาตอบกลับมาว่าเพราะอยากสร้างอนาคตที่ดีไปด้วยกัน เราเลยตกลงเจอกับเขาอีกครั้งเมื่อกลางเดือนค่ะ
พอเจอกันแล้ว เราก็คุยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ทั้งหมดออกมา เขาก็รับฟังและพูดดีกับเราเหมือนเคย เราถามเขาว่าถ้าเราไม่ตอบ เขาจะส่งข้อความหาเราไปตลอดเหมือนเดิมเลยหรอ เขาก็ยอมรับตรงๆนะคะว่าถ้า 3 เดือน แล้วเราไม่มีปฏิกิริยากลับมา เขาคงพอ แล้วเราก็บอกสิ่งที่ตัดสินใจมาแล้ว เราตกลงเป็นแฟนกับเขาค่ะ วันนั้นเราอยู่คุยกันนานจนเย็นมาก จนพอเรากลับถึงบ้านไปแล้ว เขาก็ขึ้นสถานะในเฟสบุคว่าคบกับเรา เพื่อนเขาเพื่อนเราบางคนก็เข้ามาแซว เขาก็บอกกับเราว่าไม่เห็นมีอะไรจะต้องอายเลย หลังจากวันนั้น เราก็เปลี่ยนตัวเองโดยทักเขาบ้าง โทรหาเขาก่อน พยายามใส่ใจรายละเอียดเขาให้เยอะขึ้น แต่คงยังได้ไม่ดีเท่าเขาอะค่ะ ก็รู้สึกดีขึ้นมากเลยค่ะ ไม่รู้สึกอึดอัดในใจอีกแล้ว เหมือนเราได้เป็นฝ่ายทำให้เขาบ้าง เขาก็ชวนเรามากทม พอดีเพื่อนเขาคนหนึ่งที่บ้านทำร้านอาหาร แต่ตอนนี้ปิดอยู่ จะกลับมาเปิดเดือนหน้า กลุ่มเพื่อนเขาก็เลยนัดกินข้าวกันที่นี่ จะได้ไม่ต้องไปสถานที่เปิด เมื่อวาน เขาก็มารอรับถึงคิวรถตู้แต่เช้า แล้วก็นั่งรถไฟฟ้ามาด้วยกัน เราก็บอกว่าเราไปเองเป็น แต่เขาบอกว่าไม่อยากให้ลำบาก เพื่อนเขาก็มี 5-6 คนค่ะ มีเขากับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นผู้ชาย นอกนั้นเป็นผู้หญิงหมดเลย เขาบอกว่าคณะเขาแล้วก็ที่ทำงานเขาสัดส่วนผู้หญิงเยอะค่ะ เราเลยเริ่มเข้าใจเขาแล้วค่ะว่าทำไมถึงติดนิสัยเถียง นิสัยบ่นจุกจิกมา เขาคงกลัวเราอายก็เลยบอกเพื่อนเขาให้เรียกชื่อเราเฉยๆ ไม่ให้เรียกว่าพี่ เพื่อนเขาก็นิสัยดีกันทุกคนเลยค่ะ ขากลับเขาก็นั่งมารอส่งเรากลับจนรถตู้ออก พอกลับถึงบ้านก็รู้จากพ่อเราอีกค่ะ ว่าเขาโทรมาขออนุญาตพ่อชวนเราไปเที่ยวบ้านเขาเดือนหน้าแบบไปเช้าเย็นกลับ แล้วเราก็แปลกใจที่พ่อให้ไปด้วยค่ะ พ่อบอกว่าก็เขาจริงใจกับเราดี เรารู้สึกว่าเราโชคดีค่ะที่คิดได้ทันก่อนเขาจะหายไป
เราคงไม่กล้าไปแนะนำใคร เพราะเราเองก็ตัดสินใจผิดมาก็เยอะ ครั้งนี้เองก็ทำตัวอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ยังไม่ถึงกับที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เลยค่ะ เราก็คงดูไปอีกให้นานๆเหมือนกัน เพราะเข็ดไม่อยากพลาดอีกแล้ว แต่ก็อยากจะแบ่งปันข้อคิดที่เราได้ว่า คนที่จริงใจสม่ำเสมอและเปิดเผยชัดเจนกับเรากับครอบครัวเราหายากมากค่ะ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วอย่างเรา กว่าจะเจอครอบครัวฝ่ายนู้นที่ยอมรับเราได้อีก มีเยอะเลยค่ะคนที่มาๆหายๆ ไม่คิดจะจริงจัง การกระทำสวนทางกับคำพูด เราเริ่มรู้สึกว่าอะไรที่เคยพลาดไปแล้วก็พลาดไป แต่เมื่อผ่านมาแล้วก็จำเอาไว้เป็นบทเรียนค่ะ ทุกอย่างอยู่ที่การเลือกของเราทั้งนั้น ไม่ต้องไปหาเหตุผลอื่นมาปลอบใจตัวเองเพื่อเลือกผิดซ้ำอีก หากได้เจอคนที่พยายามเพื่อเราก็รักษาเขาไว้ในวันที่เขายังอยู่ คนดีก็ไม่ได้รอเราไปตลอดนะคะ ลองลดความคาดหวังลง แล้วเปิดใจให้สิ่งที่ต่างจากอดีตดูค่ะ พอทำแล้วความสุขใจก็จะเข้ามาเอง การได้เจอกับคนที่เห็นคุณค่าเราเป็นสิ่งที่ดีมากเลยค่ะ
สุดท้ายขอบคุณคอมเม้นจากกระทู้ก่อนที่เราตั้งนะคะ เตือนสติเราหลายอย่างเลยค่ะ แล้วก็ขอบคุณพี่เดือนมากนะคะสำหรับ inbox ให้คำปรึกษาจากประสบการณ์ของพี่ คำพูดของพี่ช่วยทำให้คิดได้จริงๆค่ะ